Consumer Surplus สำคัญไฉน

มีผู้อ่านหลายท่านสงสัยว่าในทางเศรษฐศาสตร์นั้นเราจะบอกได้อย่างไรว่าประเทศไหนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าประเทศไหน หรือว่าเราจะวัดกันที่รายได้ประชาชาติ (GDP) หรือวัดกันที่จำนวนโทรทัศน์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจหรือเป้าหมายทางเศรษฐศาสตร์ของทุกประเทศเหมือนกันหมดครับ คือ ให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะวัดกันด้วยสิ่งที่เรียกว่า Consumer Surplus

Consumer Surplus คือส่วนเกินของการบริโภคของประชาชน เช่น ประชาชนในประเทศ A มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาทแต่ค่าครองชีพขั้นต่ำที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน เช่น ค่าเดินทาง ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ฯลฯ รวมกันแล้วตกเดือนละ 10,000 บาท พอดี ก็แปลว่าประชาชนในประเทศนั้นมี Consumer Surplus ที่ต่ำ เนื่องจากรายได้ที่หามาได้ แทบจะไม่พอกับค่าใช้จ่าย แต่สมมติประชาชนในประเทศ B มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าประชาชนในประเทศ A แต่ความเป็นอยู่และค่าครองชีพขั้นต่ำ ตกเพียงเดือนละ 3,000 บาท เราก็นับได้ว่าประชาชนในประเทศ B มี Consumer Surplus มากกว่าประเทศ A ดังนั้น ประชาชนในประเทศ B จึงมีความกินดีอยู่ดีมากกว่าประเทศ A

ทีนี้เราอาจจะสงสัยกันว่าแบบนี้ความต้องการขั้นต่ำและค่านิยมในการบริโภคของคนในแต่ละประเทศหรือของแต่ละคนไม่เท่ากัน เช่น ในบางสังคมอาจจะติดหรู ต้องมี Home Theatre หรือบางสังคมไม่มีใครดูโทรทัศน์เลย จะมีผลต่อ Consumer Surplus หรือไม่ คำตอบคือมีแน่นอนครับ เพราะว่าสังคมที่ประชาชนมีค่านิยมในการบริโภคที่ไม่ฟุ่มเฟือยย่อมมี Consumer Surplus สูงกว่าสังคมที่นิยมการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อ Consumer Surplus นั้นจะอยู่ที่กลไกการตลาดด้วยครับ เช่น หากปริมาณการผลิตอาหารในประเทศนั้นมีน้อย แต่ความต้องการอาหารมีสูง เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ก็จะทำให้อาหารในประเทศ
มีราคาสูง ซึ่งอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ การที่อาหารมีราคาสูงก็หมายความว่ารายได้ของประชาชนอาจจะไม่เพียงพอต่อการซื้ออาหาร หรือรับประทานอาหารได้ไม่เต็มที่ตามหลักโภชนาการ แบบนี้ก็สรุปได้ทันทีครับว่าประชาชนในประเทศไม่มีความอยู่ดีกินดี เนื่องจากรายได้ไม่พอจ่ายค่าอาหาร

ก็เลยมีคนบอกว่าแบบนี้รัฐบาลก็ต้องแทรกแซงกลไกตลาดด้วยการให้เอกชนผลิตสินค้าออกมาเยอะๆ ให้เกินความจำเป็นเข้่าไว้ หรือใช้กฎหมายในการควบคุมราคาสินค้าให้ต่ำ เพ่ือให้ราคาสินค้าต่ำ แล้วคนในประเทศจะได้มีกำลังซื้อและทำให้ Consumer Surplus มากขึ้น ซึ่งก็เป็นจริงในระยะสั้นๆ แต่ระยะยาวกำลังการผลิตจะไหลกลับลดลงไปที่จุดสมดุลย์เอง เนื่องจากราคาตลาดที่ตกต่ำมากๆ จะทำให้เอกชนบางรายล้มหายตายจากไป หรือไม่มีแรงจูงใจที่จะผลิตต่อ โดยท้ายสุดจะกลับมาที่ราคาที่เหมาะสมตามกลไกตลาดเอง หรือไม่สินค้าก็จะขาดตลาดแบบหลายประเทศในสมัยสังคมนิยมที่ประชาชนต้องเข้าคิวซื้อสินค้าใน Supermarket เนื่องจากไม่มีสินค้าขาย แต่ราคาถูกกดไว้ให้ต่ำ

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่าการสร้าง Consumer Surplus ก็คือการส่งเสริมการลงทุนไปด้วยยิ่งลงทุนมาก ประเทศจะมีรายได้สูง ประชาชนก็จะมี Consumer Surplus ไปเอง แต่หลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่า ยิ่งพัฒนาคนในประเทศยิ่งจน เช่น ในประเทศไทย จนอย่างไรหรือครับ ลองกลับไปดูก็ได้นะครับว่าสมัยหลายสิบปีก่อนหัวหน้าครอบครัวทำงานคนเดียวก็เลี้ยงคนในครอบครัวได้ แต่ปัจจุบันทำงานคนเดียวไม่พอแล้ว แม่บ้านต้องออกมาทำงานด้วยไม่งั้นไม่พอค่าใช้จ่าย ก็แปลว่าความเป็นอยู่แย่ลงแม้ว่าจะมีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น สาเหตุก็คือแม้ว่ารายได้เพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากปริมาณเงินก็เพิ่มขึ้น แต่ดันไปกระจุกตัวกับคนไม่กี่คน ก็ทำให้เงินเฟ้อ แปลง่ายๆ ว่าการกระจายรายได้ที่ไม่สมดุลย์ก็มีผลต่อ Consumer Surplus เหมือนกันครับ

ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลในเชิงรับที่จะต้องดูแลราคาสินค้าอุปโภค บริโภค และการบริการขั้นต่ำ ในประเทศ ด้วยการส่งเสริมและวางแผนกลไกตลาดให้เอกชนอย่างเหมาะสมเพื่อให้ราคาสินค้าอยู่ในระดับที่ประชาชนจะซื้อหาใช้ในชีวิตประจำวันได้จึงมีผลต่อ Consumer Surplus แต่หากไม่ดูแลกลไกตลาดดีๆ รัฐบาลจะต้องมีต้นทุนที่สูงมากในการดูแลราคาสินค้าด้วยการทำลายกลไกตลาดด้วยการอุดหนุนด้านภาษี หรือรับซื้อจากเกษตรกรในราคาสูงแต่ปล่อยขายในตลาดที่ราคาต่ำ ซึ่งจะทำให้กลไกตลาดบิดเบี้ยว และมีผลต่อเงินของรัฐบาลในระยะยาว

แต่ในเชิงรุกแล้วยังไงก็หนีไม่พ้นที่ต้องไปแก้ที่ค่านิยมของคนในประเทศครับ ว่าอย่าใช้จ่ายเกินตัว อะไรที่ไม่จำเป็นก็ละๆ ไว้บ้าง ความต้องการในการบริโภคมันจะไปปรับสมดุลย์ราคาสินค้าเองครับ

วันนี้ Consumer Surplus ของท่านผู้อ่านเป็นอย่างไรบ้างครับ

Follow ผมบน Twitter ได้ที่ @speculates ครับ

ที่มา: Consumer Surplus สำคัญไฉน