 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/408" type="text/javascript"></script> |
|
ไพโรไลซิสยางรถยนต์หมดสภาพ : กลไกการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูง
ประเทศไทยมียางรถยนต์เก่าประมาณ 1.7 ล้านตันต่อปี วิธีที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับเศษยางเหล่านี้ก็คือ การนำมาทำเป็นพลังงานแปรรูป เช่น น้ำมันและแก๊สเชื้อเพลิง อันจะเป็นการช่วยลดปัญหาพลังงานของชาติได้อีกด้วย
post ครั้งแรก: Sat 30 September 2006, 8:02 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 30 September 2006, 8:02 am
|
หน้าที่ 2 - ศักยภาพในการผลิต
สภาวะที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์ในกระบวนการไพโรไลซิส
โดยทั่วไปแล้วการไพโรไลซิสยางรถยนต์จะได้น้ำมันประมาณ 38-56% และได้ก๊าซประมาณ 10-30%
[1] ส่วนที่เหลือเป็นของแข็ง ซึ่งก็คือ คาร์บอนแบล็ค น้ำมันที่ได้ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และน้ำมันหนัก ผสมรวมกันอยู่ ส่วนก๊าซที่ได้มีองค์ประกอบคล้ายก๊าซธรรมชาติ แต่มีอัตราส่วนขององค์ประกอบที่แตกต่างออกไป ปริมาณและคุณภาพของน้ำมันและก๊าซที่ได้จากกระบวนการไพโรไลซิสนั้นจะมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับตัวแปรดังต่อไปนี้คือ
(ก) สภาวะที่ใช้ในการไพโรไลซิส เช่น อุณหภูมิ ความดัน ความเร็วในการให้ความร้อน อุณหภูมิสุดท้าย เวลาที่ใช้ในการเผา บรรยากาศในปฏิกรณ์ และระบบการป้อนยาง เป็นต้น
(ข) ชนิดของปฏิกรณ์ ซึ่งมีผลต่ออัตราเร็วในการให้ความร้อนและเวลาที่ใช้ในกระบวนการ
(ค) วัตถุดิบที่ป้อนเข้า เช่น ขนาดของยาง ชนิดและส่วนผสมของยางรถยนต์ซึ่งแตกต่างกันไปตามชนิดของยางรถยนต์ และอายุของยางรถยนต์ เป็นต้น ในการไพโรไลซิสยางรถยนต์ด้วยความร้อนอย่างเดียว ผลผลิตน้ำมันที่ได้มีคุณภาพที่ค่อนข้างต่ำ กระบวนการไพโรไลซิสในอดีตจึงถูกประเมินว่าไม่คุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้การผลิตน้ำมันด้วยกระบวนการนี้ไม่ค่อยแพร่หลายทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะใช้ไปในเชิงกำจัดยางรถยนต์เก่าเท่านั้น การปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันที่ได้ให้ดีขึ้น จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กระบวนการนี้มีความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น
โรงงานต้นแบบและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
ผลิตภัณฑ์ขั้นแรกของกระบวนการไพโรไลซิสได้แก่ น้ำมัน แก๊สเชื้อเพลิง และคาร์บอนแบล็ค น้ำมันและคาร์บอนแบล็คสามารถนำไปผ่านกระบวนการผลิตในขั้นต่อไป เพื่อผลิตเป็นคาร์บอนแบล็คและถ่านกัมมันต์เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นที่สองตามลำดับ ซึ่งก็เมื่อมีการผลิตในเชิงพาณิชย์ การจัดชนิดของโรงงานที่เกิดขึ้นก็จัดตามการผลิตว่าเป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นแรกหรือขั้นที่สองนั่นเอง ยกตัวอย่างของโรงงานต้นแบบที่ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นที่สองซึ่งก็คือคาร์บอนแบล็คได้แก่ โรงงานต้นแบบของบริษัท บริททนีย์ลิมิเต็ด