vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
ค่ายวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เปี้ยว (28,711 views) first post: Sat 2 September 2006 last update: Sat 2 September 2006
ค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนทุนคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ณ. อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด
สารบัญ
หน้า : 1 วัตถุประสงค์
หน้า : 2 วันที่ 1
หน้า : 3 วันที่ 2
หน้า : 4 วันที่ 3

หน้าที่ 1 - วัตถุประสงค์
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
“ทำไมต้องไปเข้าค่ายด้วยเนี่ย วันหยุดยาวกลับบ้านดีกว่า”
“โอ้โฮ ขึ้นรถแต่เช้าเลย จะตื่นทันหรอ”
“เย้ ไปเที่ยวๆ”
เสียงบ่นพึมพำนานาจิตตังจากนักศึกษาเมื่อทราบว่าต้องไปเข้าค่ายสำหรับนักเรียนทุนคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 12-14 สิงหาคม 2549 ที่อุทยานแห่งขาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วนใหญ่เป็นเสียงบ่นที่ไม่รู้ว่าจะเจออะไรในค่าย หรือจะได้เล่นน้ำทะเลอย่างที่หวังหรือเปล่า แต่เสียงบ่นก็ยังแฝงด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นลึกๆว่านี่จะเป็นโอกาสที่จะได้ใช้ความรู้ที่สะสมมาจากห้องเลคเชอร์กับสถานการณ์จริง ดังที่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ Richard P. Feynman เคยกล่าวไว้ว่า “You do not know anything until you have practiced.” คุณไม่รู้อะไรเลยจนกว่าคุณจะได้ฝึกและลงมือทำด้วยตัวคุณเอง


ค่ายวิทยาศาสตร์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนานักศึกษาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนักศึกษาในโครงการทุนพิเศษ ทั้งนี้เป็นที่คาดหวังว่านักศึกษาจะต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ทั้งในด้านวิชาการ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนรู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศต่อไปในอนาคต คณะวิทยาศาสตร์จึงเห็นสมควรที่จะจัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ให้กับนักศึกษากลุ่มดังกล่าว เพื่อเป็นการฝึกให้นักศึกษาได้ใช้ชีวิตร่วมกัน และได้รับประสบการณ์ในการศึกษานอกสถานที่โดยสามารถเสนอแนะแนวคิดและแนวทางในการนำวิทยาศาสตร์ไปพัฒนาสิ่งต่างๆรอบตัวได้







จำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการรวมจำนวน 216 คน จากนักศึกษาในโครงการ
- ทุน พสวท.
- ทุน สควค.
- ทุน ศรีตรังทอง ของ ม.มหิดล
- ทุน เรียนดีวิทยาศาสตร์ ของ ม.มหิดล
- ทุนโครงการนำร่อง สวทช.

- ทุนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ JSTP



ตามแผนเราจะออกเดินทางจากคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดลเช้าวันเสาร์ที่ 12 ส.ค. 2549 โดยแวะที่พระราชนิเวสน์มฤคทายวัน แล้วเข้าพักที่นกเงือกรีสอร์ท (http://www.hornbillresort.com) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วเริ่มทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ในวันอาทิตย์ ก่อนจะนำเสนอผลงานในวันจันทร์ก่อนเดินทางกลับ

หน้าที่ 2 - วันที่ 1
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

รถออกเดินทางจากคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล เวลาเช้าตรู่ 7:00 น. แล้วแวะที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพระราชนิเวศน์ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466 เนื่องจากในสมัยนั้นบริเวณนี้มีห้วยน้ำจืดที่มีสัตว์ป่ามาชุมนุมเพื่อกินน้ำอยู่มาก และกวางเป็นสัตว์ที่มีอยู่มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ดังนั้นในการพระราชทานนามที่ประทับแห่งใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงนำชื่อ “มฤคทายวัน” ซึ่งเป็นป่ากวางที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนามาตั้งเป็นนามพระราชนิเวศน์แห่งนี้ และมีประกาศพระบรมราชโองการกำหนดอาณาเขตแห่งพระราชนิเวศน์เมื่อ วันที่ 17 พฤษภาคม 2467



[ต้นไม้ตกแต่งเป็นรูปกวาง]



