|
||
|
|
|
ปาฎิหารย์พลังงานจากขยะ : เรื่องจริงที่ไม่อิงนิยาย (The Convenient Truth about Garbage to Energy)
การนำพลังงานจากขยะมาใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิลบางส่วน ในภาพรวมเป็นการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ อาจกล่าวได้ว่า ทุกหน่วยของพลังงานจากขยะ (ส่วนที่เป็นสารอินทรีย์)เป็นการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและทำให้โลกเย็นลง!!!!
|
ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของ JGSEE กับวิชาการดอทคอม
URL : www.jgsee.kmutt.ac.th
รศ. ดร.สมรัฐ เกิดสุวรรณ
ศูนย์วิจัยการเผากากของเสีย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ภายใต้ความร่วมมือกับบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

หากติดตามข่าวสารบ้านเมืองทุกวันนี้ คงไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า เรื่องที่อยู่ในความสนใจของพวกเราทุกคน คงหนีไม่พ้นเรื่องของราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นมาก เมื่อเร็วๆ นี้ ราคาน้ำมันเบนซินก็เคยสูงกว่า 40 บาท และในอนาคตก็อาจสูงกว่านี้อีกซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน แนวทางการรับมือกับปัญหาดังกล่าว นอกเหนือจากการประหยัดการใช้พลังงานแล้ว การแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล (ได้แก่ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีการนำมาใช้กันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงก๊าซโซฮอล์ (ซึ่งได้มาจากแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากน้ำอ้อย หรือ กากน้ำตาล) ไบโอดีเซล (ซึ่งได้จากน้ำมันปาล์ม หรือ น้ำมันพืชใช้แล้ว) นอกจากนี้ก็มีพลังงานทดแทนที่มีการส่งเสริมให้ใช้มากขึ้น ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ (เซลแสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้า) พลังงานลม (กังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า) พลังงานน้ำ (กังหันน้ำจากเขื่อนหรือฝายขนาดเล็ก) รวมถึงพลังงานจากชีวมวล (แกลบ ชานอ้อย ทะลายปาล์ม มูลสุกร ฯลฯ) เป็นต้น
นอกเหนือจากพลังงานทดแทนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทราบหรือไม่ว่า ขยะ ที่เป็นผลผลิตที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนนั้น ก็สามารถนำมาผลิตพลังงานเพื่อใช้ทดแทนพลังงานที่ได้จากเชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นเดียวกัน พลังงานที่ได้จากขยะ นอกเหนือจากจะเป็นพลังงานสีเขียว คือเป็นพลังงานที่สะอาด ช่วยลดปัญหาสภาวะโลกร้อนได้แล้ว ยังช่วยให้การกำจัดขยะเป็นไปอย่างถูกสุขวิธี อันเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องขยะ แต่บังเอิญมีโอกาสทำงานในคณะกรรมการประเมินเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการจัดการขยะของประเทศ จึงทำให้พอมีประสบการณ์ในสายงานที่แตกต่างจากที่ร่ำเรียนมา จึงขอถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการกำจัดขยะอย่างถูกสุขวิธีและนำพลังงานสะอาดจากขยะกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่านเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการกำจัดขยะอย่างถูกสุขวิธี และนำพลังงานกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด อันจะช่วยแก้ไขปัญหาสภาวะแวดล้อมของประเทศและของโลกได้ในที่สุด
ขยะ…เราๆ ท่านๆ ช่วยกันทิ้ง… แล้วมันไปไหน

รูปที่ 1 ปริมาณขยะมูลฝอยจำแนกตามพื้นที่ พ.ศ. 2549
(ที่มา สรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย พ.ศ. 2549, กรมควบคุมมลพิษ)

รูปที่ 2 ปริมาณและอัตราของการเกิดขยะมูลฝอย
(ที่มา ดัดแปลงจาก www.pcd.go.th)
