"หิ่งห้อย"... แมลงจิ๋วเรืองแสง

"หิ่งห้อย"... แมลงจิ๋วเรืองแสง

            ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติจากหิ่งห้อย แมลงตัว เล็กๆ ที่ทำให้ต้นไม้ริมน้ำอย่างต้น ลำพู เรืองรอง ระยิบระยับในยามค่ำคืน  นำมาสู่คลื่นนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล ที่ต่างมุ่งหน้าลงเรือหางยาว ล่องไปตามลำน้ำแม่กลอง หรือทัวร์หิ่งห้อยในจังหวัดอื่นๆ  ชมปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ หาชมได้ไม่ง่ายนัก แต่สิ่งที่มาพร้อมกับยอดนักท่องเที่ยวกลับส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนใน ชุมชนและสิ่งมีชีวิตร่วมชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการเที่ยวชมหิ่งห้อย ที่กลายเป็นข้อสงสัยว่า การท่องเที่ยวรูปแบบนี้เป็นการอนุรักษ์ให้หิ่งห้อยอยู่คู่กับชุมชนต่อไปหรือเป็นการเร่งให้สูญพันธุ์เร็วขึ้น

สิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกใบใหญ่

            หิ่งห้อย แมลงตัวจิ๋ว ที่มักจะส่องแสงเป็นจุดเล็กๆ อยู่ตามต้นไม้ริมน้ำอย่างต้นลำพู แต่เมื่อใดที่มีหิ่งห้อยมาชุมนุมกันนับร้อยตัว แสงเล็กๆ ก็จะสว่างไสว สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็น แต่น้อยคนที่จะได้เห็นตัวจริงของมัน

            ในเรื่องรูปลักษณ์หน้าตาของแมลงจิ๋ว เรืองแสงได้ ชนิดนี้ ประกอบไปด้วยปีก 2 ชั้น  หัวทรงรี สีเหลืองปนน้ำตาล มีหนวด 2 เส้น  ลำตัวมีลักษณะเป็นปล้อง  ปล้องบนสุดคือหน้าอก นูนแข็งสีดำ ส่วนท่อนกลางแบ่งเป็น 3 ปล้อง และส่วนที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญของหิ่งห้อยคือ  2 ปล้องสุดท้าย เนื่องจากเป็นจุดให้กำเนิดแสงนั่นเอง ขาของหิ่งห้อยมี 3 ข้อ 6 ขา ปลายขาจะมีสารเหนียวข้น เพื่อเป็นที่ยึดเกาะต้นไม้ใบหญ้า

            หิ่งห้อยเป็นแมลงปีก แข็งขนาดเล็ก อาศัยอยู่ตามโคนไม้ริมน้ำ เมื่อถึงเวลาหากินจึงจะไต่ขึ้นมาบนต้นไม้ ใบไม้เพื่อกินน้ำค้างตามใบไม้ใบหญ้า มักวางไข่ไว้ตามดินหรือที่ชื้นแฉะ ในอีก 4-5 วันต่อมา ไข่จึงจะฟักเป็นตัวหนอน และโตเต็มวัยกลายเป็นหิ่งห้อยอยู่ประมาณ 3- 12 เดือน จึงตาย ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตไม่ยืนยาวนัก

หิ่งห้อยสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

            ส่วนใหญ่แล้วหิ่งห้อยมัก จะอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ หรือตามพื้นที่ชุ่มชื้น ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และที่สำคัญ น้ำบริเวณนั้นจะต้องเป็นน้ำนิ่ง หมายถึงผืนน้ำที่เงียบสงบ ไม่ค่อยมีคลื่นซัดฝั่งมากนัก เนื่องจากไข่หิ่งห้อยส่วนใหญ่จะเกาะอยู่ตามชายตลิ่ง หากถูกคลื่นน้ำซัดจะทำให้ไข่ฝ่อ ไม่ฟักตัวทันที และเมื่อหิ่งห้อยโต เต็มวัยก็จะขยับขยายที่อยู่อาศัยจากโพรงดิน โคนไม้ขึ้นมาอยู่บนต้นลำพู ลำแพนโพทะเล แสม สาคู เหงือกปลาหมอ โดยเฉพาะบริเวณป่าชายเลนที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ มีแหล่งอาหารสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้หิ่งห้อยจึงเป็นตัวชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์และสมดุลทางระบบนิเวศทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

            ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ สามารถบอกได้ด้วยสิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้น เช่นเดียวกับป่าชายเลนที่มีตัวบอกความอุดมสมบูรณ์เป็นสัตว์ที่หากินในบริเวณนั้น หิ่งห้อยจึง เป็นเครื่องการันตีได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่และสมดุลระบบนิเวศวิทยา ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำหน้าที่เป็น “ตัวห้ำ” ในการควบคุมศัตรูพืชในธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเกษตรกรรม อันเป็นวิถีชีวิตหลักของคนไทยมาแต่ครั้งโบราณ

            เริ่มจากระยะที่หิ่งห้อยยังเป็นตัวหนอน หอยคืออาหารหลักของพวกมัน ซึ่งเท่ากับว่าหิ่งห้อยช่วย กำจัดตัวพาหนะนำโรคหลายๆ ชนิดที่สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์และสัตว์ได้ เช่น พยาธิใบไม้ในลำไส้ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กินหอยเชอร์รี่ซึ่งมักจะเข้าไปกัดกิน ทำลายต้นกล้าข้าวในนาจนเสียหาย หิ่งห้อยจึงเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ทีมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่และการเกษตรของไทยมานาน

ปล่อยแสง มหัศจรรย์ความงามจากหิ่งห้อย

            หิ่งห้อยเป็นสัตว์หากินกลางคืน แหล่งหากินสุดโปรดของพวกมันคือบริเวณที่มีน้ำสะอาด และบริเวณป่าโกงกาง หรือป่าชายเลนและต้นลำพู ในเวลากลางวันหิ่งห้อยจะ ซ่อนตัวอยู่ตามโพรงดินใต้ต้นไม้ ต่อเมื่อเวลาใกล้ค่ำจึงเริ่มออกมาจากที่ซ่อน และปฏิบัติภารกิจประจำวันของมัน นั่นคือ การกะพริบแสง แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ หิ่งห้อยกะพริบมีนาฬิกาในตัว ที่ทำให้มันกะพริบแสงได้ทุกๆ 24 ชั่วโมง และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ หิ่งห้อยที่มารวมกันเป็นจำนวนมาก จะพร้อมใจกันกะพริบแสง แต่เมื่อใดที่มีการแตกฝูงออกเป็นกลุ่มๆ แสงที่กะพริบออกมาจะเริ่มสามัคคีกัน นั่นเพราะหิ่งห้อยรู้จักการปรับตัว

            มนุษย์รู้จักหิ่งห้อยมานานไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี ในสมัยโบราณเล่ากันว่า ชาวจีนและชาวบราซิลจะออกจับหิ่งห้อยมาใส่ขวดแก้ว ใช้แทนตะเกียงให้แสงสว่างยามค่ำคืน ว่ากันว่า หิ่งห้อยโตเต็มวัยเพียง 6 ตัวเท่านั้นก็ทำให้ห้องสว่างไสวมากพอที่จะอ่านหนังสือได้แล้ว เช่นเดียวกับคนญี่ปุ่นที่นิยมนำแสงสว่างของหิ่งห้อยมาใช้ประโยชน์

หิ่งห้อยสัญญาณแห่งฤดูกาล

            ตัวอย่างการให้กำเนิดพลังงานแสงใกล้ตัว เช่น หลอดไฟฟ้าที่ใช้อยู่ตามบ้านทุกวันนี้ ใน 100 % จะถูกแบ่งออกเป็นพลังงานความร้อน 90 %  และที่เหลืออีก 10 % คือพลังงานแสง ด้วยเหตุนี้เวลาที่เราไปเอามือไปจับหลอดไฟหรืออังไว้ จะรู้สึกร้อน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า แสงร้อน 

            ในขณะที่หิ่งห้อย 90 % ของสารเคมีในตัวหิ่งห้อย คือพลังงานแสง และอีก 10 % คือพลังงานความร้อน ดังนั้นหากเราจับหิ่งห้อยมาไว้ในมือจึงไม่รู้สึกร้อน แต่หากต้องการแสงจากหิ่งห้อยร้อนเท่ากับแสงจากหลอดไฟ จะต้องรวบรวมหิ่งห้อยให้ได้ถึง 1,000 ตัวกันเลยทีเดียว

            สมัยก่อนบริเวณใกล้น้ำบริเวณใดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ในตอนกลางคืนจะพบแสงสีเหลือง ระยิบระยับไปทั่วทั้งบริเวณ โดยเฉพาะบริเวณต้นไม้ที่เกิดขึ้นริมน้ำ เช่น ต้นลำพู ว่ากันว่าสมัยก่อน ชาวต่างประเทศที่ล่องเรือมายังกรุงเทพมหานคร ถึงกับตื่นตกใจในแสงสียามค่ำคืนอันงดงามจากเหล่าแมลงเรืองแสงชนิดนี้ จนมีการจดบันทึกถึงความประทับใจในบรรยายความงดงามนี้ไว้

            มาวันนี้เมื่อระบบนิเวศนิทยาของเมืองเปลี่ยนไป เมืองจึงสูญเสียหิ่งห้อยไป แต่ย้อนกลับไปในอดีตบริเวณที่ถือว่ามีหิ่งห้อยเป็น จำนวนมาก คือบริเวณปากคลองบางลำพูนั่นเอง เนื่องจากในอดีตในบริเวณดังกล่าวมีต้นลำพูเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่และหากินของสัตว์น้ำจำนวนมาก รวมไปถึงแมลงตัวกะจิดริดอย่างหิ่งห้อยด้วย  จนกระทั่งมีการบูรณะป้อมพระสุเมรุและบริเวณโดยรอบ จัดสร้างเป็นสวนสาธารณะสันติชัยปราการ และพระที่นั่งสันติชัยปราการ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการนี้มีการปลูกต้นลำพู เพาะเลี้ยงหิ่งห้อย เพื่อฟื้นฟูสภาพบางลำพูในอดีตให้กลับคืนมาอีกครั้ง


งจรชีวิตหิ่งห้อย

            ชีวิตของหิ่งห้อย เริ่มต้นขึ้นจากไข่ หนอน ดักแด้ จนกระทั่งโตเต็มวัย กลายเป็นหิ่งห้อย หิ่งห้อยตัวเมียจะวางไข่ครั้งละหลายร้อยฟองบนดิน กิ่งไม้หรือใบหญ้าในช่วงมิถุนายนจนถึงกรกฎาคม เมื่อวางไข่เรียบร้อยแล้วแม่หิ่งห้อยจะไม่ย้อนกลับมาดูไข่ที่มันวางไว้อีกเลย ไข่หิ่งห้อยใช้เวลาราว 3 สัปดาห์จึงฟักเป็นตัวหนอน  ในระยะที่เป็นตัวหนอน จะออกหากินเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น ในช่วงนี้หนอนหิ่งห้อยจะ ยังอยู่ในร่างหนอนน้อยไปราว 1-2 ปี หลังจากนั้นก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นดักแด้และฝังตัวอยู่ใต้ดิน รอจนกว่าปีกจะงอกออกมา จึงออกมาจากที่ซ่อนตัว กลายเป็นหิ่งห้อยโตเต็มวัย  ชีวิตหลังจากนี้ หิ่งห้อยจะไม่แตะต้องอาหารใดนอกจากน้ำค้างบนใบหญ้า ใบไม้เท่านั้น ระยะนี้ถือว่าเป็นระยะสุดท้ายของวงจรชีวิตหิ่งห้อยแล้ว เพราะพวกมันจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 3 สัปดาห์ก็จะตาย

