เว็บเพื่อการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) | เว็บสื่อวิทย์ฯ ดีเด่น 2549(กระทรวงวิทย์) | เว็บการศึกษายอดผู้ชมสูงสุด 2549-2551(TrueHits) facebooktwitter
ล้านหยาดหยดแห่งความมุ่งมั่น จากพลังไทย เพื่อไทย เพื่อคุณ
วารสารพลังไทย (38,139 views) first post: Sat 13 June 2009 last update: Mon 15 June 2009
ในความเป็นจริง ประเทศไทยได้มีการสำรวจหาปิโตรเลียมตั้งแต่ปี 2466 สมัยสมเด็จกรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน ได้จ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันมาสำรวจธรณีวิทยา เพื่อค้นหาแหล่งน้ำมันบนบกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและแอ่งฝาง จ.เชียงใหม่ ต่อมาได้ให้เอกชนคนไทยได้สิทธิ์สำรวจ

หน้าที่ 1 - ล้านหยาดหยดแห่งความมุ่งมั่น จากพลังไทย เพื่อไทย เพื่อคุณ

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของวารสารพลังไทย และ วิชาการ.คอม
http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx




ความเป็นไทในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ




         วิกฤตการณ์น้ำมันโลกนำมาสู่การพัฒนาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เพื่อนำมาใช้ประโยชน์และมีความสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง


         จากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย เนื่องจากเราต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ขณะนั้นเกิดภาวการณ์ขาดน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตา เพราะบริษัทน้ำมันต่างชาติชะลอการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป และการนำน้ำมันดิบเข้ามากลั่น ด้วยเกรงจะขาดทุน


         สถานการณ์ดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้ประเทศ เริ่มมองหาแหล่งพลังงานปิโตรเลียมภายในประเทศ ประกอบกับในขณะนั้นได้มีการสำรวจพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งมีปริมาณมากเพียงพอที่จะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้เมื่อปี 2516 โดยบริษัทยูเนียนออยล์ (Union Oil Thailand) และบริษัท เท็กซัส แปซิฟิก ประเทศไทย อิงค์ (Texas Pacific Thailand, Inc.) ทำให้รัฐบาลตัดสินใจดำเนินโครงการพัฒนาก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ เพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานขึ้นภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานไฟฟ้าแทนน้ำมันเตา ที่มีราคาสูงมากในขณะนั้น และนำมาสู่การลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระหว่าง 2 บริษัทในที่สุด


เปิดหน้าประวัติศาสตร์พลังงานชาติ


         ปี 2524 ปีแห่งความภาคภูมิใจของไทยทั้งชาติ ก่อเกิดเป็นเปลวไฟแห่งความ “โชติช่วงชัชวาล” ที่ส่งผ่านพลังงานจากใต้ผืนพิภพสู่ภาคการผลิตด้วยการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางระบบท่อเป็นครั้งแรก ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์แห่งการพัฒนาพลังงานไทย


         เมื่อรัฐบาลได้มีการจัดตั้ง ปตท. ขึ้นมา (รวมองค์การก๊าซธรรมชาติกับองค์การเชื้อเพลิงเข้าด้วยกัน ) ปี  2521 รัฐบาลได้มอบหมายภารกิจสำคัญคือ การดำเนินโครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซฯ ในอ่าวไทยไปยังโรงไฟฟ้าและผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติบนบก ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2522 เปลวไฟแห่งความ “โชติช่วงชัชวาล” ทางด้านพลังงานของประเทศ ได้ประจักษ์เป็นครั้งแรก ต่อสายตาประชาชนในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2524 เมื่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานประกอบพิธีเปิดวาล์วส่งก๊าซธรรมชาติผ่านระบบท่อทั้งบนบกและในทะเล ความยาวประมาณ 600 กิโลเมตร เพื่อส่งไปยังโรงไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่บางปะกง พระนครใต้ อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าทดแทนน้ำมันเตาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสามารถประหยัด เงินตรามูลค่ามหาศาลในแต่ละปี


         หลังจากที่ได้พัฒนาการใช้เป็นประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหลายรายสนใจ โดยในปี 2524 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เป็นเอกชนรายแรก ที่ซื้อก๊าซธรรมชาติกับ ปตท. เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานปูนซิเมนต์ท่าหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงงานปูนซีเมนต์แก่งคอย จ.สระบุรี หลังจากนั้นโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ตามแนวท่อได้ทยอยเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนเชื้อเพลิงชนิดอื่น


         ในขณะที่มีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปตท. จึงต้องเพิ่มการจัดหาก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งมีแผนส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงอื่นๆ



การสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์


         การสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติถือเป็นจุดกำเนิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี การนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ จึงได้ปิโตรเคมีจากต่างชาติเป็นมูลค่ามหาศาล


         ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ประกอบด้วยสารคาร์บอนมากมายสามารถแยกออกมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า การนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนเตาอย่างเดียว ปตท. จึงมีโครงการพัฒนาก๊าซธรรมชาติอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อแยกส่วนประกอบของสารไฮโดรคาร์บอนที่มีคุณค่าออกมาก่อนที่จะส่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิง นับเป็นส่วนสำคัญของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศให้ได้คุณค่าสูงสุด ทั้งเป็นก้าวแรกของการนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และบริเวณพื้นที่แนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกมากมาย ช่วยลดนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบในการประกอบอุตสาหกรรมดังกล่าว




โรงแยกก๊าซฯ 6 หน่วย เพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติ


         รัฐบาลได้อนุมัติให้ ปตท. ดำเนินการก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯ ขึ้น โดยหน่วยที่ 1 ถูกสร้างขึ้นที่ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง และเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2528 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ


         เมื่อความต้องการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือก๊าซหุงต้มขยายตัวเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงอนุมัติให้ ปตท.ก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯ หน่วย 2 ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 1 แล้วเสร็จต้นปี 2534 และเมื่อความต้องการใช้ก๊าซปิโตรเลียมยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงอนุมัติให้ก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 3 ในบริเวณเดียวกัน และโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 4 ที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช และเมื่อความต้องการวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มมากขึ้น จึงมีมติให้ก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 5 ที่บริเวณ ต.มาบตาพุด เปิดดำเนินการเมื่อปี 2548


         ตามด้วยโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 จะเสร็จในปี 2553 รองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่อเนื่องมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทประมาณ 9 โรงงานที่จะทยอยเสร็จพร้อมกัน


         โรงแยกก๊าซธรรมชาติมีบทบาทสำคัญต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศให้ได้คุณค่าสูงสุด เป็นก้าวแรกนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และบริเวณพื้นที่ซึ่งแนวท่อส่งก๊าซฯ พาดผ่านโดยเฉพาะอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกมากมาย เป็นการลดการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบในการประกอบอุตสาหกรรม สงวนเงินตราต่างประเทศ เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมมุ่งกระจายแอลพีจีสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง



มุ่งกระจายแอลพีจีสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง


         ก๊าซปิโตรเลียมหรือก๊าซหุงต้ม (Liquefied Petroleum Gas : แอลพีจี) เป็นเชื้อเพลิงประเภทหนึ่ง เข้ามามีบทบาทและความสำคัญต่อวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายต้องการให้ประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมีโอกาสได้รับประโยชน์จากทรัพยากรในอ่าวไทยโดยทั่วถึงและเท่าเทียมกัน รวมทั้งมีนโยบายต้องการลดการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อมาทำฟืน และถ่านเป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรเนื่องจากมีการลงทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ เช่น หัวเตา ถังบรรจุ ส่งผลให้ราคาสูงและไม่เป็นที่ดึงดูดนัก


เร่งขยายตลาด....สร้างความเท่าเทียมในทรัพยากรธรรมชาติ


         ตั้งแต่ปี 2522 ความต้องการใช้แอลพีจีของประเทศได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะในปี 2527 ต้องนำเข้ามากถึงร้อยละ 73 ของปริมาณความต้องการใช้ของประเทศ แต่เมื่อ ปตท. สามารถผลิตแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 1 และเมื่อรวมกับที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ทำให้การผลิตแอลพีจีเพียงพอกับความต้องการ ปตท. จึงได้กำหนดกลยุทธ์สำคัญด้านการตลาด “โครงการพัฒนาตลาดแอลพีจี” ขึ้น ด้วยการก่อสร้างคลังเก็บพร้อมโรงบรรจุแอลพีจี กระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการกำหนดให้ราคาแอลพีจี ณ คลังก๊าซฯ มีราคามาตรฐานเท่ากันทุกแห่ง


         ต้นปี 2529 คลังก๊าซฯ ในภูมิภาคต่างๆ ของ ปตท. ทยอยเปิดใช้งาน ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งก๊าซฯ ไปยังต่างจังหวัดลดลงและนับเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสามารถจัดเฉลี่ยค่าขนส่งและควบคุมการชดเชยค่าขนส่งได้สำเร็จ และในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2529 จึงประกาศราคาขายส่ง ณ คลัง ปตท. ให้มีราคาเดียวกันทุกแห่ง เป็นผลให้ประชาชนในชนบทมีโอกาสใช้ก๊าซฯ ได้อย่างทั่วถึงในราคาที่ถูกลง และมีราคาใกล้เคียงกับส่วนกลาง


