การมีส่วนร่วมทางการเมือง

การมีส่วนร่วมทางการเมือง - ตอนที่ 1

23.00 น. ของวันที่ 8 มีนาคม 2553

(ตอนที่ 1)

ในขวบวัยเกือบ 40 ปีของผู้เขียน
ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายๆด้าน
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นบุคคลวงใน แต่ก็ให้ความสนใจอยู่เสมอ
ตามอัตภาพที่สามารถทำได้

สิ่งหนึ่งที่ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างค่อยๆชัดเจนขึ้นมาบ้างสำหรับการเมืองของไทย
คือ "การมีส่วนร่วมทางการเมือง"



ซึ่ง "การมีส่วนร่วมทางการเมืองนี้" ได้ย้ำความหมายของนิยาม
ทางการเมืองว่า "การเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์" ได้อย่างชัดเจน

กลไกของการเมือง เป็นที่ชัดเจนว่า เป็นเรื่องของผลประโยชน์
ไล่จากระดับ ประโยชน์ส่วนบุคคลของแต่ละคน ของกลุ่มคน ของสังคม
ไปจนถึง ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ


เมื่อเป็นเช่นนี้ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของแต่ละคน จึงถูกกำกับด้วย
บทบาท ความเข้าใจ และความลึกซึ้งของผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
ว่า เรายึดเอาประโยชน์ส่วนตัว หรือส่วนของกลุ่ม หรือส่วนรวมส่วนใหญ่เป็นหลัก

และบทบาทเหล่านี้ ก็ถูกกำกับด้วย อำนาจ และบทบาททางสังคม
เช่น การเป็นผู้นำ เป็นแกนนำ การมีอำนาจ มีกำลังต่างๆ เช่น กำลังเงิน กำลังคน
กำลังเครือข่าย กำลังการสื่อสารข้อมูล

จากสภาพทางสังคมที่แตกต่าง ด้วยโครงสร้างทางฐานะ ทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา
โครงสร้างการบริหาร การปกครอง โครงสร้างของโอกาส ค่านิยม กฏเกณฑ์ กติกาต่างๆ
สิ่งเหล่านี้ ล้วนกำหนดการมีบทบาท การมีส่วนร่วมทางการเมือง

ยกตัวอย่างใกล้ตัวที่สุด คือ ตัวเราเอง
การเรียนรู้ ความเข้าใจ การกรั่นกรองข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ศรัทธาต่อการเมือง
โอกาส ความสนใจ การเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อม ... สิ่งเหล่านี้
กำหนดการมีส่วนรวมของตัวเราเองอย่างไรบ้าง

เราเอง ให้คะแนนเราเองเท่าไหร่ จาก 1,2, ...ถึง 10
เราใส่ใจ ให้การศึกษาทางด้านการเมืองกับตัวเราเองมากน้อยเพียงใด
เราได้มีโอกาส ร่วมกิจกรรม หรือแสดงการมีส่วนร่วมทางการเมืองบ้างอย่างไร
มากน้อยเพียงใด

เราเฉยเมย เพิกเฉย เฉื่อยชา หรือเบื่อหน่ายเรื่องการเมืองหรือไม่
เรารับข้อมูลแคบๆ ด้านเดียว หรืออยู่เพียงขั้วใดเพียงขั้วเดียวหรือไม่
เราไม่ได้มีเวลามาใส่ใจสิ่งเหล่านี้บ้างเลย เช่นนั้นหรือไม่
เรามีข้อมูล รับรู้ข้อมูลเพียงพอหรือไม่
เรามีจุดยืน ความเข้าใจทางการเมืองที่มั่นคง สร้างสรรค์หรือไม่
เราพร้อมที่จะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้บ้าง
นอกจากการอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร
นอกจากการเป็นกลาง ที่หมายถึงไม่ได้ทำอะไร
หรือการอ้างการเป็นกลางที่ไม่ได้พยายามรับรู้ เรียนรู้อะไร


ผมเริ่มเขียนการสื่อสารนี้ ที่เป็นการมีส่วนร่วมของคนๆหนึ่ง
เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 8 มีนาคม 2553
จากการฟังข่าวสาร การติดตาม การเคลื่อนไหวทางการเมือง
ที่จะมีการระดมคนเข้ามาชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ในไม่กี่วันนี้