ตัวพระราชนิเวศน์พระราชนิเวศน์สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ประกอบด้วยพระที่นั่งขนาดใหญ่ 3 องค์ และเรือนไม้รวมจำนวนหลายหลัง ที่เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงไม้ที่มีหลังคาคลุมเพื่อกันแดดกันฝนเป็นความยาวทั้งหมดประมาณ 300 เมตร การเรียงตัวของแต่หลังอยู่ในแนวขนานกับทะเล ทำให้อาคารทุกหลังได้รับลมทะเลในเวลากลางวันและลมบกจากเขาในเวลากลางคืน ทุกอาคารเป็นไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงในระดับเดียวกันด้วยเสาคอนกรีตจำนวน 1000 กว่าต้น บ้านแต่ละหลังวางอยู่บนเสาโดยไม่มีน๊อตหรือตะปูยึด แต่ละเสาและผนังที่ติดกับพื้นดินจะมีร่องน้ำไว้สำหรับกันแมลงต่างๆ มีเพดานสูงและมีช่องลมใต้ชายคาเป็นไม้ฉลุดูสวยงามยิ่งนัก



หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว อาคารพระราชนิเวศน์มฤคทายวันริมทะเลถูกทิ้งร้างไปกว่า 40 ปี จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการทะนุบำรุงตัวอาคารพระราชนิเวศ และต่อมากรมศิลปากรขึ้นทะเบียนพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2524 โดยได้กันพื้นที่พระราชฐานรอบอาคารพระราชนิเวศน์ทั้งหมดรวมประมาณ 31 ไร่ ในค่ายพระรามหก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

ปัจจุบันพบว่าพื้นที่ชายฝั่งบริเวณพระราชนิเวศน์มฤคทายวันและหาดเจ้าสำราญถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงอยู่ที่สุดใบบรรดาชายฝั่งแถบจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ โดยมีอัตราการกัดเซาะประมาณ 0.4 – 4.0 เมตรต่อปี!! ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งนับพันไร่ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า จากการศึกษาย้อนหลังไปพบว่า ต้นเหตุของการที่ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะมีด้วยกันหลายด้าน ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ สาเหตุจากธรรมชาติ โดยเฉพาะคลื่นลมในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ขณะที่สาเหตุอื่น ๆ ล้วนมีที่มาจากน้ำมือของมนุษย์ที่ไปเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศเกือบทั้งสิน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือประตูระบายน้ำ ที่ส่งผลให้ปริมาณทรายที่เคยไหลลงมาชายฝั่งลดจำนวนลงถึงร้อยละ 34 ของตะกอนธรรมชาติ

การลดลงของป่าชายเลนอันเนื่องมาจากการบุกรุกเพื่อทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้ง การทำนาเกลือ ที่อยู่อาศัย และแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลให้ป่าชายเลนในพื้นที่โครงการลดลงอย่างมากปี 2504 ป่าชายเลนในเขตเพชรบุรีมีจำนวนถึง 13,750 ไร่ ลดเหลือ 12,936 ไร่ ในปี 2539 คิดเป็นร้อยละ5.92 แต่ก็ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับประจวบคีรีขันธ์ จากที่เคยมี 6,875 ไร่ในปี 2504 มาถึงปี 2539 เหลือเพียง 268 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 96.10 นอกจากนี้การปล่อยน้ำเสียจากชุมชนและสถานประกอบการต่าง ๆ ยังมีส่วนทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดจำนวนลงด้วย ปัญหาการกัดเซาะที่เกิดขึ้นทำให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หาแนวทางแก้ไข แต่การแก้ไขโดยขาดหลักวิชาการและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กลับกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชายฝั่งทะเลยิ่งถูกกัดเซาะมากขึ้นไปอีก โดยย้ายไปเกิดในอีกจุดหนึ่งแทน
[ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี http://www.dmr.go.th/news/4_12_46_4.html]



หลังจากนั้นคณะได้เดินทางไปต่อไปยังนกเงือกรีสอร์ท เพื่อเข้าที่พักและรับประทานอาหารเที่ยงก่อนที่จะเริ่มวางแผนกิจกรรมวิทยาศาสตร์ในช่วงบ่าย


