แอฟริกา ซาฟารีเวิลด์

Written by admin on . Posted in คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์




หน้าที่ 1 - รู้จักซาฟารีในศตวรรษที่ 19



เมื่อเอ่ยถึงซาฟารี เราต่างก็นึกถึงฝูงช้างป่าแอฟริกา เหล่ายีราฟ เก้ง กวางและม้าลายที่กำลังหากินอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันน่า สิงโตหมอบซุ่มจ้องรอคอยโอกาสตะคลุบเหยื่อ ฝูงหมาป่าฮายีน่าแทะกินซากสัตว์ วินเดอร์บีทนับหมื่นตัว

เร่งอพยพย้ายถิ่นไปยังดินแดนที่อุดสมบูรณ์กว่าในหน้าแล้ง ภาพสัตว์ป่าที่ดำรงชีวิตอยู่ตามสัญชาตญานธรรมชาติเหล่านี้ ได้ ้กลายเป็นไฮไลท์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือนแอฟริกาอยู่ไม่ขาดสาย
ซาฟารี (Safaris) โดยแท้จริงแล้วเป็นคำที่มาจากภาษาสวาฮิลี (Swahili) ภาษาประจำชาติของเคนย่า และแทนซาเนียและเป็นภาษาที่พูดกันแพร่หลายในประเทศชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกซาฟารีหมายถึง การเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเดินทางท่องเที่ยวหรือเดินทางสำรวจ

แต่สำหรับความเข้าใจของคนทั่วไปในปัจจุบัน ซาฟารีมี ความหมายเฉพาะเจาะจงถึง การเดินทางเพื่อเฝ้าดูสัตว์ป่าในแอฟริกา โดยมีภาพของหมวกปีกกว้าง กล้องส่องทางไกล กางเกงขาสั้น และเสื้อเชิ๊ตสีกากีที่มีกระเป๋าสองข้างเป็นสัญลักษณ์ของการไปซาฟารี

คำว่า ซาฟารี เริ่มเป็นที่รู้จักเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษเมื่อศตวรรษที่ 19โดยนักสำรวจที่ชื่อว่า Sir Richard Francis Burton ซึ่งเป็นนักภาษาศาสตร์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษามากถึง29 ภาษา รวมถึงภาษาสวาฮิลีและภาษาอาหรับเขาเป็นผู้นำคำว่าซาฟารีเข้ามาใช้เป็นครั้งแรก

แต่ทว่าในสมัยนั้นซาฟารีมีความหมายต่างออกไป กล่าวคือ หมายถึง การเดินทางสำรวจที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายและความยากลำบากต่างๆ นาๆ ในป่าแอฟริกา ทั้งนี้ก็เพื่อล่าสัตว์ หรือค้าทาสหรืองาช้างเป็นหลัก

ทัศนคติเกี่ยวกับซาฟารีได้เปลี่ยนไปในปลายศตวรรษที่ 19 ในยุคนี้กล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกที่การสำรวจแอฟริกาดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาชีพไม่ว่าจะเป็นนักธรณีวิทยา นักธรรมชาติวิทยาเช่น William Burchell หรือSir Harry Johnston หรือพรานล่าสัตว์เช่น Sir William Cornwallis Harris หรือ

Frederick Countney Selous

บุคคลเหล่านี้ได้ช่วยสร้างองค์ความรู้และเปิดโฉมหน้าแอฟริกาให้ผู้คนสมัยนั้นได้รู้จักแอฟริกาในหลายๆแง่มุมมากขึ้นWilliam Burchell กล่าวได้ว่าเขาเป็นนักธรรมชาติวิทยา นักสะสมพืชพรรณพฤกษศาสตร์และสัตวศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของการสำรวจแอฟริกายุคต้นๆในช่วงระหว่างปี 1810-1815 ที่เขาได้เข้าไปสำรวจแอฟริกา เขาได้เก็บตัวอย่างพืชพรรณ พร้อมทั้งสิ่งมีชีวิตจำพวกนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนกว่า 50,000 ชิ้นกลับมายังประเทศอังกฤษ และจำแนกออกมาเป็นตระกูลใหม่ๆ พร้อมกันนี้เขายังได้พิมพ์งานที่เขาได้บันทึกเรื่องราวการ

สำรวจไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า “Travels in the interior of SouthernAfrica” ออกมาด้วย

หน้าที่ 2 - นักอนุรักษ์ธรรมชาติคนสำคัญผู้บุกเบิกดินแดนป่าแอฟริกา
Sir William Cornwallis Harris คือพรานล่าสัตว์ชาวอังกฤษที่โด่งดังมาจากงานเขียนของเขาที่ว่าด้วยประสบการณ์การการเดินทางสำรวจเพื่อล่าสัตว์ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริการะหว่างปี 1836-1837 และเขายังได้เขียนหนังสือเล่าประสบการณ์การเผชิญหน้ากับ Mzilikazi

กษัตริย์แห่ง Amazooloo พิมพ์ออก

มาเมื่อปี1836 จากความสำเร็จของหนังสือดังกล่าว ในปี 1844 เขาได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลอังกฤษให้เป็นหัวหน้าคณะสำรวจเพื่อเดินทางไปสร้างความสัมพันธ์กับกษัตริย์ Sahela Selassie ของ Shoa ดินแดน

ทางใต้ของ Abyssinnia (ประเทศเอธิโอเบียในปัจจุบัน) หลังจากนั้นก็ได้เขียนหนังสือเรื่อง “The Hightland of Ethiopia” ออกมา ์

Sir William Cornwallisนอกจากจะเป็นพรานล่าสัตว์ที่เก่งกาจแล้ว เขายังเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติคนสำคัญที่บุกเบิกเรื่องการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของสัตว์ป่าแอฟริกาในดินแดนที่เรียกว่าวิคตอเรียของอังกฤษ เขาใช้วิธีเขียนภาพสเก็ตสัตว์ป่าของแอฟริกาโดยใช้สีน้ำพิมพ์ออกมาเพื่อเรี่ยไรเงินเพื่อการรณรงค์ดังกล่าว

Frederick Countenay Selous พรานผิวขาวชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่โด่งดังทั่วยุโรป จนกระทั่งอังกฤษได้นำชื่อของเขาไปขนานนามหนึ่งในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดของแอฟริกาเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่เขา นั้นคือSelous Game Reserve ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศแทนซาเนีย ในปี1872


FrederickSelous เดินทางมาประเทศแอฟริกาใต้เมื่อมีอายุเพียง19 ปี เขาได้้เดินทางท่องเที่ยวไปตั้งแต่แหลม Good Hope ไปจนถึง Matabeleland ในช่วงปี 1890 เขาได้ทำการสำรวจพร้อมกับล่าสัตว์ในดินแดนที่ยังไม่มีคนเข้าไปสำรวจมากนัก ได้แก่ดินแดนทางตอนเหนือของทรานสวาน (Transvaal) ในแอฟริกาใต้ และดินแดนทางตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำคองโก

เขาเก็บสะสมตัวอย่างสัตว์ พืชพรรณธรรมชาติและล่าสัตว์ที่ถือว่าเป็นเกมส์การล่าที่ยิ่งใหญ่ได้แก่ ช้าง สิงโต กูดูส์ขนาดใหญ่แอนโทลอปซาเบิล ส่งให้พิพิธภัณฑ์และนักสะสมจำนวนนับไม่ถ้วน นอกจากนี้เขายังศึกษาสืบค้นเกี่ยวกับชาติวงศ์ใน “โรเดเซีย” (ประเทศซิมบักเวในปัจจุบัน)ที่โรเดเซียนี้เอง เขาได้รับการแต่งตั้งจาก British South Africa Companyให้เป็นไกด์นำทางเข่้าไปบุกเบิกสำรวจ จนสามารถนำทุกคนไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย เขายังเดินทางต่อไปจนถึง Manicaและจัดการให้ดินแดนแห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษ

แม้ว่า Selous จะล่าสัตว์มามาก็จริง แต่เขาก็เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติในยุคเริ่มแรกเหมือน Sir Willaim Cornwallis ในการออกสำรวจเพื่อออกล่าสัตว์แต่ละครั้ง เขาได้สังเกตเห็นผลกระทบที่เกิดจากการล่าสัตว์ของพรานผิวขาวชาวอาณานิคม ซึ่งส่งผลให้จำนวนของสัตว์ลดลงไปอย่างมาก เขายังได้ออกมากระตุ้นเตือนให้ชาวอังกฤษได้ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวนอกจากนี้เขายังเขียนหนังสือออกมา 5 เล่มเกี่ยวกับการผจญภัย การสำรวจและประสบการณ์ของเขาในแอฟริกา รวมถึงบทความที่เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชพรรณและสัตว์ในแอฟริกาในนิตยสาร “The Geographical Journal”ซึ่งนับว่ามีประโยชน์มากมายมหาศาล

หน้าที่ 3 - สัมผัสกลิ่นอายของธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างแท้จริง
แรงบันดาลใจจากงานเขียนและเรื่องราวของนักสำรวจคนสำคัญทั้งสามดังกล่าวได้ทำให้ผู้คนหันมาสนใจเดินทางบุกป่าแอฟริกาโดยคำนึงถึงเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวเป็นหลัก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น หรือเพื่อสร้างประสบการณ์การผจญภัยของตน

