การจัดการนวัตกรรม (Innovation Management) ตอน ความหมายของคำว่า “นวัตกรรม”

Written by on . Posted in ทั่วไป, เทคโนโลยี




หน้าที่ 1 - การจัดการนวัตกรรม (Innovation Management) ตอน ความหมายของคำว่า “นวัตกรรม”


พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์  มะลิสุวรรณ
settapong_m@hotmail.com
ประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
กรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่
ภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)


           Thomas Alva Edison  เป็นนักประดิษฐ์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลก ชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งมีการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ของตนเองแล้วกว่า 1000 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น หลอดไฟฟ้า ฟิลม์ภาพยนตร์ขนาด 35 มิลลิเมตร หรือแม้แต่เก้าอี้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผลงานด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าของ Edison โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลอดไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นเอกของ Edison ที่คิดค้นได้ จะเป็นประดิษฐกรรมที่ดีเลิศเพียงใด แต่มันก็จะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง เท่านั้น ตราบใดที่ไม่สามารถหาปลั๊กมาเสียบกับมันได้ ด้วยเหตุนี้เองทีมงานของ Edison จงคิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าขึ้น พร้อมๆกับการสร้างมาตรฐานของ หลอดไฟฟ้า สวิทซ์และสายไฟควบคู่กันไป และแล้วในปี 1882 Edison สามารถเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องแรกในเมืองแมนฮัตตัน และสามารถส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับหลอดไฟในพื้นที่นั้นได้กว่า 800 หลอดในเวลาเดียวกัน ภายหลังจากความสำเร็จของ Edison จึงได้มีการสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นอีกกว่า 300 แห่งทั่วโลก ในเวลาต่อมา

           Edison กล่าวว่า นวัตกรรม เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า การเป็นแค่การจุดประกายความคิดอะไรใหม่ๆ ให้บังเกิดขึ้นมาเท่านั้น แต่มันยังเป็นกระบวนการของการทำให้ความคิดเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแพร่หลาย ซึ่งคำจำกัดความของคำว่า “นวัตกรรม” หรือ “Innovation” นั้น มักจะมีอยู่หลายประการ แต่ประเด็นสำคัญที่ทุกคำจำกัดความได้เน้นย้ำก็คือ “นวัตกรรม เป็นความต้องการที่จะพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นให้เสร็จสมบูรณ์ และสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแพร่หลาย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่คำว่าประดิษฐกรรม เท่านั้น”

           ถ้าเราทำความเข้าใจแต่เฉพาะบางส่วนของกระบวนการทางนวัตกรรม มันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่เราไม่ได้เต็มที่นัก ถึงแม้เราจะตั้งใจจะทำมันให้ดีที่สุดก็ตาม  ดังคำกล่าวที่ว่า

           “ไม่ว่าเราจะเป็นนักประดิษฐ์ที่เก่งเพียงใด แต่มันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันใดๆว่า ประดิษฐกรรมของเราจะประสบความสำเร็จในเชิงการค้า ในทางตรงกันข้าม หากประดิษฐกรรมได้มีการผสมผสานการจัดการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการด้านการตลาด การเงิน หรือองค์กร เข้าไปด้วยกันแล้ว แม้จะเป็นเพียงการคิดค้นกับดักหนูรุ่นใหม่ ก็สามารถสร้างความสนใจแก่คนทั่วทั้งโลกได้ไม่ยากนัก”

นวัตกรรมคืออะไร? (What is Innovation?)