หน้าที่ 3 - วันที่ 2
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
วันนี้ทุกคนตื่นแต่เช้าเพื่อเริ่มทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้วแต่ละคนก็แยกย้ายเข้าประจำกลุ่มตัวเอง


กลุ่มดูนก
อุทยานเขาสามร้อยยอดเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย และยังเป็นแหล่งดูนกน้ำที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่งอีกด้วย เนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่ราบป่าพรุ มีแอ่งน้ำอยู่ทั่วไป ที่นี้เป็นที่รวมของนกมากมายหลายประเภท ทั้งนกน้ำ นกทุ่ง นกป่า นกชายเลนกว่า 275 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว จะมีนกอพยพ หลบความหนาวเย็นจากประเทศในแถบหนาวมาอยู่ที่นี่ ถ้าโชคดีอาจพบนกน้ำขนาดใหญ่ที่หาดูได้ยาก เช่น นกกาบบัว นกชั้นหอยขาวและนกที่พบเห็นได้ง่าย เช่น นกกระแตแต้แว้ด ฝูงนกยาง กระกระเต็น นกตีนเทียน ซึ่งเป็นนกรับแขกที่สามารถเห็นได้ทั่วไป นกอีล้ำ นกกินปลี และนกท้องถิ่น เช่น นกปรอด


กลุ่มศึกษาแมลง
แมลงในสัตว์ใน Phylum Arthropoda มีลักษณะสำคัญคือลำตัวเป็นข้อปล้อง ลำตัวซีกซ้ายและขวาเหมือนกันและเท่ากันทุกประการ อาจมีการลอกคราบเป็นครั้งคราวเหมือเจริญเติบโต ส่วนใหญ่มักแบ่งเป็นเพศผู้และเพศเมีย อวัยะภายในมีทางเดินอาหารเป็นท่อยาวตลอดจากปากไปถึงทวารหนัก ระบบเลือดเป็นแบบเปิดมีท่อเลือดอยู่ทางด้านสันหลังเหนือระบบทางเดินอาหาร การจับแมลงในค่ายวิทยศาสตร์ครั้งนี้ทำโดยการใช้ฟีโรเมนวางล่อแมลงไว้ในกับดักเป็นระยะเวลาพอสมควร พบว่าแมลงที่ติดอยู่ในกับดักคือแมลงวันผลไม้หรือแมลงวันทองทั้งหมด 3 ประเภท



กลุ่มศึกษาพฤติกรรมค่างแว่น
นำโดย ดร.ณัฐพล (evolutionary biologist) และดร.ธีราพร (biophysicist) พานักศึกษาทุนโครงการพิเศษต่างๆ จากทุกภาค

วิชา และทุกชั้นปี ออกเดินหาค่างแว่นถิ่นใต้[รูปขวา ถ่ายภาพโดยนายอากร สร้อยแก้ว] และลิงแสม[รูปซ้าย]ไม่ไกลจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ค่างแว่น (Semnopithecus obscurus) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาศัยอยู่บนต้นไม้ หากินเวลากลางวันทั้งพืชและสัตว์ มีมือและตีนที่สามารถใช้กำ และหยิบสิ่งของได้ ลักษณะเด่นคือมีวงรอบตาสีขาวบนใบหน้าสีดำ เหมือนสวมแว่น ลำตัวมีสีเทาดำไปจนถึงสีน้ำตาลดำ ตัดกับขาหลังและหางทีมีสีจางกว่า ริมฝีปากบนและล่างมีผิวหนังเป็นแผ่นสีขาว หาอาหารและเคลื่อนที่บนเรือนยอดไม้ อาศัยรวมเป็นฝูง 10-20 ตัว ถิ่นอาศัยคือป่าดิบชื้นภาคใต้ ป่าดงดิบชื้นมลายูทั้งป่าสมบูรณ์และป่ารุ่น ป่าเขาหินปูนและป่าชายเลน