ผมเองมีความสนใจ และเริ่มจะตั้งหลักติดตามข่าวสาร
ด้วยเหตุผลและความรู้สึกหลายๆ ประการ
(ด้วยความรู้สึกที่แย่มากๆ ของช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันนี้ ของปีก่อน)

เคยมีคนถามผมว่า เห็นกลุ่มคนชุมนุมกัน ผมเห็นด้วยหรือไม่
วันนั้นผมมีสติดี ก็ตอบไปว่า
"ผมโอเคกับการชุมนุมแสดงความคิดเห็น แต่อย่าไปทำอะไรที่ผิดกฏหมาย"

กลุ่มผู้ชุมนุมนั้น มีบุคคลที่มีการรับรู้ที่แตกต่างกัน
เป็นกลุ่มคน ที่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์
ควบคุมจิตใจของตัวเขาเองได้แตกต่างกัน

นี่ยังไม่รวมไปถึง ความเป็นไปได้ที่จะมีคนที่มีความตั้งใจที่จะทำให้เกิด
สิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายความเดือดร้อน
ต่อบุคคลอื่น หรือต่อทรัพย์สินของส่วนรวม

"การมีส่วนร่วม" ของคนกลุ่มหนึ่ง
จะก่อให้เกิด "การมีส่วนร่วม" ของคนกลุ่มอื่นๆ

การมีส่วนร่วมที่เห็นด้วยกับกลุ่มนั้นๆ
การมีส่วนร่วมที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มนั้นๆ
การมีส่วนร่วมที่จะวางตัวอยู่เฉยๆ
และการมีส่วนร่วมในรูปแบบอื่นๆ


สิ่งที่น่าสนใจคือ การมีสติ การรับรู้ข่าวสารต่างๆ ที่ดีเพียงพอ
เพื่อที่ตัวเราเอง จะได้กำหนดการมีส่วนร่วมของเราเอง

ถ้าบุคคลกลุ่มนี้ได้แสดงการมีส่วนร่วมที่เกินขอบเขต
เราจะทำอะไร

ถ้าเกิด A ขึ้น และมี B ตามมา เราจะทำอะไร
ถ้าเกิด C ขึ้นและมี D ตามมา เราจะทำอะไร

เราก็คนๆหนึ่ง ... ที่ควรต้องมีส่วนร่วมอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เราได้พิจารณาแล้วว่าจะเป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ ต่อเราเอง
และที่สำคัญ ต่อประโยชน์ของประเทศโดยส่วนรวม

หากเราจะสามารถคุย สนทนากันอย่างมีส่วนร่วม
และสร้างสรรค์ได้ ก็น่าจะเกิดประโยชน์ได้บ้าง

-----------------------------------
มีเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งพูดแสดงเจตนาว่าจะออกมา
ร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ด้วย


ท่านบอกว่า มันไม่ผิดศีลข้อไหน

ก็ฝากชาวพุทธไปศึกษากันดูนะครับว่า มันผิดหรือไม่
และพระสงฆ์ควรจะแสดงบทบาททางการเมืองได้หรือไม่ อย่างไร?


(พรุ่งนี้คุยกันต่อครับ)

การมีส่วนร่วมทางการเมือง - ตอนที่ 2

18.00 น. วันที่ 10 มีนาคม 2553

การมีส่วนร่วมทางการเมือง

(ตอนที่ 2)


--------------------------------------------------------------------

เมื่อวานวันที่ 9 ผมไม่ได้อัพเดต ความเคลื่อนไหว ซึ่งมีไม่มากนัก
ที่สำคัญคือ การที่ทางรัฐบาลประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบเรียบร้อย ในช่วงที่
กลุ่มผู้ชุมนุมจะเดินทางเข้ามาในกทม.



วันนี้ผมรับข้อมูลทางฝั่งรัฐบาล ก็ให้มีความรู้สึกที่ดี ที่ได้เห็นว่า ทางรัฐบาล
มีการเตรียมพร้อม และไม่ได้มีความประมาทต่อสถานการณ์

ถึงแม้จะมีหลายคน แสดงความคิดเห็นว่า การประกาศพรบ.ความมั่นคง จะเป็นการ
ไปกดดัน หรือเกินกว่าเหตุ