เราๆ ท่านๆ ช่วยกันผลิตขยะโดยเฉลี่ยแล้ววันหนึ่งประมาณ 0.6 ถึง 0.7 กิโลกรัม โดยหากเป็นชุมชนที่อยู่ในเขตเมือง จะผลิตขยะประมาณวันละหนึ่งกิโลกรัม แต่หากเป็นชุมชนในชนบท ซึ่งมีวิถีการดำเนินชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติมากกว่าสังคมเมือง จะผลิตขยะน้อยกว่า ประมาณวันละ 0.4 กิโลกรัม หากนำอัตราการผลิตขยะไปคูณด้วยจำนวนประชากรของประเทศประมาณ 66 ล้านคน จะพบว่า ในแต่ละวัน จะมีขยะที่เกิดขึ้นในประเทศวันละประมาณสี่หมื่นตัน ในจำนวนนี้ ประมาณร้อยละ 21 เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร (ประมาณวันละหนึ่งหมื่นตัน) ร้อยละ 32 ในเขตเทศบาล และร้อยละ 47 นอกเขตเทศบาล ในด้านการจัดการขยะมูลฝอยนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กรุงเทพมหานคร เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล) เป็นผู้รับผิดชอบในการเก็บรวบรวมและขนส่ง ซึ่งปัจจุบันกล่าวได้ว่าสามารถเก็บรวบรวมขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในท้องที่รับผิดชอบได้ดี สำหรับการกำจัดขยะมูลฝอยนั้น ประมาณร้อยละ 65 ของขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศ ยังคงใช้วิธีการเทกองกลางแจ้ง เป็นหลัก โดยประมาณร้อยละ 34 ใช้การฝังกลบขยะมูลฝอยแบบถูกหลักสุขาภิบาล และมีส่วนน้อยที่มีการใช้เทคโนโลยีการหมักทำปุ๋ยและการเผา
จากข้อมูลที่แสดงข้างต้น จะพบว่าประเทศไทยยังคงต้องการการกำจัดขยะมูลฝอยอย่างถูกหลักสุขาภิบาล โดยยังคงมีการใช้เทคโนโลยีการฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาลเป็นหลัก เนื่องจากต้องการเงินลงทุนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการหมักทำปุ๋ยและการเผา อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวต้องการพื้นที่มากในการกำจัด และถือว่าเป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ในขยะมูลฝอยกลับคืนสู่ผิวดินโดยไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการระบบยังไม่สามารถเรียกเก็บจากประชาชนผู้ทิ้งขยะได้โดยตรง ยังคงต้องใช้งบประมาณจากท้องถิ่น ทำให้ขาดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแม้จะมี ระบบกำจัดที่ออกแบบไว้อย่างดี ส่งผลให้ระบบไร้ประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ประชาชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ ทั้งในเส้นทางที่รถเก็บขนขยะวิ่งผ่าน หรือบริเวณที่ทิ้งขยะมูลฝอย ออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง มีการเรียกร้องให้ปิดโรงกำจัดขยะให้เห็นอยู่เนืองๆ
การนำพลังงานจากขยะกลับมาใช้ประโยชน์ (Waste-To-Energy) เป็นวิธีการกำจัดขยะอย่างถูกสุขวิธี ขณะเดียวกันเป็นการนำพลังงานที่มีอยู่ในขยะกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พลังงานที่ได้จากขยะเป็นพลังงานสะอาด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับระบบ ทำให้สามารถเดินระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
มีอะไรบ้างในขยะที่พวกเราทุกคนช่วยกันทิ้ง

รูปที่ 3 องค์ประกอบของขยะมูลฝอย
(ที่มา เอกสาร: ภาพรวมของโครงการ Thailand: Partnership for Development (WASTE MANAGEMENT:Realization of Waste-to-Energy and Beyond, กรมควบคุมมลพิษ)
ขยะที่ถูกทิ้งออกไปจากมือเรานั้น เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา รับประทานอาหารเช้า เดินทางไปทำงาน พักเบรกเช้า รับประทานอาหารกลางวัน ประชุมต่อตอนบ่าย นั่งทานกาแฟช่วงเย็น เดินทางกลับบ้าน รับประทานอาหารเย็น เข้าห้องน้ำก่อนเข้านอน เรียกว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงกลับไปนอนอีกครั้งหนึ่ง พวกเราทุกคนผลิตขยะกันตลอดเวลา หากลองนำขยะที่เราๆ ท่านๆ ทิ้งลงไปในถังขยะมาแยกเพื่อหาองค์ประกอบว่ามีอะไรบ้าง ก็พอจะหลับตานึกออกว่า องค์ประกอบหลักอันดับแรกก็คือขยะจำพวกเศษอาหารและรวมถึงขยะส่วนที่ย่อยสลายได้ ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้ ใบหญ้า เนื่องจากพฤติกรรมของเราๆ ท่านๆ ยังนิยมชมชอบการประกอบอาหารเองอยู่ หรือแม้แต่จะซื้อมาเพื่อรับประทานเองก็ตาม ส่วนใหญ่ก็จะรับประทานไม่หมด ขยะเศษอาหารที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นเศษข้าว เศษแกง เศษผักสลัด ก้างปลา เปลือกผลไม้ เหล่านี้ก็จะถูกกวาดรวมกันและมัดรวมใส่ถุง ซ้อนกันสองสามชั้น ก่อนหย่อนลงถุงดำเพื่อรอนำไปทิ้งรอขนส่ง องค์ประกอบประเภทที่สองในขยะก็คือพลาสติก เนื่องจากชีวิตประจำวันของเราต้องพึ่งพาพลาสติกเป็นปริมาณมาก ส่วนใหญ่อยู่ในรูปบรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ ซึ่งรวมถึงโฟมสำหรับใส่อาหารด้วย นอกจากนั้นก็เป็นพวกขวดน้ำดื่ม เครื่องดื่มต่างๆ องค์ประกอบหลักประเภทที่สามก็คือเศษกระดาษ เช่นเดียวกัน เพราะพวกเราทุกคนต้องใช้กระดาษสารพัดประเภทในชีวิตประจำวัน ที่เหลือจะเป็นพวกวัสดุรีไซเคิลเช่นกระป๋องแคน ขวดแก้ว และอื่นๆ