รหัสแสงจากหิ่งห้อย


            หิ่งห้อยที่ พบได้บ่อยๆ มักจะกะพริบแสงสีเหลือง เขียว เหลืองฟ้า หรือแดงส้ม และหากเข้าไปสังเกตใกล้ๆ ต้นลำพูจะพบว่า ตัวที่บินไปมาตามพุ่มไม้เป็นหิ่งห้อยหนุ่ม ส่วนหิ่งห้อยสาวๆ มักจะไว้ตัว เกาะนิ่งๆ อยู่ตามกิ่งไม้ใบไม้  พฤติกรรมดังกล่าวสื่อถึงรูปแบบการสืบพันธุ์ของสัตว์เรืองแสงชนิดนี้ เนื่องจากหิ่งห้อยใช้การกะพริบแสงสื่อสารกับเพศตรงข้าม  เป็นการประกาศตัวแบบอ้อมๆ ว่าหิ่งห้อยตัวนี้พร้อมแล้วที่จะมีการสืบพันธุ์และเป็นการบอกพิกัดตำแหน่งที่มันอยู่ หิ่งห้อยตัว ผู้จะเป็นฝ่ายเริ่มกะพริบแสงก่อน เมื่อตัวเมียเห็นลีลาการกะพริบหรือจะเรียกว่าความถี่ในการส่งสัญญาณ แล้วเกิดถูกอกถูกใจ ก็จะส่งสัญญาณตอบกลับไปยังตัวผู้รู้ จากนั้นตัวผู้ก็จะบินมาหาตัวเมียเพื่อเข้าสู่กระบวนการสืบพันธุ์ในที่สุด

            นอกจากนี้ยังพบว่าการกะพริบแสงของหิ่งห้อยแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งกะพริบช้าเร็ว แสงที่กะพริบอาจเปลี่ยนสีได้ตามสถานที่ที่มันอยู่ และหิ่งห้อยตัวเมียบางตัวยังมีพฤติกรรมกินหิ่งห้อยด้วยกัน โดยมันจะกะพริบแสงล่อให้ตัวผู้บินเข้ามาหา

            การกะพริบแสงของหิ่งห้อยนั้นเกิดขึ้นโดยอาศัยกระบวนการทางเคมี บริเวณที่เรืองแสงได้ของหิ่งห้อยนั้น จะอยู่ที่บริเวณปล้องท้ายซึ่งมีสารที่ชื่อว่า ลูซิเฟอริน เมื่อทำปฏิกิริยากับออกซิเจน และพลังงานจากโปรตีน ATP ซึ่งเป็นโปรตีนที่ให้พลังงานในเซลล์ ทำให้เกิดกระบวนการเผาไหม้ภายในเซลล์ เกิดเป็นพลังงานแสงขึ้นมา  ทำให้เราเห็นแสงเรืองๆ สว่างออกมาจากปล้องลำตัวของมัน

หิ่งห้อยเมื่อ 300 ปีก่อน

            ดร.องุ่น ลิ่ววานิช นักกีฏวิทยา ผู้วชาญด้านผีเสื้อ อธิบายว่า ทั่วทั้งโลกมีหิ่งห้อยอยู่ประมาณ 2,000 ชนิด เฉพาะในเมืองไทยพบประมาณ 50 ชนิด จากการค้นคว้าวิจัย ทำให้ดร. องุ่นได้ค้นพบ หิ่งห้อยตัวที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ประเทศอังกฤษ โดยมีคำอธิบายไว้ว่า เป็นหิ่งห้อยที่ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงมอบให้ไว้ในปี ค.ศ. 1921 หรือ ราวปี พ.ศ. 2464  นอจากนี้ยังได้พบหลักฐานที่บันทึกถึงหิ่งห้อยใน เมืองไทยที่เก่าแก่ที่สุด รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือเมื่อกว่า 300 ปีที่แล้ว  ว่าคณะราชทูตจากฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาสยามในปี พ.ศ. 2228 ได้ล่องเรือมายังกรุงศรีอยุธยา ระหว่างทางก็พบกับหิ่งห้อยที่ กำลังส่องแสงระยิบระยับ งดงามตระการตายิ่งนัก   ต่อมาในราวปีพ.ศ. 2378 ขณะที่หมอบรัดเลย์ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระหว่างที่นั่งเรือมาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อมาถึงบริเวณ ปากลัด พระประแดง ในตอนค่ำ ก็พบหิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับเกาะพราวไปหมด

เตรียมพร้อมก่อนไปแอบดูหิ่งห้อย

            คงพอทราบถึงชีวิตอันเปราะบางของเจ้าแมลงตัวเล็กๆ ที่ชื่อหิ่งห้อยกันไปแล้ว คราวนี้ลองมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการชมหิ่งห้อยกันบ้าง เพื่อให้การท่องเที่ยวชมหิ่งห้อยไม่กลายสภาพเป็นการเร่งให้เกิดการสูญพันธุ์เร็วขึ้น

            นักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางไปชมหิ่งห้อย มีไม่น้อยที่ต้องผิดหวัง ไม่ประทับใจ นั่นเป็นเพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้ศึกษา ทำความเข้าใจธรรมชาติของหิ่งห้อยมาก่อน จึงทำให้พลาดความสวยงามของแสงหิ่งห้อยไป  โดยปกติแล้ว ช่วงเวลาหรือฤดูการที่เหมาะสมในการชมหิ่งห้อย มีให้เห็นตลอดปี มากน้อยไปตามฤดูกาล เช่น หากเป็นในฤดูร้อนและฝน โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงตุลาคม จะได้พบกับหิ่งห้อยเป็นจำนวนมาก และควรมองฤกษ์ดูยามกันก่อนตัดสินใจมาเที่ยวชม หากเป็นวันข้างแรมโอกาสที่จะได้เห็นแสงจากหิ่งห้อยมีมากกว่าคืนข้างขึ้น เนื่องจากในคืนข้างแรม ท้องฟ้าจะสว่างกลบแสงของหิ่งห้อย

            ที่สำคัญไม่ควรลืมข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวที่ดี เช่น ไม่ส่งเสียงดัง รบกวน เพราะหิ่งห้อยนั้น ชอบอยู่ในที่เงียบสงบ รวมไปถึงไม่เป็นการรบกวนเพื่อนร่วมคณะและชาวบ้านในบริเวณนั้นๆ ไม่ทิ้งขยะหรือเศษอาหารลงในแหล่งน้ำหรือถิ่นที่อยู่อาศัยของหิ่งห้อย ไม่ทำสิ่งใดที่จะเป็นการรบกวนหิ่งห้อยและผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวโดยเด็ดขาด

ชมหิ่งห้อย เขาไปดูกันที่ไหนบ้าง

            ต้องยอมรับสถานที่ดูหิ่งห้อยที่ได้รับความนิยมสูงในเวลานี้ ต้องยกให้กับ  อัมพวา เมืองสมุทรสงคราม  ณ เวลานี้ อัมพวาจึงคลาคล่ำไปด้วยคลื่นนักท่องเที่ยวหลายร้อยหลายพันต่อวัน แต่สำหรับบางคนอาจรู้สึกว่า อัมพวาคับคั่งเกินไปสำหรับการวันพักผ่อนที่ขอเพียงความสงบ และธรรมชาติ 

            คลองพร้าว เกาะช้าง ชื่อนี้ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังในเรื่องความสวยงาม เงียบสงบ เป็นส่วนตัว แต่นอกจากชายหาด น้ำทะเลใสๆ แล้ว การนั่งเรือดูหิ่งห้อยในยามค่ำคืนก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างเงียบสงบ ที่พักหลายแห่งบนเกาะช้างจึงมักจะมีโปรแกรมดูหิ่งห้อยให้นักท่องเที่ยวได้ชมเป็นอาหารตาหลังจากอิ่มหน่ำสำราญกับอาหารปากกันไปแล้ว