แต่หากมองอย่างสุจริตใจแล้ว การประกาศใช้พรบ.ความมั่นคง เป็นเรื่องปกติ
และสมควรที่ต้องทำอย่างยิ่ง ... เป็นหน้าที่ ที่ใครอยู่ในฐานะเช่นนั้น ก็ต้องทำเช่นนั้น
และด้วยเหตุผลสำคัญ ก็คือการดูแลความสงบสุข ของทุกๆคน
... เตรียมพร้อม ที่จะรับมือเหตุการณ์รุนแรง ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
(เห็นมีการพูดกันถึง "มือที่ 3" ตอนนี้ผมไม่มีข้อมูล ก็คงเพียงแต่รับฟังไปก่อน)

ส่วนผู้ที่จะมาร่วมชุมนุมเอง ก็จะได้รับการคุ้มครองจาก พรบ.นี้อย่างเท่าเทียมกัน
รวมทั้งกฏหมายอื่นๆ ที่ให้การคุ้มครองสิทธิการชุมนุมภายใต้กรอบของกฏหมาย

หากผู้ชุมนุมเข้าใจบทบาทของตัวเอง แกนนำเข้าใจกรอบระเบียบของการใช้สิทธิ
ในการแสดงความคิดเห็น

ผนวกกับเจตนาดีของรัฐบาลที่จะอำนวยความสะดวก และคอยดูแลความเรียบร้อย

ก็ย่อมเป็นที่คาดหวังได้ว่า เราจะได้เห็นตัวอย่างการชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็น ที่จะเป็นไปด้วย
ความเรียบร้อย

---------------------------------------------------------------------

วันนี้ มีความเคลื่อนไหวที่น่าชื่นใจหลายอย่าง
ผมได้เห็น การแสดงการมีส่วนร่วมของประชาชนกลุ่มต่างๆ

ได้เห็นการเข้ากลุ่มแสดงความคิดเห็นที่เรียกร้องไม่ให้มีการใช้ความรุนแรง

ได้เห็นตัวอย่างการแสดงความคิดเห็นของน้อง นักเรียน นักศึกษา เยาวชน

ความคิดเห็น ที่กินใจ และน่ารับฟังมากคือ

เหตุผลหลักอันหนึ่ง ที่ความขัดแย้งทางการเมือง ไม่สามารถคลี่คลายไปได้ คือ

" การที่สื่อสารมวลชนต่างๆ ยังไม่ได้ทำหน้าที่ได้อย่างสร้างสรรค์ อย่างที่ถูก ที่ควร"


-----------------------------------------------------------------------

ผมจับตาดู การนำเสนอข่าวสาร โดยเฉพาะทางทีวี มาโดยตลอด
พยายามดูครอบคลุมทุกๆช่อง พอสมควร

ก็ต้องบอกว่า การสื่อสารทางทีวี ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

โดยเฉพาะช่องที่ผมเป็นแฟนประจำ คือ ช่องไทยทีวี

ก็ถือโอกาสนี้ สะท้อน แสดงการติชม ไปยังทีมงานทำข่าวการเมืองของไทยทีวีว่า
ให้พิจารณาจุดยืนในฐานะของผู้นำเสนอข่าวสารที่ดี

ควรมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูล ไม่ใช่ไปเน้นการนำเสนอความคิดเห็น
ซึ่งจะเห็นหลุดออกมาบ่อยๆ ว่าทำได้ไม่ครอบคลุม

(และบางครั้ง ดูเหมือน จะเจตนา หยอดความคิดเห็นที่ไม่เป็นกลาง)

ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือ การนำเสนอในวันที่ 26 กุมภาพันธ์
ซึ่งพอศาลตัดสินเสร็จ ก็มีผู้นำเสนอข่าวไปสัมภาษณ์ อ.ของมหาวิยาลัยเที่ยงคืน
ซึ่งบุคลดังกล่าว ได้แสดงความคิดเห็นว่า มีหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับศาล
... แล้วก็ตัดบทการนำเสนอไปห้วนๆ

ผมฟังแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมไทยทีวี ต้องไปสัมภาษณ์ ใครในทันทีทันใดเช่นนั้น
แล้วก็ไม่ได้นำเสนออย่างครอบคลุม
ในขณะเดียวกันก็พยายามจะไปผูกติดกับอีกทางฝ่ายหนึ่ง เช่น วีดีโอลิงค์เข้ามาของทักษิณ
ที่กล่าวล่วงศาล กล่าวล่วงการพิพากษาของไทย