         การก่อสร้างคลังก๊าซและโรงบรรจุฯ ของปตท. ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทและสถานภาพทางการตลาดที่สำคัญยิ่งในการดำเนินธุรกิจแอลพีจีของ ปตท. จากเดิมเป็นเพียงผู้ค้าก๊าซฯ เช่นเดียวกับผู้ค้ารายอื่นทำให้ ปตท. กลายเป็นผู้นำตลาด แอลพีจีรายใหญ่ของประเทศ เนื่องจากสามารถขยายฐานลูกค้าก๊าซฯ รายใหม่ในภูมิภาคต่างๆ ได้มากขึ้น ประกอบกับ ปตท. กำหนดหัวใจสำคัญทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก เช่น ติดตั้งระบบการทำงานตามมาตรฐานที่ดีที่สุดในขณะนั้น กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด ในส่วนของโรงบรรจุฯ ถ้าถังก๊าซฯ มีมาตรการเสริมสร้างจิตสำนึกให้ผู้ปฏิบัติงานตระหนักถึงความปลอดภัยในการดำเนินงานเป็นสำคัญ รวมทั้งติดตั้งระบบป้องกันอุบัติภัยต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในส่วนของผู้บริโภค ปตท. เป็นต้น


         ด้วยการดำเนินงานดังกล่าวทำให้ปริมาณจำหน่ายแอลพีจีของ ปทต. เพิ่มสูงขึ้นและก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดของประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2531 และ ปตท.ยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ก๊าซหุงต้มเพื่อครองใจครัวเรือนอย่างไม่หยุดยั้ง จนครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 21


ระบบราคากึ่งลอยตัว...


         แอลพีจีเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดเดียวที่รัฐบาลยังควบคุมราคาจำหน่ายและการนำเข้าจากต่างประเทศมาตลอด แม้จะมีการเปิดเสรีและนำระบบราคาน้ำมันลอยตัวมาใช้ตั้งแต่ปี 2534 เพราะการทำธุรกิจแอลพีจีนั้นมีข้อจำกัดทางด้านความปลอดภัยในการสร้างโรงบรรจุฯ การขนส่ง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง รัฐบาลจึงต้องกำหนดให้ราคาแอลพีจีทั่วประเทศมีระดับเดียวกัน โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันจ่ายชดเชยราคาก๊าซฯ ให้แก่โรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงกลั่นน้ำมัน ทั้งยังชดเชยค่าขนส่งไปยังคลังก๊าซฯ นครสวรรค์ ลำปาง ขอนแก่น สงขลาและสุราษฎร์ธานี เพื่อสร้างกลไกราคาที่เท่ากันทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังควบคุมการนำเข้าเพื่อคุ้มครองโรงแยกก๊าซฯ ซึ่งใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นวัตถุดิบ


         ต่อมาเมื่อประเทศเผชิญภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ มาตรการควบคุมราคาแอลพีจีให้เท่ากันทั่วประเทศได้สร้างภาระทางการคลังให้แก่รัฐบาล เพราะราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลพีจีราคาสูงขึ้น ทำให้เงินกองทุนน้ำมันติดลบเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถแบกรักภาระต่อไปได้ รัฐบาลจึงนำระบบราคา “กึ่งลอยตัว”มาใช้ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2540 ทำให้มีการปรับราคาขายส่งและราคาขายปลีกแอลพีจีเป็นครั้งแรก โดยยังคงควบคุมราคาแอลพีจี ณ โรงกลั่นฯ และราคานำเข้าส่วนค่าการตลาดให้มีการทยอยปรับเพิ่มขึ้นแต่ยังคงควบคุมอยู่ สำหรับราคาขายปลีกและราคาขายส่งให้มีการเปลี่ยนแปลงได้บ่อยครั้งขึ้น นอกจากนี้เพื่อให้โครงสร้างราคาแอลพีจีสอดคล้องกับสถานการณ์ราคาในตลาดโลกและสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด รัฐบาลจึงให้มีการทบทวนโครงสร้างแอลพีจีทุก 6 เดือน ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกสะท้อนถึงราคาในตลาดโลกมากที่สุดซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการนำไปสู่การเปิดเสรีและลอยตัวแอลพีจีอย่างสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป


         ต่อมารัฐบาลได้ปรับหลักเกณฑ์การกำหนดราคา ณ โรงกลั่นฯและราคานำเข้าก๊าซหุงต้มให้เท่ากับประกาศเปโตรมิน ตั้งแต่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 มีผลให้ราคาขายก๊าซหุงต้มในประเทศต่ำกว่าราคาในตลาดโลกความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัญหาจากโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มที่ไม่สะท้อนตามราคาตลาดและฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง รัฐต้องหาแนวทางในการแก้ปัญหาราคาก๊าซหุงต้มโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2549-2551 ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็วขึ้นไปถึงประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147.27 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล (ปี 2551)


         ภาคอุตสาหกรรมและผู้ใช้รถยนต์หลายรายจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันมาเป็นก๊าซแอลพีจีในรถยนต์แทน ส่งผลให้ความต้องการใช้ก๊าซแอลพีจีในประเทศยิ่งทวีเพิ่มขึ้นอีก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ก๊าซแอลพีจีเหมาะที่จะนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมีมากกว่าภาคยานยนต์ ขณะเดียวกันรัฐบาลวางแผนที่จะยกเลิกการใช้ก๊าซแอลพีจีในยานยนต์ โดยรณรงค์ให้หันมาใช้ก๊าซธรรมชาติในยานยนต์ (NGV) ซึ่งมีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่เนื่องจากราคาน้ำมันขึ้นอย่างรวดเร็วและการรองรับการใช้ NGV ไม่เพียงพอ ทั้งๆ ที่ ปตท.มีแผนการขยายตามแผนที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลแล้วก็ตาม



         ในปี 2551 ปตท. จึงต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี นับเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เป็นผู้ส่งออกก๊าซหุงต้มมาเป็นผู้นำเข้า เพราะสามารถผลิตก๊าซหุงต้มได้มากกว่าความต้องการใช้ในประเทศ ทำให้ทั้ง ปตท. และผู้ค้ามาตรา 7 สามารถส่งออกก๊าซหุงต้มเพื่อนำรองได้กลับเข้าสู่ประเทศโดยตลอด แต่ก็เริ่มลดปริมาณการส่งออกลงมาในปี 2550 ก่อนที่จะต้องนำเข้าในปี 2551 ทั้งนี้เป็นผลจากการควบคุมราคาของภาครัฐอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลกและประเทศเพื่อนบ้านในปี 2548-2551 ในขณะที่ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงสูงขึ้นถึง 15% ในภาคขนส่งสูงถึง 37% จนทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่า เกิดจากการสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ล่าช้าของปตท. ทั้งที่การสร้างโรงแยกก๊าซฯ ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าและใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และหากอัตราการใช้ยังอยู่ในระดับสูง แม้จะขยายโรงแยกก๊าซฯ ก็ไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้


         ในการนำเข้าแอลพีจี ปตท. ได้เริ่มต้นเมื่อเมษายน 2551 จากตะวันออกกลางจนถึงธันวาคม 2551 รวม 450,000 ตัน และอาจต้องนำเข้าอีกในปีนี้ หากการขยายตัวยังอยู่ในอัตราปัจจุบัน และยังไม่มีการแก้ปัญหาที่ถูกจุดโดยเฉพาะในเรื่องของราคา เพราะส่วนต่างระหว่างราคาตลาดโลกกับราคา ณ โรงกลั่นฯ นับว่ามาก เช่น ในเดือนกรกฎาคม 2551 รัฐกำหนด ราคา ณ โรงกลั่นฯ ที่ 314 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ก่อนหน้านี้ ปตท. ต้องนำเข้าในราคา 900 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน แม้ว่าราคาตลาดโลกในปัจจุบันจะเริ่มลดลงแต่หากรัฐบาลยังไม่มีนโยบายแก้ปัญหาเรื่องราคาจะทำให้ปัญหาเหล่านี้ยังคงอยู่และจะก่อให้เกิดการใช้พลังงานที่ไม่เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ทั้งที่การปรับราคาดังกล่าวทางผู้ผลิตไม่ได้รับประโยชน์แต่อย่างใด เพราะรัฐยังคงควบคุมโรงแยกก๊าซฯ และโรงกลั่นฯ เท่าเดิม ผู้ผลิตยังคงรับภาระส่วนต่างของราคาตลาดโลกและราคาควบคุมอยู่


         ภารกิจในการนำเข้า LPG ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของผู้ค้ามาตรา 7 ทุกราย ต้องร่วมรับภาระในการนำเข้าก๊าซหุงต้มเพื่อรักษาฐานลูกค้าของตน แต่ในยามที่ประเทศมีความเดือดร้อนเรื่องพลังงาน และมอบหมายให้ ปตท.เป็นผู้นำเข้า ปตท. ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นองค์กรพลังงานของชาติ ดังเจตนารมณ์เมื่อครั้งก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศ เมื่อปี 2521 แม้ว่า ปตท.จะแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนแล้วก็ตาม



บทความที่เกี่ยวข้อง
1 หมาจะบ้า ไม่ต้องรอหน้าร้อน
2 วิธีสังเกตยาเสื่อมคุณภาพ
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




วารสารพลังไทย
(วารสารพลังไทย)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 6,541 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 54 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน


Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • thaigoodview
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : smile@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-5820595
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in31.4143 seconds !