หลายท่านอาจจะเคยได้ยินทฤษฎี Hawthorne Effects อันโด่งดังที่เป็นทฤษฎีด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์เกี่ยวกับปัจจัยความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยสภาพแวดล้อมที่ดี เช่น แสงสว่างมีผลทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานดีขึ้น ล่าสุดมีนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก้คือ Steven Levitt และ John List ได้ทำการจับผิดการทดลองของทฤษฎีนี้

สายการผลิตที่โรงงาน Hawthorne ในเมืองชิคาโก้ ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 1924
ก่อนอื่นคงต้องขอเกริ่นก่อนนะครับว่าทฤษฎี Hawthorne Effect มีที่มาที่ไปอย่างไร ในปี ค.ศ. 1924 American National Research Council ได้ส่งวิศวกรสองคนลงไปทำการทดลองเรื่องผลของสภาพแวดล้อมด้านแสงสว่างมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในสายการผลิตอย่างไร ที่โรงงานผลิตอุปกรณ์โทรศัพท์ที่ชื่อว่า Hawthorne ใกล้เมืองชิคาโก้ ก็ปรากฎผลว่าเมื่อโรงงานมีแสงสว่างมาก ผลิตภาพ (Productivity) ของพนักงานจะมีสูงกว่าในกรณีที่โรงงานมีแสงสว่างน้อยกว่า ซึ่งกลายเป็นบทสรุปของทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ว่าปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี มีผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานดีขึ้น และเป็นที่มาของชื่อทฤษฎีอันโด่งดังนี้ว่า Hawthorne Effect ครับ
ในการทดลองนี้ ได้ทำการทดลองแบบง่ายๆ คือโรงงานจะทำการเปลี่ยนหลอดไฟในวันหยุดของสัปดาห์การทำงานคือวันอาทิตย์ เพื่อให้ได้หลอดไฟที่สว่างกว่าในวันจันทร์ (สมัยก่อนยังไม่มีหลอดไฟฟลูโอเรสเซนต์ครับ ซึ่งสมัยก่อนจะใช้หลอดแบบเผาหัวให้ร้อน และมีแสงสว่าง เป็นหลอดไฟแบบโทมัสเอดิสัน ประมาณนั้น) เนื่องจากหลอดไฟทำงานมาหกวันแล้ว แสงสว่างย่อมสู้วันแรกๆ ไม่ได้เป็นธรรมดา และได้ทำการสังเกตุผลิตภาพ (Productivity) ของพนักงานพบว่าผลิตภาพของพนักงานในวันจันทร์มีสูงกว่าวันเสาร์เป็นอย่างมาก และพบว่าผลิตภาพได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในวันอังคาร พุธ พฤหัส และได้ทำการสังเกตุแบบนี้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ จึงแทบสรุปได้ว่าปัจจัยด้านแสงสว่างมีผลกับผลิตภาพจริงๆ
สิ่งที่ทำการทดลองมาข้างต้น เป็นที่ยอมรับมากว่า 80 ปี ทุกอย่างดูเหมือนราบรื่น แต่ในปี 2009 ก็มีนักเศรษฐศาสตร์สองคนจากมหาวิทยาลัยชิคาโก้ ชื่อ Steven Levitt และ John List ได้ทำการจับผิดการทดลองนี้ โดยนำเอาข้อมูลเก่าๆ ที่ได้ทำการทดลองไว้ รวมไปถึงข้อมูลเก่าๆ ที่เก็บไว้แต่ไม่ได้อยู่ในช่วงของการสังเกตุการณ์ มาทำการวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐมิติ (Econometric) พบว่าเป็นที่น่าประหลาดใจว่าข้อมูลกลับไม่เหมือนกัน คือข้อมูลในช่วงที่ไม่มีการสังเกตุการณ์ พบว่าผลิตภาพในวันจันทร์จะมีสูง แต่จะลดลงในวันอังคาร และลดเรื่อยๆ จนถึงต่ำสุดในวันเสาร์ และจะดีขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ แต่ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือผลิตภาพหลังจากสิ้นสุดช่วงการสังเกตุการณ์ในการทดลองแล้ว คือในฤดูร้อนในปีเดียวกัน (การทดลองทำขึ้นในช่วงฤดูหนาว) ประสิทธิภาพของพนักงานกลับลดลง ทั้งที่ในฤดูร้อนมีแสงสว่างมากกว่า
Steven Levitt และ John List จึงสรุปว่าจริงๆ แล้วการสังเกตุการณ์นี้มีที่ผิดพลาดคือวิศวกรที่ทำการทดลองได้ทำการสังเกตุการณ์แบบให้พนักงานรู้ตัว พนักงานจึงเกร็งและมีพฤติกรรมที่ทำงานหนักขึ้น เนื่องจากมีความรู้สึกว่ามีคนมาควบคุมการทำงานของตนเอง และเป็นธรรมดาที่พนักงานทั่วไปจะกระตือรือร้นในวันจันทร์ และเหี่ยวเฉาในวันสุดท้ายของการทำงาน
แต่ทั้งสองก็ไม่ได้แย้งว่า Hawthorne Effect ผิดพลาดหรือไม่เป็นความจริงนะครับ ทั้งสองกำลังจะแย้งว่าการทดลองเมื่อ 80 ปีที่แล้วทำไม่ถูกขั้นตอนเท่านั้นเองครับ
แหล่งอ้างอิง: Light work และ จับผิด Hawthorne Effects ใน หรอยดอทคอม
ความเห็น 2 7 มิ.ย. 2552 (07:52) นักวิจัย นักวิชาการอ่านบทความนี้แล้ว...ได้อะไรๆ เยอะดีครับ
ความเห็น 4 28 มิ.ย. 2552 (19:01) พี่วรัญญูเข้าใจเรื่องนี้ผิดไปแล้วล่ะครับ การทดลองทั้งสองครั้งได้ผลสรุปว่าแสงสว่างไม่มีผลต่อ Productivity นะครับ
เท่าที่ผมจำได้นะครับ ครั้งแรกเมื่อเพิ่มแสงสว่าง ผลลัพธ์คือ Productivity ของคนงานเพิ่ม ต่อมาคณะทดลองชุดเดิมได้ลดแสงสว่างลง ผลลัพธ์กลับปรากฎว่า Productivity ของคนงานก็เพิ่มเช่นเดียวกัน
เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ทดลองเป็นอย่างมาก เพราะตอนแรกคณะทดลองคิดว่าแสงสว่างมีผลต่อ Productivity แต่เมื่อลดแสงสว่างลงก็กลับทำให้ Productivity เพิ่มเช่นกัน ในที่สุดจึงสรุปได้ว่า Productivity ที่เพิ่มนั้นเกิดจากการที่คนงานกระตือรือล้นขึ้นเพราะการที่มีคนมาสนใจ เป็น Motivation effect ทำนองนั้น แสงสว่างไม่เกี่ยวข้องเลย นี้คือข้อสรุปที่ได้จากการทดลองดั้งเดิมของ Hawthorne effect
ส่วนข้อโต้แย้งของ Steven Levitt และ John List ผมได้ลองไปตามอ่านดูแล้วครับ จริงๆคือเขาพยายามจะแย้งกว่า Motivation effect ที่คณะทดลองดั้งเดิมได้สรุป อาจจะไม่มีผลมากมายอย่างที่คิด เพราะไม่ได้ควบคุม Seasonal factors เช่นปกติแล้ว Productivity ของวันจันทร์จะมากกว่าวันศุกร์ แต่คณะทดลองไม่ได้เอา Factors พวกนี้มาคิด ครับ
jim at mcducation.org ครับ (Intania80)
ความเห็น 13 14 มี.ค. 2554 (00:01) ผมทราบมาแบบเดียวกับคุณข้าวนึ่ง เอ้ย ข้าวเหนียวครับ
การทดลองนั้นทำให้ใครๆ ใช้คำว่าฮอร์ทอนเอฟเฟค กันจนติดปาก ว่าเมื่อมีการสังเกตพฤติกรรมของคนโดยที่เขารู้ตัว เขาก็จะไม่ทำสิ่งต่างๆ ไปตามปกติ จึงทำให้ผลของการสังเกตต่างๆปจากความเป็นจริงครับ