ซึ่งได้สร้างขึ้นครั้งแรกในเยอรมันและฝรั่งเศษในปี 2528 และโรงงานต้นแบบของบริษัทเมทโซมินเนอร์เริลที่สร้างขึ้นครั้งแรกที่เพนซิลเวเนีย สำหรับตัวอย่างของโรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นแรกได้แก่ โรงงานต้นแบบของบริษัทคูอี้ อินเตอร์เนชันแนลจำนวน 5 โรงที่สร้างในญี่ปุ่น และได้ขายลิขสิทธิ์ครั้งแรกให้กับบริษัทมิทซุย บุสซัง เพื่อสร้างโรงงานผลิตจริงแห่งแรกที่ญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังจะมีโรงงานผลิตจริงที่จะสร้างอีกที่มาเลเซีย แคนาดาและยุโรป
|
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ความเป็นไปได้ของการผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีนักวิจัยสองท่านชื่อ โวจโทวิคซ (Wojtowicz) และ เซอริโอ (Serio)
[1] ได้ทำการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ของกระบวนการไพโรไลซิสของยางรถยนต์ 3 กระบวนการ ในปี 2539 พบว่า กระบวนการทางไพโรไลซิสของยางมีความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยยกตัวอย่างกระบวนการหนึ่งซึ่งเป็นกระบวนการผลิตคาร์บอนแบล็คเป็นผลิตภัณฑ์หลัก โดยจากการคำนวณพบว่า สามารถจะทำกำไรสุทธิได้ 1.5 เหรียญสหรัฐต่อยางหนึ่งเส้น กำไรสุทธิต่อปีเท่ากับ 6 ล้านเหรียญ และจุดคุ้มทุนใช้เวลา 3.3 ปี จากการศึกษา นักวิจัยสองท่านได้สรุปว่า กระบวนการทางไพโรไลซิสของยางรถยนต์จะคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ก็ต่อเมื่อมีการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้ในขั้นแรก ให้เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นที่สองที่มีคุณภาพดี เช่น ปรับปรุงน้ำมันที่ได้ให้มีคุณภาพดีขึ้น ปรับปรุงการผลิตสารที่มีค่าทางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้มากขึ้น หรือผลิตคาร์บอนแบล็คที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น ซึ่งกระบวนการขั้นที่สองเหล่านี้ก็เป็นตัวอย่างของหลักการคิดเพื่อเพิ่มมูลค่า (Value-added) ของผลิตภัณฑ์ ที่ใช้กันโดยทั่วไปในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี แต่อย่างไรก็ตาม มีโครงการไพโรไลซิสของยางรถยนต์จำนวนประมาณ 30 โครงการใหญ่ที่ถูกเสนอและจดสิทธิบัตรในอดีต ไม่มีโครงการไหนเลยที่ถูกประเมินความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ตามสถานะทางเศรษฐกิจและระบบต่างๆ ของประเทศไทย ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้ว ผลการประเมินความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจนั้น จะขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งของโครงการเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าแรงงาน ค่าสาธารณูปโภค รวมถึงกฎหมายของแต่ละสถานที่ก็ต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ต่างกัน ดังนั้นเป็นไปได้ว่า โครงการไพโรไลซิสที่เกิดขึ้นในต่างประเทศและถูกประเมินว่าไม่คุ้มทุนด้วยพื้นฐานข้อมูลของต่างประเทศนั้น อาจจะมีความคุ้มทุนก็ได้เมื่อถูกประเมินด้วยพื้นฐานข้อมูลของประเทศไทย ก่อนหน้านี้ในประเทศไทยไม่มีโครงการไพโรไลซิสของยางรถยนต์โครงการใดๆ เลยที่ไม่ว่าจะเป็นเสนอขอจดสิทธิบัตร หรือจดสิทธิบัตรแล้ว จึงยังไม่เคยมีใครประเมินการคุ้มทุนของโครงการไพโรไลซิสใดๆ ตามข้อมูลพื้นฐานของประเทศไทย
