vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
หน้าที่ของเงินและความหมายของปริมาณเงิน
Espresso (66,431 views) first post: Tue 2 June 2009 last update: Tue 2 June 2009
สมัยก่อนคนเรามีการแลกเปลี่ยนสิ่งของซึ่งกันและกัน แต่มาปัจจุบัน เงิน กลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ ซึ่งก่อให้เกิดความง่ายดายในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ และเงินก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเรา

หน้าที่ 1 - ตอนที่ 1 ทำไมต้องใช้เงิน

โดย  Espresso







ทำไมต้องใช้เงิน



           เรื่องของเรื่องก็คือ สมัยก่อนคนเราเวลาผลิตอะไรได้ เช่น นายเอ เลี้ยงไก่ ส่วนนายบี ปลูกข้าว นายซี ปลูกผัก ส่วนนายดี ทอผ้า ถ้าทั้ง 4 คนอยากกินทั้งไก่ ข้าว ผัก และอยากได้ผ้ามาตัดเสื้อผ้าใส่ ก็สามารถเอาของมาแลกกันได้ ซึ่งเรียกว่าระบบการแลกของต่อของ (Barter system) แต่ปัญหามันก็เกิดขึ้นตรงที่ว่าโลกนี้ไม่ได้มีคนแค่ 4 คน และสินค้าก็ไม่ได้มีแค่ 4 อย่าง ซึ่งเราอาจสรุปปัญหาสำคัญที่จะเกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริงได้ดังนี้


           •    ปัญหาแรกคือ ความต้องการของแต่ละคนไม่ตรงกัน ดังนั้น การสืบเสาะค้นหาให้เจอคนที่ต้องการของที่เราผลิตก็อาจจะต้องใช้เวลานาน และไม่สะดวกทันใจ


           •    ปัญหาที่ 2 คือ ของที่แลกกันไม่สามารถเก็บไว้ในอนาคต เช่น ผ้าหรือข้าว อาจจะเก็บได้นานหน่อย แต่คนที่ผลิตไก่กับผักก็ย่อมที่จะเก็บของที่ตนผลิตไว้ได้ไม่นาน เป็นต้น


           •    ปัญหาที่ 3 คือ แล้วจะเอาของที่มีอยู่มาแลกกันยังไง ในอัตราการแลกเปลี่ยนอย่างไร เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย จึงอาจต้องหาอะไรที่ช่วยวัดมูลค่าของสินค้าได้


หน้าที่ของเงิน


           ด้วยปัญหาข้างต้น เงินจึงเกิดขึ้นและทำหน้าที่ดังนี้


           •    เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of exchange)


           •    เป็นที่เก็บรักษามูลค่า (Store of value)


           •    เป็นหน่วยวัดมูลค่า (Unit of account)


           •    เป็นมาตรฐานในการชำระหนี้ในอนาคต (Standard of deferred payment) หน้าที่นี้เกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อขายสินค้าเงินเชื่อกัน เพราะการกำหนดเป็นการคืนด้วยเงินนั้น ย่อมที่จะดีกว่าการกำหนดการคืนด้วยสินค้า ซึ่งอาจมีปัญหาทั้งด้านขนาด ปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งสินค้าบางอย่างยังอาจเน่าเสียได้ง่าย



นิยามของเงิน


           เงิน คือ อะไรก็ตามที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในการใช้ซื้อ-ขายสินค้าและบริการ รวมไปถึงการใช้ชำระหนี้ โดยในสมัยก่อน คนอาจจะใช้เปลือกหอย หรือทอง หรือโลหะอะไรก็ได้เพื่อใช้เป็นเงิน ตราบเท่าที่คนในสังคมยอมรับค่าของสิ่งนั้น ๆ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ เมื่อกำหนดค่าของเงินแล้ว ค่านั้นจะต้องคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่ใช่วันนี้มีค่า 1 บาท แต่อีกวันมีค่าแค่ 50 สตางค์ หรืออีกวันมีค่าถึง 100 บาท เป็นต้น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สิ่งๆ นั้นยังสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในสังคมได้ เนื่องจากหากค่าของเงินไม่คงที่ เช่น ด้อยลงเรื่อย ๆ คนในสังคมก็จะขาดความเชื่อถือ และไม่ยอมรับเงินนั้นเป็นสื่อกลาง รวมทั้งไม่ยอมรับให้เป็นสิ่งที่ใช้ชำระหนี้ในอนาคต


           เมื่อรู้เรื่องของเงินแล้วว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็มาดูเรื่องของคำว่า “ปริมาณเงิน” ที่มักจะมีการพูดถึงอยู่เรื่อย ๆ ในสื่อต่าง ๆ ว่าคืออะไร



ปริมาณเงิน (Money supply หรือ Supply of money) คืออะไร


           •    ความหมายของปริมาณเงินอย่างแคบ (Narrow money) หรือที่เรียกว่า M1 จะหมายถึง


           M1            =    ธนบัตร + เหรียญกษาปณ์ + เงินฝากกระแสรายวัน (Demand deposit)


           ปริมาณ เงินคือเงินที่หมุนเวียนอยู่ในมือประชาชน ประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่อยู่ในมือประชาชน และรวมถึงเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งเป็นเงินฝากเผื่อเรียกที่ประชาชนฝากไว้ที่ระบบธนาคาร อาทิ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ 


           •    ความหมายของปริมาณเงินอย่างกว้าง (Broad money) ความครอบคลุมตามนิยามนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับชื่อที่ใช้คือ ค่อนข้างครอบคลุมไปถึงเงินในหลายรูปแบบ โดยในช่วงก่อนหน้านี้ เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า M2  M2a M3 ในไทย หรือ M4 รวมทั้ง M5 ในต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับว่าในแต่ละประเทศเลือกที่จะรวบรวมปริมาณเงินในแต่ละนิยาม (ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล) ไว้เพื่อติดตามและวิเคราะห์อย่างไร แต่ทั้งหมดที่กล่าวนี้ก็คือความหมายของปริมาณเงินอย่างกว้าง อาทิ


           o    M2 จะหมายถึง M1 + เงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำของประชาชน


           o    M2a จะหมายถึง M2 + เงินฝากของประชาชนที่อยู่ในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัทเงินทุน


           o    M3 จะหมายถึง M2a + เงินฝากของประชาชนที่ธนาคารเฉพาะกิจ


           แต่ ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เผยแพร่นิยามใหม่ของปริมาณเงิน โดยนิยามของปริมาณเงินที่ใช้กันอยู่ล่าสุดจะเหลือเพียงปริมาณเงินใน 2 นิยามเท่านั้น คือ



           o    ปริมาณเงินตามความหมายแคบ องค์ประกอบยังเหมือนเดิมที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น แต่ในส่วนของเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งเป็นเงินฝากเผื่อเรียกที่ประชาชนฝากไว้ที่ระบบธนาคารนั้น เปลี่ยนเป็นเงินฝากกระแสรายวันที่ สถาบันรับฝากเงิน (Demand deposits at depository corporations) ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน ธนาคารเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์และกองทุนรวมตลาดเงิน (Money market mutual fund)


           o    ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง จะประกอบไปด้วยเงินฝากของประชาชนทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ เงินฝากในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัทเงินทุน เงินฝากของประชาชนที่ธนาคารเฉพาะกิจ รวมไปถึงที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ให้อยู่ในนิยามนี้ด้วยได้แก่ เงินรับฝากของธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในรูปของตั๋วแลกเงิน เงินรับฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์ และมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อให้มีความครอบคลุมถึงปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น


           เนื่องจากเรื่องของ ปริมาณเงินนั้น ยังคงมีอีกหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องกัน แต่เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวจนเกินไป จึงขออนุญาตเก็บไว้เล่าในตอนต่อไปว่าปริมาณเงินเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ถ้าเปลี่ยนแปลงได้จะเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยใด คนมีความต้องการถือเงิน (Demand for money) เพื่อวัตถุประสงค์ใดบ้าง และเกี่ยวข้องอะไรกับอัตราดอกเบี้ยหรือเปล่า รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ


Related link:
www.bot.or.th



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง



จำนวน 4 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 2 3 มิ.ย. 2552 (12:09)

ผมอยากเห็นรอยยิ้มของคนไทยทุกคนที่จะมีความรักให้กันและกัน ในฐานะคนไทย ที่มีวัฒนธรรมที่ดีงาม
แต่ผมเห็นว่า ทำไมคนไทยเป็นหนี้ บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ แทนที่จะให้อภัย
สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากข้อความในธนบัตรไทย
ตาม พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 มาตรา 15 ธนบัตรเป็นเงินที่ ชำระหนี้ได้ตามกฏหมายโดยไม่จำกัดจำนวน
น่าจะเปลี่ยนข้อความเป็น ธนบัตรนี้สามารถใช้ทำความดีได้ตามกฏหมาย หรือธนบัตรนี้ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้ตามกฏหมาย คนไทยจะได้ไม่เป็นหนี้ผู้ใด นอกจากความรักที่มีให้กันและกัน
จะได้พ้นคำสาปแช่งซะที
ธนบัตรต่างประเทศ อเมริกา IN GOD WE TRUST เราวางใจในพระเจ้า ประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เขาวางใจในพระเจ้า เขาไม่วางใจในฐานะ ในความร่ำรวย

ขอพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์นามเยซูช่วยเปิดหู เปิดตา เปิดใจให้คนไทยรักกัน และไม่มีคนไทยซักคนเดียวที่มีหนี้กันและกัน แต่จะมีความรักซึ่งกันและกัน รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง และทางรัฐบาลจะแก้กฏหมายพระราชบัญญิติเงินตรา พ.ศ.2501 มาตรา 15 รับรองคนไทยรวยกันทุกคน
ข้อแนะนำ ธนบัตรนี้ใช้สร้างฐานะได้ตามกฏหมาย
ธนบัตรนี้ใช้สร้างความดีได้ตามกฏหมาย
ธนบัตรนี้ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้ตามกฏหมาย
เป็นประเด็นด่วนที่สุดนะครับ คนไทยทุกคน พระเจ้ารักคุณ


rcheeprong เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 3 20 มิ.ย. 2552 (09:10)
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ
akemi73 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน9 ครั้ง - ดาว 46 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 8 27 ต.ค. 2552 (20:58)

ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ


sudnafud เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว





Espresso
()

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 8,345 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 3 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 86 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in18.2664 seconds !