vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
“นวัตกรรมลดโลกร้อน” ชะลอวิกฤตพลังงาน
สื่อชุมชน (วารสารสื่อชุมชน) (41,738 views) first post: Mon 15 June 2009 last update: Mon 15 June 2009
ทรัพยากรธรรมชาติที่บ้านเรานำมาใช้เป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ภาคคมนาคมอุตสาหกรรมและการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ นั้น จัดว่าเป็นเชื้อเพลิงประเภทที่ใช้แล้วหมดไป

หน้าที่ 1 - “นวัตกรรมลดโลกร้อน” ชะลอวิกฤตพลังงาน

ภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชนและวิชาการดอทคอม
www.pttplc.com





           “โลกร้อน” ยังคงเป็นกระแสที่ทุกคนให้ความสนใจ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อทุกส่วนและทุกคนบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะความแปรปรวนอย่างหนักของสภาพอากาศ ที่ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุเฮอริเคน ฤดูกาลต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างวิปริตชนิดที่ไม่เคยประสบมาก่อน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็คือ ก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานธรรมชาตินั่นเอง


           เป็นที่ทราบกันดีกว่า ขณะนี้ทรัพยากรธรรมชาติที่บ้านเรานำมาใช้เป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ภาคคมนาคมอุตสาหกรรมและการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ จัดว่าเป็นเชื้อเพลิงประเภทที่ใช้แล้วหมดไป ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหน้าที่ทุกคนที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกันใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณค่า รวมทั้งพยายามหาพลังงานทดแทนในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งหนึ่งในวิธีช่วยประหยัดพลังงานก็คือการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างพลังงานทดแทนที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุของปัญหาโลกร้อน


           และวิธีการที่มีการเริ่มใช้กันบ้างแล้วในบ้านเราคือ การใช้ประโยชน์จากชีวมวลเหลือทิ้งอย่างฟางข้าว เหง้ามันสำปะหลัง หรือ ทะลายปาล์มน้ำมันมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยนำไปผ่านกระบวนการเผาให้ได้ก๊าซที่เรียกว่า “แก๊สซิฟิเคชั่น” ซึ่งก๊าซที่ได้นี้สามารถนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าทดแทนการใช้ถ่านหินได้อีกด้วย นอกจากนี้ ก๊าซที่ผ่านกระบวนการเผาดังกล่าว ยังสามารถนำไปควบแน่นเป็นของเหลวแล้วนำไปกลั่นให้ได้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เรียกกันว่า “ไบโอออลย์” ใช้กับเครื่องยนต์ได้อีกด้วย คุณประโยชน์ของชีวมวลเหลือทิ้งที่ว่านี้ สำหรับคนไทยอาจต้องรอเวลาศึกษาวิจัยกันอีกระยะเวลาหนึ่ง แต่สำหรับประเทศเยอรมนี ได้มีการผลิตน้ำมันจากเทคโนโลยีดังกล่าวใช้บ้างแล้วซึ่งก็สามารถช่วยลดการใช้พลังงานจากธรรมชาติได้ส่วนหนึ่ง


           “ไม้เทียมจากเส้นใยธรรมชาติ” เป็นนวัตกรรมสำคัญที่ควรพัฒนาเพื่อให้เกิดการใช้จริง โดยการนำเส้นใยธรรมชาติไปผสมกับพลาสติกเพื่อผลิตเป็นไม้เทียม ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าได้อย่างดีเพราะป่าเป็นผู้ช่วยสำคัญในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นสาเหตุของโลกร้อน


           นอกจากนี้ ไม้เทียมยังมีข้อดีที่เหนือกว่าไม้จริงคือ ไม่ยืดและไม่หดเมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนหรือชื้น ด้วยเหตุนี้จึงมีบรรดาผู้ประกอบการผลิตไม้เทียมจากเศษไม้บดออกวางจำหน่ายแล้ว ทั้งยังมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเกี่ยวกับการผลิตไม้เทียมจากเส้นใยใบสับปะรดผสมกับเม็ดพลาสติก เนื่องจากคาดว่าน่าจะสามารถให้ความแข็งแรงได้มากกว่าไม้เทียมที่ใช้ไม้บดเป็นส่วนผสม



           เส้นใยจากหญ้าแฝกก็นับเป็นเส้นใยธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาผลิตไม้เทียมได้ เนื่องจากปัจจุบัน จุดประสงค์ในการปลูกหญ้าแฝกก็เพื่อรักษาหน้าดินเพียงอย่างเดียว จึงควรสนับสนุนให้มีการนำเส้นใยจากหญ้าแฝกมาใช้ผลิตไม้เทียมด้วย เพื่อเพิ่มมูลค่าของหญ้าแฝกให้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ควรวางแผนในเรื่องของการปลูกและเก็บรวมรวมวัตถุดิบให้มากเพียงพอที่จะนำไปผลิต ซึ่งหากสามารถส่งเสริมการผลิตไม้เทียมจากเส้นใยธรรมชาติเหล่านี้ได้ ในอนาคตข้างหน้าเราก็จะมีไม้เทียมไว้ใช้กันอย่างแพร่หลายทดแทนไม้ป่าที่มีจำนวนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เป็นการช่วยอนุรักษ์ป่าไม้ของไทย



           “พลาสติกชีวภาพ” ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจเนื่องจากปัจจุบัน ขยะประเภทพลาสติกมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และขยะประเภทนี้ก็ต้องอาศัยระยะเวลาในการย่อยสลายนาน ถุงพลาสติก 1 ใบ ใช้ระยะเวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี แต่หากนำไปเผาก็จะก่อให้เกิดสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งทำให้เกิดมลภาวะอันเป็นสาเหตุของโลกร้อน ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คิดค้นพลาสติกชีวภาพขึ้น เพื่อลดปัญหาโลกร้อนอันเกิดจากการไม่ย่อยสลายของพลาสติก โดยพลาสติกชีวภาพที่ว่านี้ จะผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ ใช้แบคทีเรียหมักน้ำตาลจากพืชให้เป็นกรดแลคติก จากนั้นใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้เป็นโพลิเมอร์ก่อนนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่ต้องใช้พลังงานในกระบวนการผลิตมา ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ทั้งยังกำจัดได้ง่ายเพียงแค่ฝังดินก็จะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดินในเวลาไม่นาน



           ปัจจุบัน นวัตกรรมเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา แต่ก็เชื่อว่าอีกไม่ช้านาน เราคงจะได้ใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนไทยในการชะลอวิกฤตพลังงานด้วยนวัตกรรมลดโลกร้อน ทั้งยังเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรไทย และชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง



จำนวน 3 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 6 27 ต.ค. 2552 (21:16)

ภาวะโลกร้อน
(Global Warming)


      ภาวะโลกร้อน (Global
Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change)
เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ค่ะ (Greenhouse
gases)


ปรากฏการณ์เรือนกระจก
มีความสำคัญกับโลก 
เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน
จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น
โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด
เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้
คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก
(Greenhouse Effect) ค่ะ


แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก
โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน
น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2
ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6
แสนปี


ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์
ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น
ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน






sudnafud เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 7 27 ต.ค. 2552 (21:22)

ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง


sudnafud เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 13 6 มี.ค. 2553 (05:42)
ขอบคุณครับ
daanaina เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน68 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว




สื่อชุมชน
(วารสารสื่อชุมชน)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,150 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 56 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in10.6377 seconds !