“อยากเขียนก็เขียน” คำสั้นๆ แต่มีความหมายของนักเขียนนามปากกา “นิ้วกลม”

“อยากเขียนก็เขียน” คำสั้นๆ แต่มีความหมายของนักเขียนนามปากกา “นิ้วกลม”

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือนิตยสาร การศึกษาอัพเกรดกับวิชาการดอทคอม
ที่มา : นิตยสารการศึกษาอัพเกรด
โดย : ดวงพร  วิเศษบัณฑิตกุล


          สราวุธ  เฮ้งสวัสดิ์ หรือเอ๋ นักเขียนสุดฮิพนามปากกา “นิ้วกลม” มีผลงานหนังสือที่ผ่านสายตานักอ่านมาแล้ว 15 เล่ม โดยประเดิมผลงานเล่มแรกคือ หนังสือชื่อ “โตเกียวไม่มีขา” เป็นหนังสือบันทึกการเดินทางตอนไปเที่ยวที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น 9 วัน จากนั้นก็มีผลงานออกมาเรื่องๆ ได้แก่ “ลอนดอนไดอารี่”  “นวนิยายมีมือ”  “The soundtracks of my love”  “อิฐ”(หนังสือรวมเล่มตอนเขียนในนิตยสาร A day)  “ณ”  “สมองไหวในฮ่องกง”  “ปอกกล้วยในมหาสมุทร” “อาจารย์ในร้านคุกกี้”   “ระยะทางฉันห่างไกล”  “นั่งรถไฟไปตู้เย็น”  “เนปาลประมาณสะดือ” โดยใช้ในเวลาตอนกลางคืนในห้องของเขาเป็นสถานที่ถ่ายทอดเรียงร้อยเรื่องราวที่ทำให้มีผลงานออกมาสุดบรรเจิด 

          ซึ่งทีมงานนิตยสารการศึกษาอัพเกรด ได้เคยเห็นและอ่านผลงานของเขามาแล้วเกือบทุกเล่ม รู้สึกได้ว่าต้องคว้าตัวนักเขียนท่านนี้มาให้ท่านผู้อ่าน และน้องๆ รู้จักให้ได้ ว่าแล้วไม่รอช้า เราไปรู้จักนักเขียนคนนี้เลยค่า

          เริ่มแรกทางทีมงานนิตยสารการศึกษาอัพเกรดสงสัยมากเลยว่าเหตุใดจึงใช้นามปากกาว่า “นิ้วกลม” และพอพลิกไปดูประวัติผู้เขียนในหนังสือแต่ละเล่มก็พบว่าแต่ ผู้เขียนคือ นิ้วกลม ไม่ยักจะเห็นชื่อเสียงเรียงนาม เลยแปลกใจว่านามปากกาของเขานี้ต้องมีที่มาที่ไปที่สุดแสนจะพิสดาร พิลึกเลยแน่  “ไม่มีที่มาครับก็นิ้วมันกลมก็เลยใช้นิ้วกลม (หัวเราะ) คือที่มาจริงๆ เริ่มต้นครั้งแรกในเว็บบอร์ด สมัยก่อนที่เขาเริ่มใช้อินเตอร์เน็ตกัน และที่ภาควิชาในคณะสถาปัตย์ฯ จุฬา เขามีเว็บบอร์ด ผมก็เลยเข้าไปพิมพ์เล่นๆ ก่อนและก็เห็นในเว็บบอร์ดเขาไม่ยอมใช้ชื่อจริงกัน มีน้องคนหนึ่งใช้ชื่อว่าตัวกลม ไม่ได้คิดอะไรก็เลยใช้เลย “นิ้วกลม”

          นิ้วกลมเล่าต่อว่า “ที่บ้านไม่ได้มีใครที่มีอาชีพเขียนหนังสือเลย พ่อแม่เปิดร้านขายของชำ มีพี่สาว 2 คน เป็นเภสัชกร อีกคนเป็นเจ้าของร้านสุกี้ ตอนเด็กที่บ้านไม่มีหนังสือสักเล่ม แบบว่าตอนเด็กไม่เคยได้อ่านหนังสือเลยก็ว่าได้”

          แรงบันดาลใจกับการมาเป็นนักเขียน : ก่อนอื่นขอเล่าชีวิตการศึกษาก่อน ผมจบระดับชั้นมัธยมเรียนที่โรงเรียนบดินทร์เดชา 1 สายวิทย์-คณิต หลังจากนั้นก็เอ็นทรานซ์เข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกเรียนภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม (Industrial Design : ID) พอจบปริญญาตรีมาก็เป็นครีเอทีฟโฆษณาอยู่ 7 ปี นี่ก็เพิ่งย้ายไปเป็นผู้กำกับโฆษณาเริ่มทำได้ 6 เดือน ส่วนงานนักเขียนเริ่มปี 2547 ก็น่าจะประมาณ 5 ปีแล้วครับที่ชีวิตโลดแล่นอยู่ในงานเขียนเพราะเป็นงานในฝันที่เราชอบทำ เลยทำแล้วโอเค มีความสุข

          ส่วนแรงบันดาลใจกับการเข้ามาสู่ในแวดวงงานเขียนนี้ก็คงเริ่มจากการอ่านเยอะมากจากคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือ การ์ตูนก็แทบจะอ่านน้อยเพราะส่วนใหญ่จะเล่นบาส ตีปิงปอง เตะตะกร้อ พอเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยก็ยิ่งอ่านน้อยเข้าไปอีก แต่พอมีเพื่อนคนหนึ่งให้หนังสือมาอ่านเรื่อง The neverending story จินตนาการไม่รู้จบ พออ่านก็ติดหลงใหลชื่นชม แบบดำดิ่งลงไปในโลกแห่งตัวอักษร เริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น และก็เขยิบมาอ่านหนังสือประชาธิปไตยบนเส้นขนานของพี่วินน ที่ได้รางวัลซีไรท์ จากนั้นมาก็เริ่มเข้าห้องสมุดที่จุฬาฯ หลงเข้าไปอยู่ในนั้นและก็อ่านมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามามองย้อนกลับไปจะรู้สึกว่าช่วงนั้นกระแสอ่านของหนังสือด้านวรรณกรรมในการวรรณกรรม ค่อนข้างเฟื่องฟู จะมียุคหนึ่ง ยุคสมัยที่ผมเรียนปริญญาตรีประมาณปี 4 ปี 5 เนี่ย ตอนนั้นจะมีแม็กกาซีน ที่เป็นของคนที่ดูทันสมัยแล้วก็แตกต่าง เช่น A day, Summer Open ซึ่งทำให้วงการคึกคัก ผมก็สนใจที่จะอ่านนิตยสารเหล่านี้มากขึ้น เพราะพออ่านแล้วรู้สึกว่ามันพูดกับเรา พูดภาษาเดียวกัน ผมอ่านก็รู้สึกมีไฟ มีกำลังใจ ทำให้ผมอยากเขียนบ้าง

          กระแสหนังสือทำมือมาแรง : และในยุคนั้นอีกเหมือนกันก็จะมีกระแสของหนังสือทำมือ คนเขาก็อยากเขียนกันเยอะ กระแสของพี่ปราบดา หยุ่นด้วย จนผมคิดว่านักเขียนที่ใส่เสื้อม่อฮ่อมเท่ห์ดีเนอะ ไม่แพ้นายแบบ จุดนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆ คนได้ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคนในยุคนั้นที่พวกเขาส่งมา ผมก็เริ่มทำหนังสือทำมือกับเพื่อนๆ ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ดีมากกับเด็กๆ ที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ คือเขาไม่ได้คิดว่ามันยาก ถ้าสมมติว่าเขาอยากทำงานศิลปะ เขาก็วาดขึ้นมาและก็ไปขายกันในตลาดนัด อยากเขียนหนังสือก็เขียนกันขึ้นมาแล้วก็ทำเป็นหนังสือทำมือนำไปขาย ซึ่งผมว่าทุกวันนี้ ความคิดแบบนี้มันหายไป เด็กซ่อนตัว และปัจจุบันมันก็มีเวทีใหญ่ๆ อยู่ว่าถ้าคุณอยากเป็นนักร้องคุณก็ไป AF, The star ได้ แต่ว่าเวทีอีกหลายเวทีมันก็ไม่มีการเขียน การทำงานศิลปะ หนัง เพลง ทุกๆ ด้านน่าจะสร้างเวทีอย่างนี้ขึ้นมาเหมือนกัน

          เส้นทางสู่การเป็นคอลัมน์นิสต์และมีหนังสือเล่มแรก : มีวันหนึ่งเพื่อนผมอ่านหนังสือ A day เล่มแรกเสร็จก็บอกว่าอยากทำหนังสือทำมือเหมือนกัน พอมีความคิดแบบนี้รุ่งขึ้นก็ทำกันเลย ก็แม็คหนังสือเป็นหนังสือทำมือเล่มหนึ่งตั้งชื่อว่า “DIM” ย่อมาจาก Do It Myself  ก็ทำกันเล่นๆ มาเรื่อยจนหนังสือเล่มนี้ตกไปในมือของพี่โหน่ง นิตยสาร A day เพราะมีเพื่อนคนหนึ่งเขาแวะเข้าไปใน บริษัทที่ทำนิตยสาร A day แล้วไปให้พี่เขาลองอ่าน เขาก็บอกว่าชอบ ให้เข้ามาคุยเล่นกัน ก็ได้คุยกับทีมงาน A day แล้วรู้สึกว่า เขามีไฟนะพี่โหน่งเขาจุดไฟคนเก่งมาก ก็เข้าไปเรื่อยๆ และก็เขียนพร้อมกับส่งเข้าไปใน Aday อยู่สม่ำเสมอ ความรู้สึกที่คิดว่าอ่านก็ดี ไม่อ่านก็ไม่เป็นไร แต่ลึก ๆก็อยากให้อ่าน ทำอย่างนี้มาสักพัก จนทางนิตยสาร A day เขาก็เปลี่ยนบก. เป็นพี่โจ้ เขาเห็นว่างานเขียนของผมเคยลงให้ในคอลัมน์สนามเด็กเล่น ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่เปิดเวทีให้กับเด็กๆ พี่โจ้ก็เลยชวนมาเขียนเป็นคอลัมน์ประจำเลยดีกว่า ก็เลยเปิดคอลัมน์ใน A day ชื่อว่า “ E=IQ2” เขียนในคอลัมน์นี้ได้ 2 ปีคือ ครบถ้วนในสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็พอแล้วจึงรวมเล่มออกมาชื่อว่า “อิฐ” ก็นั่นแหละครับเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้เขียน

          คำนี้ที่ยึดมั่น : “จงฉวยวันเวลานี้ไว้” เพราะวันนี้มันจะไม่กลับมาอีกแล้ว ความคิดนี้ที่เคยเกิดขึ้นมันอาจจะม่ได้อยู่กับเราแล้วก็ได้ เปรียบเทียบกับการที่เราชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ถ้าเราไม่ได้บอกรักเขา เราอาจจะไม่ได้บอกรักเขาอีกแล้วก็ได้ และจงทำในสิ่งที่เราจะไม่รู้สึกคาใจ มันผ่านไปอีก 50 ปี 60 ปี เรายืนอยู่จุดนั้นก็จะถามว่าถ้าวันนั้นเราทำจะเป็นอย่างไรนั่นคือ สิ่งที่น่าเสียดายมากๆ

          ฝากถึงน้องๆ หรือผู้อ่านที่อยากมาเป็นนักเขียน : มี 2 สิ่งที่ต้องทำหนึ่ง อยากเขียนแล้วก็เขียนคือ อย่าปทำให้มันซับซ้อนมีหลายๆ คนชอบคิดว่าจะทำอะไรสักอย่างมันช่างยุ่งยาก และสองคือ การลงมือทำ เช่น อยากเป็นนักร้อง คุณอยากแล้วก็ลงมือทำสิ หลังจากนั้นคุณอาจจะหาเวทีร้องของคุณเอง

          นี่ก็คือหนึ่งเรื่องราวสุดฮิพของนักเขียนนามปากกา “นิ้วกลม”ที่สามารถถ่ายถอดแนวคิด เรื่องราวทั้งหลายของเขาที่เคยประสบพบพานผ่านตัวอักษรด้วยการเรียงร้อยเรื่องราวสู่หนังสือที่มีคุณค่าน่าอ่านในแต่ละเล่ม น้องๆ และผู้อ่านคะนิ้วกลมฝากบอกมาอีกว่า “ไม่ต้องกลัวกับคำที่ว่า “ทำไม่ได้” เพราะถ้าอยากทำอะไรที่เป็นความฝัน อย่ากลัวว่าทำไม่ได้  ที่น่ากลัวคือ “การไม่ได้ทำ” ต่างหาก เพราะความคิด ความฝันที่เคยเกิดขึ้นนั้น ถ้าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปกับความกลัวที่ว่า “ทำไม่ได้” ความคิดและความฝันนั้นมันอาจจะไม่ได้อยู่กับเรา”

tags :

บทความอื่นๆ

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?