ผมสังเกตการนำเสนอข่าวของไทยทีวีมาตลอด
ในเรื่องข่าวอื่นๆนั้น ทำได้ค่อนข้างดี
แต่ในส่วนของ การนำเสนอทางด้านการเมือง
ดูเหมือนจะมีอะไร หลุดๆ ออกมา ให้ไปนั่งคิด นั่งสงสัยว่า
ทำไมจึงนำเสนอเช่นนั้น

-------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้ ก็มีสัมภาษณ์ อ.ปณิธาณ สัมภาษณ์ไปมา ก็ดูเหมือนว่า จะทำให้มันดูออกจะมี
อารมณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากผู้สื่อข่าวเอง ที่พยายามจะถามให้ไปในทางใดทางหนึ่ง
เหมือนตั้งใจ หรือเตรียมเอาไว้
-------------------------------------------------------------------------------------

การเคลื่อนไหววันนี้ ดูคึกคักขึ้นมากว่าเมื่อวาน
ผมอาจจะได้ติดตามข่าวสารในช่วง 20.00 - 22.00

หากมีอะไรเพิ่มเติม จะได้นำมาเล่าให้ฟังครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------
(เพิ่มเติม)
ได้ดูรายการคุณกนก มีข้อมูลสำคํญที่เราควรรู้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่จะเข้ามาชุมนุมควรจะได้รับทราบ
เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของครอบครัวคุณทักษิณ
... ทั้ง ลูกและเมียคุณทักษิณ กำลังเดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้ว ...
ที่ กล่าวว่า เป็นข้อมูลสำคัญ สำคัญอย่างไร ก็ลองเอาไปพิจารณาดูกันเองนะครับ
--------------------------------------------------------------------------------------------
ช่วงเช้า ผมดูรายการข่าวบันเทิงได้เห็น การแสดงความคิดเห็น ของคนในวงการบันเทิง
... ก็เป็นไปในทำนอง บันเทิง นะครับ คำที่เราอาจจะได้ยินบ่อยๆ คือ
- "ผมเป็นกลาง ..."
- "ไม่ได้เกี่ยวกับเรา" "ไม่ใช่เรื่องของเรา" "เป็นเรื่องของการเมือง"
ก็อยากจะให้ปรับความคิด ความเข้าใจดังนี้
- "ผมเป็นกลาง..." ควรจะแก้เป็น "ผมไม่มีข้อมูล(มากนัก)..."   
(หลายๆ คนจะบอกว่าตัวเองเป็นกลางแต่จริงๆแล้ว ไม่ได้มีข้อมูลเพียงพอ)
- "ไม่ได้เกี่ยวกับเรา" "ไม่ใช่เรื่องของเรา" "เป็นเรื่องของการเมือง" ควรจะแก้เป็น
"ไม่ใช่กิจกรรมการเมืองที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง (ตอนนี้ แบบนี้ หรือในส่วนนี้)...
เราก็เพียงแต่ มีสติ รับรู้ สังเกตการณ์
ให้รู้เท่าทัน ...และดูว่า เราจำเป็นต้องทำอะไรหรือไม่
หากจำเป็นต้องทำเพื่อให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม"

การมีส่วนร่วมของหนังสือพิมพ์?! - ตอนที่ 3

15.00 น. วันที่ 11 มีนาคม 2553

ผมเข้าไปอ่านดู่ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ต่างๆ แล้วก็ต้องตกใจ
และให้น่าเป็นห่วงชะตากรรมของประเทศไทยยิ่งนัก

จากข่าวทางทีวี ซึ่งมีหยอดไปทางนั้น ทางนี้บ้าง ดูแล้วก็พอรู้ แต่ก็ทำได้ไม่มาก
ไม่น่าเกลียดมาก

แต่พอไปดูข่าวนสพ. อันนี้เห็นได้ชัดเจน ถึงความพยายามที่จะสื่อความคิดเห็นของผู้เขียน
แทนที่จะบอกเล่า ข้อมูลตรงไปตรงมา

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เขาถามนำ เพื่อจะให้เกิดอะไรหรือครับ ?

คำถาม? หากยังมีรัฐบาลนี้อยู่ หากยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีกกี่ครั้ง

ความวุ่นวายจึงจะจบ คนที่เดือดร้อนยังมีอยู่มาก ชาติพังหมดแล้ว !!!

จาก นสพ.ไทยรัฐ คอลัมน์ "พ.ร.บ.มั่นคงสะท้อนภาพประเทศ(ไม่)มั่นคง"
ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(คอมเมนต์ของผมเอง)
"ถ้านักหนังสือพิมพ์ ยังแสดงความคิดเห็นนำเช่นนี้ มันก็คือ ตัวสื่อนี่เอง ที่ขาดคุณภาพอยู่ ในทุกยุค ทุกสมัย"


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อันนี้เป็นตัวอย่างการให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา (จุดยืนของคุณอภิสิทธิ์)

"การตัดสินใจของผมจะยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทางเลือกที่มีอยู่จะเลือกในสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ และ

ผมไม่เคยปิดทางเรื่องการยุบสภาหรือลาออก แต่ต้องแน่ใจว่าจะทำให้สถานการณ์ของบ้านเมืองดีขึ้น ส่วนทางที่สามคือการ

ปฏิวัติเราทุกคนต้องปิดทางไม่ให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้ประเทศถอยหลังยังจะทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่ความรุนแรง

ไม่ จบสิ้น" นายอภิสิทธิ์ กล่าว.

จาก นสพ.ไทยรัฐ


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เข้าไปอ่าน ข่าวสดออนไลน์
ตอนท้ายมีแสดงความคิดเห็น

สโครลอ่านดูแล้ว จำนวนมาก เป็นความคิดเห็นที่แย่มากๆ มีการใช้คำไม่สุภาพ แสดงการเกลียดชัง อ่านแล้วรู้สึกแย่มากๆ
สะท้อนคุณภาพที่น่าเป็นห่วงมากๆ

ต้องขอตำหนิทาง ข่าวสดออนไลน์ ที่ปล่อยให้มีสิ่งเหล่านี้ปรากฏออกไป
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อยากได้ ยุบสภา นั่นเอง!


"เหวง"ลั่นพร้อมคุยรบ.เสนอทางสันติวิธีให้ยุบสภา จะยุติชุมนุมทันที

จากมติชน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คำพูดใส่ร้ายรัฐบาลของนายจตุพร

"จึงอยากขอเตือนนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ได้ร่วมคิดสร้างสถานการณ์เมษา

เลือด ว่าคนเสื้อแดงจะไม่ยินยอมให้สถานการณ์กลับมาซ้ำรอย เพราะช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่คนเสื้อแดงแข็งแกร่งที่สุด และ

พร้อมที่จะแหวกด่านมาร่วมชุมนุมภายใต้รัฐธรรมนูญ ขอบอกว่าตำรวจและทหารที่ตั้งด่านสกัดประชาชน เท่ากับตำรวจทหาร

ได้ทำผิดกฎหมายเสียเอง คนเสื้อแดงจึงมีสิทธิ์แหกด่านทุกที่ไม่เว้นแม้แต่ด่านวังน้อย จ.อยุธยา ซึ่งเป็นด่านที่ใหญ่ที่สุด ขอ

เตือนว่าไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศกฎหมายอีกกี่ฉบับก็ไม่สามารถห้ามการชุมนุม ของคนเสื้อแดงได้และกว่าจะถึงวันที่ 14 มีนาคม

นายสุเทพ จะรู้ว่าคน 1 ล้านคนเป็นเรื่องจริง รัฐบาลต้องเตรียมหาที่อยู่ใหม่เอาไว้เลย"


จากมติชน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อันนี้ก็น่าจะใส่ร้ายรัฐบาล และชี้ชัดว่า
อยากได้ ยุบสภา (อย่างชัดเจน) นั่นเอง

ชมรมสมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 จัดเสวนาเรื่อง "ทางออกประเทศไทย" ขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่โรงแรมเรดิสัน โดยผู้ร่วม

เสวนา เรียกร้องให้ยุบสภา อาทิ นายสุชน ชาลีเครือ ประธานชมรม และอดีตประธานวุฒิสภา เสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลทบทวน

ในการเข้าร่วมรัฐบาล หากรัฐบาลไม่อยู่ข้างประชาชน รัฐบาลจะกลายเป็นทรราชโดยไม่เจตนา ขณะที่นางประทีป อึ้งทรงธรรม

อดีต ส.ว.กทม. เรียกร้องให้ยุบสภา เพราะรัฐบาลชุดนี้บริหารงานทำให้ประชาชนไม่พอใจ ไม่มีนิติธรรม ทำให้ประชาชนออก

มาเดินขบวน แต่ก็ถูกปิดกั้น

จากมติชนออนไลน์

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แค่นี้ก่อนนะครับ

tags :

บทความอื่นๆ