           หนึ่งในปัญหาของการจัดการนวัตกรรม ก็คือความเข้าใจในนิยามของคำว่านวัตกรรมที่ชัดเจน และบ่อยครั้งที่มักจะสับสนกับคำว่า “ประดิษฐกรรม (Invention)“ แต่เดิมนั้นคำว่านวัตกรรมหรือ Innovation มีความเชื่อกันว่ามาจากรากศัพท์ในภาษาลาติน “Innovare“ ซึ่งมีความหมายว่า ทำสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้น แต่ในอีกมุมมองของบรรดานักเขียน นักวิชาการต่างคิดว่า คำว่า นวัตกรรมควรจะหมายถึง “กระบวนการของการปรับเปลี่ยนโอกาส ไปสู่แนวความคิดใหม่ๆ ที่สามารถจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่บุคคลทั่วไปได้”  
           นอกจากนี้ คำว่านวัตกรรม ยังมีผู้ให้นิยามไว้อีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น

           “การใช้ประโยชน์จากแนวความคิดใหม่ๆที่ประสบความสำเร็จ” 
           นิยามโดย แผนกนวัตกรรม ของ กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ประเทศอังกฤษ ปี 2004

           “นวัตกรรมทางอุตสาหกรรม (Industrial Innovation) คือกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบ การผลิต การจัดการรวมไปถึงการดำเนินงานทางการค้า ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การตลาดของผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ การนำผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ หรือถูกปรับปรุงใหม่ออกไปใช้ในท้องตลาดเป็นครั้งแรก”
           นิยามไว้ใน “The Economics of Industrial Innovation 2nd Edition“ 
           ของ Chris Freeman (1982) 

           “นวัตกรรม ไม่จำเป็นจะต้องสื่อถึงการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ออกสู่ตลาดเพียงอย่างเดียวแต่จะรวมไปถึง การก่อประโยชน์อย่างคุ้มค่าของการเทคโนโลยีที่แม้จะเป็นเพียงแค่การปรับปรุงอะไร บางสิ่งบางอย่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” 
           นิยามไว้ใน “Invention, Innovation, re-innovation and the role of the user “ 
           โดย Roy Rothwell และ Paul Gardiner (1985)

           “นวัตกรรมคือ เครื่องมือเฉพาะด้านของผู้ประกอบการ ที่มีความสามารถในการผลิกผันโอกาสไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตามแต่ละธุรกิจ ซึ่งสามารถจะที่จะนำเสนอต่อผู้ให้สามารถ เรียนรู้ และ ฝึกฝนได้”
           นิยามไว้ใน “Innovation and Entrepreneurship“
           ของ Peter Drucker (1985)

           “องค์กรที่จะสามารถรักษาศักยภาพในการแข่งขัน (Competitive Advantage) โดยอาศัยผลของนวัตกรรม องค์กรนั้นจะต้องเข้าใจในนวัตกรรมในภาพกว้าง ซึ่งจะรวมไปถึง การเป็นเทคโนโลยีใหม่ และ วิธีการสร้างสรรค์ผลงานด้วยวิธีใหม่ๆ” 
           นิยามไว้ใน “The Competitive Advantage of Nations“
           ของ Michael Porter (1990)

           “ธุรกิจทางนวัตกรรม เปรียบเสมือนกระบวนการที่มีชีวิต เป็นการรวบรวมทั้งแนวความคิดใหม่ การสร้างแรงจูงใจ และการเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความต้องการของลูกค้า”
           นิยามไว้ใน “DTI Innovation Lecture“ 
           ของ Richard Branson (1998)

ประดิษฐกรรม กับ นวัตกรรม (Invention and Innovation )

           ประดิษฐกรรมที่มีชื่อเสียงใดๆ ก็ตามในศตวรรษที่ 19 โดยส่วนใหญ่แล้วท้ายที่สุดก็ไม่มีใครเอ่ยถึงชื่อของผู้ประดิษฐ์อีกเลย แต่ในทางกลับกันประดิษฐกรรมเหล่านั้นกลับถูกตั้งชื่อโดยผู้ประกอบการที่นำเอาประดิษฐกรรมเหล่านั้นไปทำตลาด ยกตัวอย่างเช่น การคิดค้นเครื่องดูดฝุ่นของนาย J. Murray Spengler ซึ่งแต่เดิมมีชื่อเรียกว่า “ไม้กวาดไฟฟ้า (Electric Suction Sweeper)“ ซึ่งนาย Murray เองไม่มีความรู้เรื่อง เครื่องดูดฝุ่นเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เขารู้ว่าควรจะทำตลาดและขายมันอย่างไรเท่านั้น หรือในอีกกรณีหนึ่ง ที่นาย Elias Howe ชาว Boston ผู้ประดิษฐ์จักรเย็บผ้าเครื่องแรกของโลกขึ้นในปี 1846 แต่ประสบปัญหาไม่สามารถจักรเย็บผ้าของเขาได้ แม้ว่าจะเดินทางไปขายถึง ประเทศอังกฤษก็ตาม เมื่อเขาเดินทางกลับมายังสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่า สิทธิบัตรจักรเย็บผ้าของเขาถูกขโมยไป โดยนาย Isaac Singer และสามารถทำตลาดจนประสบความสำเร็จ  แม้ว่า Isaac จะถูกกดดันให้ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตร แก่นาย Howe สำหรับจักรเย็บผ้าทุกตัวที่ขายได้ แต่ชื่อสำหรับผลิตภัณฑ์จักรเย็บผ้าที่คนส่วนใหญ่รู้จักและเรียกขานกัน ต่อมาก็คือ Singer ไม่ใช่ Howe แต่อย่างใด 

นวัตกรรมคือส่วนสำคัญของกระบวนการทางธุรกิจ (Innovation as a Core Business Process)

           นวัตกรรมที่เปรียบเสมือนหัวใจของกระบวนการทางธุรกิจ ที่แสดงถึงความคิดริเริ่มประกอบกับการนำความคิดริเริ่มเหล่านั้น มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งกระบวนการทางนวัตกรรมนี้เอง จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถดำรงอยู่และเจริญเติบโตต่อไปได้ ซึ่งในบทความนี้จะแสดงให้เห็นว่า กระบวนการดังกล่าวยังมีส่วนประกอบที่สำคัญต่างๆอีกหลายประการเช่น

• การค้นหา (Searching)
           เป็นการสำรวจสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก เพื่อตรวจจับสัญญาณของทั้งโอกาส และอุปสรรค สำหรับการนำไปสู่จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

• การเลือกสรร (Selecting)
           เป็นการตัดสินใจเลือก สัญญาณที่สำรวจพบเหล่านั้น เพื่อจะนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร ทั้งนี้การเลือกสรรจำเป็นต้องมีความสอดคล้องกับหลักกลยุทธ์ขององค์กรด้วย

• การนำไปปฏิบัติ (Implementing)
           เป็นการแปลงสัญญาณที่มีศักยภาพ ไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นและนำสิ่งเหล่านั้นออกเผยแพร่สู่ตลาดทั้งภายในและภายนอกองค์กร แต่การแปลงสัญญาณที่ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น หากแต่จะเกิดขึ้น ด้วยผลของการดำเนินขั้นตอนที่สำคัญอีก 4 ประการดังต่อไปนี้

           1. การรับ (Acquiring) 
              คือขั้นตอนของการนำองค์ความรู้ต่างๆมาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากกระบวนการทางการวิจัยและพัฒนา (R&D), การทำวิจัยทางการตลาด (Market Research) รวมไปถึง การได้รับองค์ความรู้จากแหล่งอื่นๆ โดยการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี (Technology Transfer) หรือการค้นคว้าร่วมกันในเครือพันธมิตร (Strategic Alliance) เป็นต้น

           2. การปฏิบัติ (Executing)
              คือขั้นตอนของการนำโครงการดังกล่าวปฏิบัติงาน ภายใต้สภาพของความไม่แน่นอนต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยทักษะของการแก้ไขปัญหา (Problem – Solving) ตลอดเวลา

          
3. การนำเสนอ (Launching)
              คือการนำนวัตกรรมที่ได้ออกสู่ตลาด โดยอาศัยการจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อให้นวัตกรรมนั้นสามารถเป็นที่ยอมรับจากตลาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการนำออกสู่ตลาด

           4. การรักษาสภาพ (Sustaining)
              คือการรักษาสถานะภาพการยอมรับจากตลาด ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปและคงอยู่ให้นานเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะเดียวกันอาจต้องนำนวัตกรรมนั้นๆกลับมาทำการการปรับปรุง แก้ไขในแนวความคิดหรือทำการเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น (Reinnovation) เพื่อให้ได้นวัตกรรมที่ถูกพัฒนาให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น

• การเรียนรู้ (Learning)
           เป็นสิ่งจำเป็นที่องค์กรควรที่จะศึกษา และเรียนรู้ ในขั้นตอนต่างๆของกระบวนการทางนวัตกรรมเพื่อก่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่แข็งแกร่ง และสามารถนำไปใช้พัฒนาวิธีการสำหรับจัดการกับกระบวนการทางนวัตกรรมเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น


รูปแสดงแนวคิดพื้นฐานของกระบวนการทางนวัตกรรม

           สิ่งท้าทายอย่างหนึ่งที่องค์กรต่างต้องเผชิญคือ การพยายามค้นหาวิธีการที่จะจัดการกับกระบวนการทางนวัตกรรม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ด้วยสถานการณ์ของการนำไปใช้แก้ปัญหานั้นมีความแตกต่างกัน จึงทำให้วิธีการจัดการมีความแตกต่างกันออกไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น องค์กรขนาดใหญ่ ที่มีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี เช่น บริษัทด้านเภสัชกรรม ต่างๆ มักจะมีวิธีที่ใช้สำหรับค้นคว้าหาผลลัพธ์ จากกระบวนการการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของตนเองเป็นหลัก หรือ ในบางครั้งอาจใช้วิธีการสรรหา สิทธิบัตรที่ตนเองต้องการด้วยก็ได้ ในขณะที่ หน่วยงานทางวิศวกรรกรรมขนาดเล็กๆ เช่นผู้รับเหมา มักจะให้ความสนใจกับวิธีการสัมฤทธิ์ผลเร็วที่สุด เป็นต้น นอกจากนี้ บรรดาผู้ค้าปลีกทั้งหลาย ซึ่งมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทำการวิจัยและพัฒนามากนัก มักจะเน้นหนักไปที่การสำรวจจากสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อหาแนวโน้มของความต้องการของลูกค้า  ทำให้พวกเขาต้องเน้นวิธีการดำเนินงานด้วยวิธีทางการตลาด (Marketing) ค่อนข้างมาก  ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค (Consumer Goods Producer) ก็เช่นกัน เขาต้องมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อนำออกสู่ตลาด ที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา, องค์กรทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างหรือกระบวนการผลิต เช่น การก่อสร้างโรงไฟฟ้า มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการออกแบบเป็นลำดับต้นๆ และจะเน้นหนักไปที่ การจัดการโครงการ และการผสมผสานงานจากหน่วยปฏิบัติการย่อยต่างๆให้เข้ากันอย่างเป็นระบบ หรือแม้แต่ หน่วยงานภาครัฐเองที่ต้องให้ความสำคัญกับกฏระเบียบทางสังคมและการเมืองเป็นลำดับแรกๆ เป็นต้น

           ถึงแม้ว่าธุรกิจหรือองค์กรจะมีลักษณะที่แตกต่างกันเพียงไร แต่รูปแบบของกระบวนการทางนวัตกรรมในแต่ละขั้นนั้น ก็ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง 

           การจัดการทางนวัตกรรมในมุมมองทั่วไป ก็เปรียบเสมือน ความสามารถในการเรียนรู้ (Learn Capability) ที่แต่ละองค์กรควรต้องกระทำอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะให้ได้วิธีการและผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเองมากที่สุด ไม่ได้เป็นแค่เพียงการลอกเลียนมาจากแหล่งหนึ่งแหล่งใด แล้วนำมาใช้โดยตรงเลยเท่านั้น แต่จำเป็นที่จะต้องรู้จักนำมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ขององค์กรให้ได้มากที่สุดอีกด้วย

Reference:
           JOE TIDD, JOHN BESSANT, and KEITH PAVITT, Managing Innovation Integrating



แสดงความคิดเห็น