ในบรรดาองค์ประกอบหลักสามส่วนดังได้กล่าวมาแล้ว คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงกว่าร้อยละ 90 ขององค์ประกอบของขยะทั้งหมด ซึ่งหากนำไปเข้าเตาอบเพื่อไล่ความชื้น จะพบว่า ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหาร พลาสติก หรือเศษกระดาษ เมื่อปล่อยให้แห้งแล้วลองเอาไฟแช็คหรือไม้ขีดสักก้านนึงมาจุดไฟ จะพบว่าองค์ประกอบทั้งสามส่วนนี้จะติดไฟและให้ความร้อนที่รุนแรง และสามารถนำไปใช้ในการต้มน้ำหรือประกอบอาหารได้เป็นอย่างดี นี่แสดงว่าในบรรดาขยะที่ถูกทิ้งออกไปจากมือของเราๆ ท่านๆ ยังคงมีพลังงานอยู่ และเราสามารถนำเอาพลังงานส่วนนี้กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ตรงกันข้าม หากนำเอาขยะเหล่านี้ไปฝังลงในดิน ลองคิดดูว่าเราต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติในการจะได้มาซึ่งอาหารสำหรับบริโภค (แล้วกลายเป็นเศษอาหาร) พลาสติกสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน (แล้วกลายเป็นเศษพลาสติก) และกระดาษ ไปเท่าไร เราต้องสูญเสียพลังงานในการแปรรูปเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้ไปเท่าไร ยิ่งไปกว่านั้น การที่ขยะถูกกลบฝังลงไปในดิน ย่อมเกิดการย่อยสลายของขยะส่วนที่ย่อยสลายได้ และทำให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นตัวละครตัวหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก (นอกเหนือจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดี) โดยเป็นตัวการสำคัญในการทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน และจัดว่าเป็นผู้ร้ายระดับหัวหน้า เพราะความรุนแรงในการทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนของก๊าซมีเทนนั้น มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า
พลังงานจากขยะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างไร
จริงๆ แล้วภาพยนตร์เรื่อง The Inconvenient Truth ซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสาเหตุและผลของการเกิดสภาวะโลกร้อนได้ถูกสร้างขึ้นและออกฉายตั้งแต่ ค.ศ. 2006 แต่เราๆ ท่านๆ เพิ่งจะมารับทราบถึงความดังของภาพยนต์เรื่องนี้ก็เมื่อนาย Al Gore ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดี Clinton ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีที่แล้ว ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมรณรงค์เผยแพร่ความรู้และสร้างจิตสำนึกให้ผู้คนหันมาตระหนักและต่อสู้กับภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ แล้วหลังจากนั้นมาภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวก็ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำ และผู้คนก็รับรู้ความจริงว่าพวกเราทุกคนมีส่วนช่วยทำให้หมีที่อาศัยอยู่ขั้วโลกกำลังจะสูญพันธ์เพราะไม่มีก้อนน้ำแข็งให้อยู่อาศัย เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากพวกเราทุกคนขยันช่วยกันใช้ไฟฟ้าเพื่อปรนเปรอชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้สุขสบายขึ้น ทำให้โรงไฟฟ้าต้องผลิตไฟฟ้ามากขึ้น โดยที่เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าทุกวันนี้ ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ได้แก่ ถ่านหิน ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ ที่เรียกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลก็เพราะว่า ธรรมชาติต้องใช้เวลาเป็นล้าน ล้านปี (หรือกว่านั้น) ในการที่จะทำให้ซากพืช ซากสัตว์ เปลี่ยนสภาพภายใต้อุณหภูมิและความกดดันของผิวโลก เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นถ่านหิน ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ ดังนั้น เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วหมดไป (เพราะชั่วชีวิตของคนเราแค่เจ็ดสิบแปดสิบกว่าปี คงไม่สามารถรอเพื่อให้เชื้อเพลิงฟอสซิลเกิดขึ้นมาใหม่ได้) และองค์ประกอบของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สำคัญคือคาร์บอน ซึ่งเมื่อนำมาผลิตไฟฟ้าต้องนำมาผ่านกระบวนการเผาไหม้กับอากาศ และปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกสู่บรรยากาศ ไปทำให้เกิดเป็นเกราะในชั้นบรรยากาศที่บดบังการสะท้อนความร้อนจากผิวโลก ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ทุกหน่วยา (kWh) ของไฟฟ้าที่เราใช้ เรากำลังมีส่วนร่วมปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศและมีส่วนช่วยทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้น