แอฟริกาตะวันออได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของซาฟารีในยุคนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจากว่า สัตว์ป่าในแอฟริกาทางตอนใต้ได้รับความเสียหายจากการไล่ล่าของนักล่าสัตว์ยุคต้นๆเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตาม ข่าวคาว และงานเขียนเกี่ยวกับแอฟริกาที่แพร่กระจายไปทั่วยุโรปและสู่อเมริกา ทำให้ ซาฟารีเพื่อการไล่ล่าสัตว์ก็ยังคงมีเสน่ห์เย้ายวนใจในหมู่คนร่ำรวย ราชวงศ์ ชนชั้นสูง หรือคนมีชื่อเสียงและดาราหนังที่มีเงินมากพอจะหาซื้อความความเพลิดเพลินในเกมส์ซาฟารีแบบไล่ล่าได้

ในปี 1909 FrederickSelous เป็นไกด์นำประธานาธิบดี Theodore Roosevelt ของอเมริกาพร้อมคณะรวมทั้งสิ้น 300 คน เดินทางสำรวจเพื่อล่าสัตว์ในดินแดนที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแถบแอฟริกาตะวันออก เกมส์ไล่ล่านี้มีราคาที่สูงถึง 15,000 ปอนด์ ว่ากันว่าประธานาธิบดี Roosevelt และลูกชายคือ Kermit ยิงสัตว์ไม่ต่ำกว่า 500 ตัว


โฉมหน้าของซาฟารีได้เปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 เดิมทีซาฟารีทุกประเภทไม่ว่าเพื่อล่าสัตว์ หรือส่องสัตว์ สำรวจหรือท่องป่า ล้วนแล้วแต่ต้องใช้แรงงานคนพื้นเมืองแบกหามทั้งสิ้น แม้กระทั่งนายจ้างผิวขาวก็ต้องแบกขึ้นแคร่หามกันไป เพราะไม่สามารถใช้เกวียนเทียมสั ตว์มาช่วยทุ่นแรงได้เนื่องจากการรบกวนของแมลงวันทสึทเซ (tsetse fly) ซึ่งพบได้ทั่วไปในแอฟริกาตะวันออก

แมลงวันทสึทเซจะนำโรคหลับไหลมาสู่สัตว์ (sleepingsickness) และจะทำให้สัตว์ตายในที่สุด ซาฟารีในยุคก่อนหน้านั้นจึงเป็นการเดินทางที่สมบุกสมบัน เมื่อมีรถยนต์ เข้ามาความยากลำบากและความน่าตื่นเต้นของซาฟารีแบบเดิมก็ลดน้อยถอยลงไป ความนิยมในซาฟารีแบบไล่ล่าจึงถูกแทนที่ด้วยการนั่งรถชมภาพชีวิตสัตว์ป่าและการเที่ยวชมธรรมชาติในยุคปัจจุบันมีการพัฒนาซาฟารีขึ้นมาในหลายๆ

รูปแบบเพื่อสร้างความแปลกใหม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย กล่าวคือ นอกจากไดร์วิ่งซาฟารี (driving safaris) ที่มีอยู่โดยทั่วไปแล้ว ยังมีล่องเรือซาฟารี(boat safaris) ซึ่งนักท่องซาฟารีทั้งหลายนอกจากจะได้เห็นวิธีชิีวิตของสัตว์ป่าและฝูงนกตลอดริมฝั่งแม่น้ำแล้ว นักท่องซาฟารียังจะพบกับความตื่นเต้นกับฝูงจระเข้แห่งแม่นำ้ไนล์ที่จะโผล่ขึ้นมาอาบแดดอยู่ตามริมตลิ่งและฮิปโปที่คอยขู่คำรามยามมีเรือผ่านอีกด้วย


บอลลูนซาฟารี(balloon safaris) ซึ่งจะจัดเฉพาะช่วงเช้า คือต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อจะให้ทันเวลาที่หมู่นกกาและสัตว์ต่างๆออกหากินและชมทัศนียภาพอันงดงามยามพระอาทิตย์ค่อยๆทอแสงออกมาจากฟากฟ้าหลังจากนั้นก็มีการจัดอาหารเช้าให้กันรับประทานกลางป่า วอล์คกิ้งซาฟารี(walking safaris) ถือเป็นซาฟารีที่ทำให้เราได้สัมผัสกลิ่นอายของธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างแท้จริง วอล์คกิ้งซาฟารีมีให้เลือกหลายเส้นทางตามแต่กำลังความสามารถของนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้จะมีเจ้าหน้าถือปืนคุ้มกันติดตามไปในแต่ละเส้นทางด้วย และสุดท้ายคือ ท่องซาฟารีบนหลังอูฐหรือหลังม้า(horse riding and camel safaris) ซาฟารีประเภทนี้มักจัดอยู่ในเขตอุทยานที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเขาสูงและมีอากาศเย็น เนื่องจากมีการรบกวนของแมลงวันทสึเซ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะม้าน้อยกว่าในท้องทุ่งสะวันนา


แสดงความคิดเห็น