นักศึกษาได้รับมอบหมายให้ทำการเฝ้าดูพฤติกรรมของพวกมัน แล้วทำการสร้างสารานุกรมพฤติกรรมของสัตว์เหล่านั้นขึ้นมาเรียกว่า "ethogram" เรานำลำดับพฤติกรรมของมันมาหาความสัมพันธ์ว่าเมื่อมันเกาหัวแล้วมันจะทำอะไรต่อเป็นต้น ข้อมูลความถี่แสดงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพฤติกรรมถูกนำมาใส่ในเมทริกซ์ ตัวละหนึ่งเมทริกซ์ เราหาความต่างของรูปแบบพฤติกรรม โดยหาความต่างระหว่างขนาดของเมทริกซ์แต่ละเมทริกซ์ ทั้งระหว่างสัตว์แต่ละตัว และกับเมทริกซ์ที่สร้างขึ้นเป็นโมเดล (ความน่าจะเป็นที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแต่ละคู่เท่ากัน) เพื่อเปรียบเทียบ



กลุ่มธรณีวิทยา
นำโดย ดร.วีระชัยและ ดร.พิเชษฐ นำนักศึกษาสำรวจพื้นที่บริเวณอุทยานเขาสามร้อยยอดเป็นภูเขาหินปูนและที่ราบป่าพรุ ภูเขาหินปูนบ่งบอกว่าเมื่อหลายล้านปีก่อนบริเวณนี้อยู่ใต้ทะเลมาก่อนที่จะมีการยกตัวขึ้นมาเป็นภูเขา และนอกจากนี้บริเวณที่ราบป่าพรุระหว่างภูเขาก็บ่งบอกว่าบริเวณนี้เคยมีน้ำทะเลท่วมถึงเมื่อไม่กี่พันปีที่ผ่านมานี้ หลักฐานทีสำคัญสามารถดูได้จากร่องรอยการกัดเซาะของน้ำทะเลบริเวณตีนเขาต่างๆซึ่งบ่งบอกว่าภูเขาเหล่านี้เคยเป็นเกาะมาก่อน และจากซากของหอยน้ำรมที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปัจจุบันประมาณ 1-2 เมตร จากกระบวนการ Carbon dating เราพบว่าซากหอยนางรมเหล่านี้มีอายุประมาณ 3000-4000 ปี


นอกจากนี้การศึกษาหินงอกหินย้อยในถ้ำไทร ยังพบร่องรอยของแผ่นดินไหวบริเวณนี้ ทำให้ชั้นหินเกิดการเลื่อนตัว และมีร่องรอยของพื้นถ้ำที่ยุบลงซึ่งดูได้จากบริเวณ “หินจาก” ซึ่งเป็นจุดที่หินย้อยและหินงอกมาพบกันก่อนที่พื้นถ้ำจะยุบลงทำให้หินงอกหลุดออกจากหินย้อย ซึ่งการยุบตัวและแผ่นดินไหวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทางด้านธรณีวิทยา นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆที่ยังดำเนินอยู่อย่างเช่นการกัดเซาะของน้ำ การกัดเซาะของลม และการย่อยสลายหินของรากไม้ที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน



ในตอนกลางคืนมีกิจกรรมร่วมกันคือการร่วมกันออกแบบเรืออนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งไอเดียสุดฮิตก็หนีไม่พ้นการนำเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์มาใช้งานพร้อมอุปกรณ์กำจัดขยะทั้งภายในเรือเองและขยะที่ลอยอยู่ในทะเล บางกลุ่มก็รวมอุปกรณ์กำจัด*ขยะสังคม*เข้าไปด้วย แหม! บ้างก็คิดว่าวิทยาศาสตร์คงพัฒนาช้าเกินไปเลยหันไปพึ่งไสยศาสตร์ สร้างศาลเพียงตาไว้บนเรือหวังสาบแช่งผู้ทิ้งขยะ ก็ยังดีมีอุปกรณ์เลี้ยงปลาในตัว ไม่หวังพึ่งสังข์ทองไว้เรียกเนื้อเรียกปลาด้วย หลังจากนั้นก็เป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงจากนักศึกษาแต่ละกลุ่ม


หน้าที่ 4 - วันที่ 3
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ในตอนเช้ามีการนำเสนอผลงานจากนักศึกษากลุ่มต่างๆ เป็นการบรรยายสรุปถึงความรู้และข้อคิดต่างๆที่แต่ละกลุ่มได้ไปศึกษามา หลังจากนั้นเป็นการสรุปความคิดเห็นต่างๆจากเหล่าอาจารย์ที่ร่วมเดินทางไปด้วย



มีคำพูดของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ฝากไว้กับนักศึกษาว่า "ในพื้นที่เขาสามร้อยยอดนั้นแห้งแล้งและมีแร่ธาตุในดินน้อย ปลูกอะไรไม่ค่อยจะขึ้น ทำการเกษตรลำบาก ที่เห็นทำกันเยอะก็จะเป็นนากุ้งซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นการทำลายธรรมชาติอย่างหนึ่ง มีคุณลุงชื่อลุงสมหมายมีอาชีพขุดกรวดและหินไปขาย มีชีวิตที่ลำบาก แต่คุณลุงท่านเป็นคนช่างสังเกต ท่านเห็นว่ามะม่วงที่ปลูกในที่แห้งแล้งจะมีความหวานอร่อยอย่างยิ่ง ท่านจึงได้ทดลองปลูกมะม่วง จนบัดนี้เวลาผ่านไปหลายปีคุณลุงสมหมายสามารถส่งออกมะม่วงคุณภาพดีที่สุดระดับร้อยล้านบาทต่อปี จากคนที่มีความรู้น้อย ขุดกรวดและหินขายจนสามารถทำสัญญาซื้อขายได้ระดับร้อยล้าน นักศึกษาที่มีความรู้เยอะอย่างเราจะทำได้อย่างคุณลุงสมหมายหรือเปล่า"


ผมเองตอบไม่ได้ว่าจะมีคนทำได้อย่างลุงสมหมายอีกหรือไม่ แต่เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ไอน์สไตน์กล่าวว่า “Imagination is more important than knowledge” หรือ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ลุงสมหมายท่านเป็นคนช่างสังเกตและมีจินตนาการในการแก้ปัญหา ไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไรเราต้องแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา การเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับผมคือการเรียนการแก้ปัญหา การฝึกให้คุณเป็นคนช่างสังเกตและมีจินตนาการ ผมว่าเราโชคดีแล้วที่ได้มีโอกาสเรียนวิทยาศาสตร์ เหลือเพียงแต่ว่าเราจะใช้ความรู้มาจินตนาการนอกกรอบอย่างไร


[ความเห็นผู้เขียน: ไอน์สไตน์เองก็ให้ความสำคัญกับความรู้ ท่านเคยกล่าวว่า ""The four men who have laid the foundations of physics on which I have been able to construct my theory are Galileo, Newton, Maxwell and Lorentz." นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะต้องผ่านการเรียนรู้ ทำความเข้าใจสิ่งที่มีมาก่อนหน้าให้เข้าใจอย่างท่องแท้ นั่นคือท่านเองก็ให้ความสำคัญกับความรู้ แต่การแก้ปัญหาและสร้างองค์ความรู้ใหม่นั้นต้องใช้จินตนาการอย่างยิ่ง (บทความ: ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น)]


ขอขอบคุณคณะวิทยาศาสตร์และอาจารย์ทุกท่านที่ทำให้เกิดกิจกรรมดีๆเช่นนี้


*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง



จำนวน 5 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 5 ก.ย. 2549 (00:55)
ขอบคุณผู้เล่าเรื่องมากๆนะคะ นาชอบภาพถ่ายมากค่ะ มีแต่ภาพสวยๆทั้งนั้น
Little Sun เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 2 5 ก.ย. 2549 (01:04)
ไม่มีนักเรียนทุนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ JSTP มาด้วยเหรอครับ

แต่ผมคุ้นๆ ว่ามาด้วยกันนะ
tatpong เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 3 7 ก.ย. 2549 (20:35)
มีบางคนเป็น JSPT แน่นอนครับ ยืนยันได้หนึ่งคนที่เพิ่งได้ทุน JSTP ระยะยาว
Z-1 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน455 ครั้ง - ดาว 166 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 4 8 ก.ย. 2549 (13:13)
แก้ให้แล้วครับ
เปี้ยว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1205 ครั้ง - ดาว 319 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 7 16 มี.ค. 2552 (13:47)

ขอบคุณครับสำหรับบทความ เยี่ยมมาก


nunamzaa




เปี้ยว
(พิเชษฐ กิจธารา)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 21,982 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 11 ปี
แบ่งปันความรู้ 1,205 ครั้ง
ได้รับดาว 319 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in3.3613 seconds !