รูปที่ 4 แนวคิดแสดงประโยชน์จากพลังงานจากขยะ
การนำพลังงานจากขยะมาใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิลบางส่วน ในภาพรวมเป็นการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ อาจกล่าวได้ว่า ทุกหน่วยของพลังงานจากขยะ (ส่วนที่เป็นสารอินทรีย์)เป็นการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและทำให้โลกเย็นลง! (จริงอยู่ แม้ว่าการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะก็ต้องผ่านกระบวนการเผาไหม้และมีการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป แต่ก๊าซนี้ก็สามารถถูกดูดซับโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ซึ่งต่อไปก็กลายเป็นอาหารสัตว์ และต่อมาก็กลายเป็นอาหารและกระดาษให้กับมนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ เมื่อถูกทิ้งออกไปเป็นขยะ ก็สามารถเปลี่ยนกลับเป็นพลังงาน วนเวียนเป็นวัฎจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้วงจรคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีค่าเพิ่มสูงขึ้นแต่ประการใด)
แล้วจะเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานได้อย่างไร
อย่างที่ได้เรียนแล้วว่าในเนื้อขยะที่ถูกทิ้งออกไปจากมือมนุษย์นั้นยังคงมีพลังงานอยู่ จากการศึกษาพบว่า หากขยะเหล่านี้แห้ง (เอาน้ำออกไปจากเนื้อขยะทั้งหมด) ขยะเหล่านี้ในบางพื้นที่จะมีพลังงานสูงเทียบเท่ากับถ่านลิกไนต์ที่นำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือโดยเฉลี่ยแล้วก็มีพลังงานใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงชีวมวล

รูปที่ 5 ค่าความร้อนและค่าความชื้นในขยะมูลฝอยของเทศบาลต่างๆ
(ที่มา รายงานวิจัยเทคโนโลยีการกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงาน, บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2550)
แต่เส้นทางในการเปลี่ยนพลังงานจากขยะนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคสำคัญก็คือน้ำหรือความชื้นที่มีในขยะ คงปฎิเสธไม่ได้ว่าในถุงขยะที่อยู่หน้าบ้านเรานั้น หากกทม. หรือเทศบาลไม่มาเก็บสักสองวันก็จะเริ่มมีกลิ่นแรงมาก หากลองยกก้นถุงขึ้นมาดูก็จะเห็นน้ำไหลหยดจากก้นถุงเป็นทาง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพฤติกรรมการผลิตขยะของเราๆ ท่านๆ มีน้ำเข้าไปเป็นตัวละครสำคัญตลอดเวลา ทั้งน้ำแกง น้ำก๊วยเตี๋ยว ซุปข้าวมันไก่ และแม้แต่ในผักผลไม้ที่เรารับประทาน ยิ่งไปกว่านั้น สภาพภูมิอากาศประเทศไทยที่ร้อนและชื้น มีฝนตกเกือบตลอดปี ส่งผลให้ในขยะมีความชื้นสูง ดังนั้นพลังงานที่มีอยู่ในเนื้อขยะนั้น แทนที่จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง กลับต้องถูกนำไปใช้ในการไล่ความชื้นในเนื้อขยะเสียก่อน ดังนั้น พลังงานสุทธิที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงก็จะมีค่าลดลง
อุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการผลิตพลังงานจากขยะมูลฝอยก็คือพฤติกรรมการทิ้งขยะ เนื่องจากเราๆ ท่านๆ มีพฤติกรรมการทิ้งขยะที่มีลักษณะของการทิ้งทุกอย่างรวมกันลงไปในถุงขยะถุงเดียวกัน ทั้งที่เป็นขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล ทุกอย่างจะถูกทิ้งรวมกันมาหมด ทำให้การแยกขยะออกเป็นประเภทต่างๆ เพื่อนำไปแปรรูป รีไซเคิล หรือผลิตพลังงาน ทำได้ยาก
การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงต้องการทั้งการจัดการและเทคโนโลยี
หมายเหตุ
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน บทความนี้ เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง