สารบัญ
หน้าที่ 2 - วันที่ 1
รถออกเดินทางจากคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล เวลาเช้าตรู่ 7:00 น. แล้วแวะที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพระราชนิเวศน์ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466 เนื่องจากในสมัยนั้นบริเวณนี้มีห้วยน้ำจืดที่มีสัตว์ป่ามาชุมนุมเพื่อกินน้ำอยู่มาก และกวางเป็นสัตว์ที่มีอยู่มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ดังนั้นในการพระราชทานนามที่ประทับแห่งใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงนำชื่อ มฤคทายวัน ซึ่งเป็นป่ากวางที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนามาตั้งเป็นนามพระราชนิเวศน์แห่งนี้ และมีประกาศพระบรมราชโองการกำหนดอาณาเขตแห่งพระราชนิเวศน์เมื่อ วันที่ 17 พฤษภาคม 2467

[ต้นไม้ตกแต่งเป็นรูปกวาง]
|
ตัวพระราชนิเวศน์พระราชนิเวศน์สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ประกอบด้วยพระที่นั่งขนาดใหญ่ 3 องค์ และเรือนไม้รวมจำนวนหลายหลัง ที่เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงไม้ที่มีหลังคาคลุมเพื่อกันแดดกันฝนเป็นความยาวทั้งหมดประมาณ 300 เมตร การเรียงตัวของแต่หลังอยู่ในแนวขนานกับทะเล ทำให้อาคารทุกหลังได้รับลมทะเลในเวลากลางวันและลมบกจากเขาในเวลากลางคืน ทุกอาคารเป็นไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงในระดับเดียวกันด้วยเสาคอนกรีตจำนวน 1000 กว่าต้น บ้านแต่ละหลังวางอยู่บนเสาโดยไม่มีน๊อตหรือตะปูยึด แต่ละเสาและผนังที่ติดกับพื้นดินจะมีร่องน้ำไว้สำหรับกันแมลงต่างๆ มีเพดานสูงและมีช่องลมใต้ชายคาเป็นไม้ฉลุดูสวยงามยิ่งนัก
|
หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว อาคารพระราชนิเวศน์มฤคทายวันริมทะเลถูกทิ้งร้างไปกว่า 40 ปี จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการทะนุบำรุงตัวอาคารพระราชนิเวศ และต่อมากรมศิลปากรขึ้นทะเบียนพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2524 โดยได้กันพื้นที่พระราชฐานรอบอาคารพระราชนิเวศน์ทั้งหมดรวมประมาณ 31 ไร่ ในค่ายพระรามหก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
ปัจจุบันพบว่าพื้นที่ชายฝั่งบริเวณพระราชนิเวศน์มฤคทายวันและหาดเจ้าสำราญถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงอยู่ที่สุดใบบรรดาชายฝั่งแถบจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ โดยมีอัตราการกัดเซาะประมาณ 0.4 4.0 เมตรต่อปี!! ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งนับพันไร่ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า จากการศึกษาย้อนหลังไปพบว่า ต้นเหตุของการที่ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะมีด้วยกันหลายด้าน ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ สาเหตุจากธรรมชาติ โดยเฉพาะคลื่นลมในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ขณะที่สาเหตุอื่น ๆ ล้วนมีที่มาจากน้ำมือของมนุษย์ที่ไปเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศเกือบทั้งสิน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือประตูระบายน้ำ ที่ส่งผลให้ปริมาณทรายที่เคยไหลลงมาชายฝั่งลดจำนวนลงถึงร้อยละ 34 ของตะกอนธรรมชาติ
การลดลงของป่าชายเลนอันเนื่องมาจากการบุกรุกเพื่อทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้ง การทำนาเกลือ ที่อยู่อาศัย และแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลให้ป่าชายเลนในพื้นที่โครงการลดลงอย่างมากปี 2504 ป่าชายเลนในเขตเพชรบุรีมีจำนวนถึง 13,750 ไร่ ลดเหลือ 12,936 ไร่ ในปี 2539 คิดเป็นร้อยละ5.92 แต่ก็ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับประจวบคีรีขันธ์ จากที่เคยมี 6,875 ไร่ในปี 2504 มาถึงปี 2539 เหลือเพียง 268 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 96.10 นอกจากนี้การปล่อยน้ำเสียจากชุมชนและสถานประกอบการต่าง ๆ ยังมีส่วนทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดจำนวนลงด้วย ปัญหาการกัดเซาะที่เกิดขึ้นทำให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หาแนวทางแก้ไข แต่การแก้ไขโดยขาดหลักวิชาการและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กลับกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชายฝั่งทะเลยิ่งถูกกัดเซาะมากขึ้นไปอีก โดยย้ายไปเกิดในอีกจุดหนึ่งแทน
[ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี
http://www.dmr.go.th/news/4_12_46_4.html]
หลังจากนั้นคณะได้เดินทางไปต่อไปยังนกเงือกรีสอร์ท เพื่อเข้าที่พักและรับประทานอาหารเที่ยงก่อนที่จะเริ่มวางแผนกิจกรรมวิทยาศาสตร์ในช่วงบ่าย
|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 5 ก.ย. 2549 (00:55) ขอบคุณผู้เล่าเรื่องมากๆนะคะ นาชอบภาพถ่ายมากค่ะ มีแต่ภาพสวยๆทั้งนั้น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 5 ก.ย. 2549 (01:04) ไม่มีนักเรียนทุนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ JSTP มาด้วยเหรอครับ
แต่ผมคุ้นๆ ว่ามาด้วยกันนะ