 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/403" type="text/javascript"></script> |
|
แอฟริกา ซาฟารีเวิลด์
ซาฟารีภาพสัตว์ป่าตามชาตญานธรรมชาติ ...ไฮไลท์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือนแอฟริกาอยู่ไม่ขาดสาย
post ครั้งแรก: Wed 28 March 2007, 5:00 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 28 March 2007, 5:00 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
|
หน้าที่ 3 - สัมผัสกลิ่นอายของธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างแท้จริง
แรงบันดาลใจจากงานเขียนและเรื่องราวของนักสำรวจคนสำคัญทั้งสามดังกล่าวได้ทำให้ผู้คนหันมาสนใจเดินทางบุกป่าแอฟริกาโดยคำนึงถึงเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวเป็นหลัก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น หรือเพื่อสร้างประสบการณ์การผจญภัยของตน
แอฟริกาตะวันออได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของซาฟารีในยุคนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจากว่า สัตว์ป่าในแอฟริกาทางตอนใต้ได้รับความเสียหายจากการไล่ล่าของนักล่าสัตว์ยุคต้นๆเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตาม ข่าวคาว และงานเขียนเกี่ยวกับแอฟริกาที่แพร่กระจายไปทั่วยุโรปและสู่อเมริกา ทำให้ ซาฟารีเพื่อการไล่ล่าสัตว์ก็ยังคงมีเสน่ห์เย้ายวนใจในหมู่คนร่ำรวย ราชวงศ์ ชนชั้นสูง หรือคนมีชื่อเสียงและดาราหนังที่มีเงินมากพอจะหาซื้อความความเพลิดเพลินในเกมส์ซาฟารีแบบไล่ล่าได้
ในปี 1909 FrederickSelous เป็นไกด์นำประธานาธิบดี Theodore Roosevelt ของอเมริกาพร้อมคณะรวมทั้งสิ้น 300 คน เดินทางสำรวจเพื่อล่าสัตว์ในดินแดนที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแถบแอฟริกาตะวันออก เกมส์ไล่ล่านี้มีราคาที่สูงถึง 15,000 ปอนด์ ว่ากันว่าประธานาธิบดี Roosevelt และลูกชายคือ Kermit ยิงสัตว์ไม่ต่ำกว่า 500 ตัว
โฉมหน้าของซาฟารีได้เปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 เดิมทีซาฟารีทุกประเภทไม่ว่าเพื่อล่าสัตว์ หรือส่องสัตว์ สำรวจหรือท่องป่า ล้วนแล้วแต่ต้องใช้แรงงานคนพื้นเมืองแบกหามทั้งสิ้น แม้กระทั่งนายจ้างผิวขาวก็ต้องแบกขึ้นแคร่หามกันไป เพราะไม่สามารถใช้เกวียนเทียมสั ตว์มาช่วยทุ่นแรงได้เนื่องจากการรบกวนของแมลงวันทสึทเซ (tsetse fly) ซึ่งพบได้ทั่วไปในแอฟริกาตะวันออก
แมลงวันทสึทเซจะนำโรคหลับไหลมาสู่สัตว์ (sleepingsickness) และจะทำให้สัตว์ตายในที่สุด ซาฟารีในยุคก่อนหน้านั้นจึงเป็นการเดินทางที่สมบุกสมบัน เมื่อมีรถยนต์ เข้ามาความยากลำบากและความน่าตื่นเต้นของซาฟารีแบบเดิมก็ลดน้อยถอยลงไป ความนิยมในซาฟารีแบบไล่ล่าจึงถูกแทนที่ด้วยการนั่งรถชมภาพชีวิตสัตว์ป่าและการเที่ยวชมธรรมชาติในยุคปัจจุบันมีการพัฒนาซาฟารีขึ้นมาในหลายๆ
รูปแบบเพื่อสร้างความแปลกใหม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย กล่าวคือ นอกจากไดร์วิ่งซาฟารี (driving safaris) ที่มีอยู่โดยทั่วไปแล้ว ยังมีล่องเรือซาฟารี(boat safaris) ซึ่งนักท่องซาฟารีทั้งหลายนอกจากจะได้เห็นวิธีชิีวิตของสัตว์ป่าและฝูงนกตลอดริมฝั่งแม่น้ำแล้ว นักท่องซาฟารียังจะพบกับความตื่นเต้นกับฝูงจระเข้แห่งแม่นำ้ไนล์ที่จะโผล่ขึ้นมาอาบแดดอยู่ตามริมตลิ่งและฮิปโปที่คอยขู่คำรามยามมีเรือผ่านอีกด้วย

|
บอลลูนซาฟารี(balloon safaris) ซึ่งจะจัดเฉพาะช่วงเช้า คือต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อจะให้ทันเวลาที่หมู่นกกาและสัตว์ต่างๆออกหากินและชมทัศนียภาพอันงดงามยามพระอาทิตย์ค่อยๆทอแสงออกมาจากฟากฟ้าหลังจากนั้นก็มีการจัดอาหารเช้าให้กันรับประทานกลางป่า วอล์คกิ้งซาฟารี(walking safaris) ถือเป็นซาฟารีที่ทำให้เราได้สัมผัสกลิ่นอายของธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างแท้จริง วอล์คกิ้งซาฟารีมีให้เลือกหลายเส้นทางตามแต่กำลังความสามารถของนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้จะมีเจ้าหน้าถือปืนคุ้มกันติดตามไปในแต่ละเส้นทางด้วย และสุดท้ายคือ ท่องซาฟารีบนหลังอูฐหรือหลังม้า(horse riding and camel safaris) ซาฟารีประเภทนี้มักจัดอยู่ในเขตอุทยานที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเขาสูงและมีอากาศเย็น เนื่องจากมีการรบกวนของแมลงวันทสึเซ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะม้าน้อยกว่าในท้องทุ่งสะวันนา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม