Paradox ของสินค้าใหม่กับสินค้ามือสอง

บังเอิญวันนี้คิดอะไรได้ก็เลยรีบมาเขียนบทความชวนคิดซะหน่อยครับ

ยุคนี้ผู้อ่านทุกท่านคงทราบดีครับว่าเป็นยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เราๆ ท่านๆ ถึงขั้นต้องรัดเข็มขัดในการจับจ่ายสินค้า ซึ่งหากไปอ่านบทความเก่าของผมที่ชื่อ Paradox of Thrift จะพบว่าเป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่กล่าวว่าเศรษฐกิจหรือผลผลิตมวลประชาชาติ (GDP) จะขยายตัวก็ต่อเมื่อการใช้จ่ายของภาคประชาชนมีมาก เพราะว่าเมื่อประชาชนจับจ่ายใช้สอยมาก ภาคธุรกิจก็จะขยายตัวและจ้างงานมากขึ้น และทำให้มีเงินมาจับจ่ายซื้อสินค้าอีกเป็นทอดๆ แต่ในแนวคิดเดียวกันก็บอกว่าถ้าใช้เงินมากก็ในระบบจะไม่มีเงินเก็บในธนาคารและไม่มีเงินปล่อยกู้ไปลงทุนกันต่อ

มาหัวข้อวันนี้ก็จะคล้ายๆ กันครับ แต่ผมได้เล็งเป้าไปที่สินค้ามือใหม่กับสินค้ามือสอง ในช่วงเศรษฐกิจหดตัวแบบนี้ทุกท่านก็รับทราบโดยสามัญสำนึกว่าต้องรัดเข็มขัดกันอย่างหนักดังที่ว่าไว้ในย่อหน้าก่อนนี้ เนื่องจากไม่มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นเมื่อไหร่ แต่อย่าลืมนะครับถ้ารัดเข็มขัดกันมากๆ เกินไป เศรษฐกิจก็จะไม่ขยายตัวเพราะว่านักธุรกิจก็จะมียอดขายที่ต่ำ ก็จะไม่ลงทุนเพิ่มหรือจ้างงานเพิ่ม ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดมาจากความเชื่อมั่นที่ขาดหายไปว่าอนาคตจะมีเงินใช้หรือไม่ ถ้ามีประชาชนก็กล้าใช้จ่าย เศรษฐกิจก็จะขยายตัว ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยการแจกงาน มากกว่าการแจกเงิน ดังนั้นการซื้อสินค้าผลิตใหม่ก็จะช่วยให้เกิดการจ้างงานและเศรษฐกิจขยายตัว (แม้ว่าอาจจะเดือดร้อนกระเป๋า) แต่ถ้าซื้อสินค้ามือสองเราอาจจะสบายกระเป๋ากว่าแต่ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว ซึ่งประชาชนทั่วไปก็ต้องคิดกันดีๆ ก่อนจะซื้อสินค้าครับ

อย่างไรก็ตาม ถึงเศรษฐกิจจะแย่อย่างไร แต่เราก็ต้องใช้เงินอยู่ดี โดยเฉพาะปัจจัยสี่ครับ เครื่องนุ่งห่มกับที่อยู่อาศัย เป็นสองสิ่งที่ประชาชนมีทางเลือกว่าจะบริโภคสินค้าใหม่หรือสินค้ามือสองดี (ส่วนอาหารกับยารักษาโรคนี่ตัดไปเลยครับ ยังไงก็บริโภคมือสองไม่ได้) ซึ่งก็แน่นอนครับว่าการบริโภคสินค้าใหม่ย่อมมีผลต่อระบบเศรษฐกิจในการที่ทำให้เกิดการขยายตัวในการลงทุน เช่น หากผมซื้อบ้านใหม่ ก็จะเกิดการจ้างงาน ซื้ออิฐ หิน ปูน ทราย ฯลฯ เงินก็หมุนสะพััดในระบบเงินก็หมุนกันไปทอดๆ แต่ถ้าผมซืื้อบ้านมือสอง ผมก็ได้บ้านเหมือนกันครับ แต่ไม่เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลในหลายประเทศจึงมักจะใช้นโยบายการลดหย่อยภาษีให้กับประชาชนที่ซื้อบ้านใหม่ในภาวะเศรษฐกิจไม่ปกติ หรือปรกติก็ตาม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงานด้วย ดังนั้นบ้านมือสองก็อาจจะขายกันไม่ง่ายนักในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ สำหรับเครื่องนุ่งห่มแล้วประชาชนทั่วไปตอนนี้ก็มักจะเลือกที่จะไม่ซื้อเสื้อใหม่ (ยอมใส่ตัวเก่าไป) มากกว่าที่จะไปซื้อเสื้อมือสอง เพราะว่าไม่ทราบว่าเสื้อผ้ามือสองนี่ใครใส่มาก่อน อาจจะไปเอามาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ (กลัวต้องคำสาป) แต่หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าตอนนี้เสื้อผ้าของมนุษย์กำลังกลายเป็นขยะที่ล้นโลก เพราะว่าไม่รู้ว่าจะเอาเสื้อผ้ามือสองไปไว้ที่ไหน นอกจากบริจาค ซึ่งก็อาจจะมีความต้องการไม่มากขนาดที่จะรองรับเสื้อผ้ามือสองได้ทั้งหมดครับ

จริงๆ แล้วมีสินค้ามือสองที่ล้นโลกอยู่จำนวนมากครับ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเหมือนกับเสื้อผ้าครับที่กำลังกลายเป็นขยะล้นโลก ทั้งๆ ที่หลายอย่างยังอยู่ในสภาพที่ยังใช้งานได้ดีครับ

แต่มีสินค้าบางประเภทที่เราอาจจะซื้อมือสองได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็นหรือแม้ว่าซื้อแล้วไม่เกิดการจ้างงานในประเทศมากนัก เช่น นาฬิกายี่ห้อหรูๆ จากต่างประเทศก็สามารถซื้อนาฬิกามือสองได้ หรือสินค้าหรูๆ จากต่างประเทศอื่นๆ เช่น กระเป๋าถือแพงๆ เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วล้วนแต่เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นกับการดำรงชีวิต แต่อาจจะอยากซื้อเนื่องจากสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ สินค้ามือสองก็เป็นทางเลือกที่จะสนองความต้องการได้แบบไม่เดือดร้อนกระเป๋า แต่ก็ไม่สร้างประโยชน์อะไรให้กับระบบเศรษฐกิจมากนัก

ดังนั้นหากท่านผู้อ่านจะซื้อสินค้ามาใช้ก็ลองพิจารณาถึงความเหมาะสม และประโยชน์ในภาพรวมของประเทศก็จะดีครับว่าสินค้าไหนจะซื้อใหม่เอี่ยม สินค้าไหนทนใช้ของเก่าไป และสินค้าไหนที่ซื้อมือสองได้ครับ แต่ในยุคนี้เก็บหอมรอมริบไว้จะดีที่สุดครับ

ปล. จริงๆ แล้วมีคนจำนวนมากได้ลงทุนกับสินค้ามือสอง เพื่อหวังกำไร เช่น นาฬิกามือสอง กางเกงยีนส์ พระแขวน ฯลฯ ที่มีการผลิตในจำนวนที่จำกัด เนื่องจากราคาของสินค้าจะขึ้นอยู่กับ Demand-Supply ตามหลักเศรษฐศาสตร์ครับ

ที่มา: Paradox ของสินค้าใหม่กับสินค้ามือสอง