            โดยทางรีสอร์ตต่างๆ จะจัดเรือไว้ให้เรือลำใหญ่แล่นผ่าผืนน้ำไปอย่างเงียบ ท่ามกลามความมืดของป่าชายเลนของคลองพร้าว มีเพียงเสียงพายกระทบน้ำ  โชคดีที่ที่นี่ ใช้เรือพายในการพานักท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย จึงไม่เป็นการรบกวนทั้งหิ่งห้อยและชาวบ้านในบริเวณดังกล่าว

            อีกหนึ่งจุดชมหิ่งห้อยที่ได้ยินเสียงเล่าลือมาเป็นกระแสว่าได้ชมหิ่งห้อยกัน แบบจุใจไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกัน คือ ที่สถานีพัฒนาป่าชายเลน ท่าสอน อ. ขลุง จังหวัดจันทบุรี เสียงเล่าลือที่แว่วมา บอกกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่นี่ พอตกกลางคืน สว่างไสวราวกับต้นคริสต์มาสเลยที่เดียว  แถมการเดินทางไปชมยังได้กลิ่นอายแอดเวนเจอร์จากการปั่นจักรยานชมหิ่งห้อย แปลก แหวกแนวไม่เหมือนใคร ระยะทางการปั่นจักรยานชมหิ่งห้อยกำลังดี 2 กิโลเมตร

            วิถีชีวิตคนริมน้ำ เป็นเสน่ห์ที่คนเมืองยากที่จะสัมผัสได้หลายจังหวัดจึงดึงเอาเสน่ห์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในชุมชนออกมา ผสมผสานไปกับการท่องเที่ยว จนได้การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น ที่แม่น้ำประแสร์ จังหวัดระยอง แม่น้ำที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญ และผืนป่าโกงกางที่เรียงรายตลอดแนวปากแม่น้ำประแสร์

            จากแนวกำแพงผืนป่าโกงกางบริเวณปากน้ำประแสร์ความอุดมสมบูรณ์ของป่า ทำให้ทุกวันนี้ในยามค่ำคืน ปากน้ำประแสร์จะระยิบระยับไปด้วยแสงจากหิ่งห้อยน้อย ใหญ่ ที่มาชุมนุมกันอย่างหนาแน่นตลอดแนวลำน้ำ แถมด้วยนกน้ำนับร้อยตัว หรืออาจจะได้เห็นลูกปลากระบอกกระโดดขึ้นมาทักทายเราขณะนั่งเรือไปด้วย

            ในเมืองไทยของเรายังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่เจ้าหิ่งห้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดใกล้ทะเลหรือเกาะกลางทะเล วันนี้สถานที่เหล่านี้พร้อมแล้วเช่นกันที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส กับธรรมชาติ แต่อย่าลืมเรื่องข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวที่ดีด้วย ของสวยๆ จะได้อยู่กับเราไปนานๆ

เกร็ดหิ่งห้อย

            หิ่งห้อยเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ด้วยความเชื่อว่า มันคือแมลงตัวเล็กๆ แต่มหัศจรรย์ นั่นเพราะแสงเรืองๆ สีเหลืองที่เห็นในคืนเดือนมืด  บางคนคุ้นหูกับหิ่งห้อยจากเรื่องราวของพ่อดอกมะลิกับแม่อังศุมาลิน จากคู่กรรม  หรือนิยายปรัมปราที่กล่าวถึง พระยาหิ่งห้อยเกิดไปหลงรักลูกสาวพระยาลำพู จึงยกพวกมาประดับไฟที่ต้นลำพูอย่างสวยงามเพื่อขอเจ้าสาว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
 TGI FRIDAY MAGAZINE - ISSUE 50

tags :

บทความอื่นๆ

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ความลับของธรรมชาติ

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ความลับของธรรมชาติ "ลำดับเลขฟีโบนัชชี" และ "อุโมงค์ต้นไม้"