ศักยภาพในการผลิตเชื้อเพลิงคุณภาพสูง

|
โดยทั่วไปน้ำมันที่ได้จากการไพโรไลซิสนั้นจะประกอบไปด้วยน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันก๊าด และน้ำมันเตา และโดยทั่วไปน้ำมันเตาเป็นองค์ประกอบในปริมาณที่มากที่สุด แต่ด้วยเพื่อความไม่ยุ่งยากในกระบวนการและการตลาด น้ำมันที่ได้จากการไพโรไลซิสจะถูกขายเหมารวมเป็นน้ำมันเตา แต่ถ้ามองถึงศักยภาพจริงๆ ของน้ำมันดังกล่าวแล้วพบว่าน่าจะสามารถผลิตเป็นน้ำมันที่มีคุณค่าที่สูงกว่าในเชิงพาณิชย์ได้ โดยวิธีดังกล่าวมีแนวคิด 2 ขั้นตอนก็คือ ขั้นแรกเราต้องสามารถผลิตน้ำมันที่ได้จากการไพโรไลซิสให้มีสัดส่วนของน้ำมันที่มีคุณค่าเชิงพาณิชย์เป็นองค์ประกอบให้ได้มากที่สุด ความเป็นไปได้ของแนวคิดขั้นนี้ก็คือการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมในกระบวนการ แนวคิดขั้นที่สองก็คือ ต้องมีหน่วยกลั่นปรับสภาพน้ำมันเพื่อผลิตน้ำมันให้ได้ตรงตามมาตรฐานของน้ำมันแต่ละชนิด โดยมี 2 ทางเลือกก็คือ ทางเลือกที่หนึ่ง อาจจะมีการสร้างหน่วยกลั่นขนาดเล็กต่อกับหน่วยไพโรไลซิส น้ำมันที่กลั่นได้นำไปผสมกับน้ำมันที่กลั่นได้จากโรงงานมาตรฐาน ซึ่งหลักการคล้ายกับการนำไบโอดีเซลมาผสมกับดีเซลจากโรงกลั่น ส่วนทางเลือกที่สองก็คือ การสร้างหน่วยไพโรไลซิสในโรงกลั่นขนาดกลางและเล็กที่มีอยู่แล้ว โดยน้ำมันที่ได้จากการไพโรไลซิสก็จะถูกนำไปผสมกับน้ำมันดิบที่จะทำการกลั่นและปรับสภาพต่อไปในกระบวนการ ทั้งสองขั้นตอนของแนวคิดดังกล่าวเป็นศักยภาพที่เป็นไปได้ในการผลิตเชื้อเพลิงคุณภาพสูงต่อไปในอนาคต

|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 21 ความเห็น, หน้า่ |
1| -
2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 15 พ.ย. 2549 (08:52) วันนี้ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน 2549 เกี่ยวกับการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก โดยความร่วมมือกันของ ปตท.-บางจาก และเอสพีอีอี ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงศึกษาถึงความเป็นไปได้ทางด้านเทคโนโลยี หากเราสามารถผลิตได้จริง เราจะสามารถประหยัดเงินได้ถึง 55,000 ล้านบาทเลยทีเดียว แล้วจะมาเล่าให้ฟังทีหลังนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 17 พ.ย. 2549 (05:00) I had been working in the automobile recycling business for 30 years. It is not ecconomical process to make energy from tire yet. The most difficult and expensive part is to separate steel and rubber in the tire. The tire is very difficult to cut. The fine steel wires in the steel radial tire are imbedded in the rubber. I noticed that the article starts the process from rubber but does not show how to separate steel and rubber.
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 ธ.ค. 2549 (21:43) เมื่อไหร่จะใช้ในไทยครับ

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 11 ม.ค. 2550 (12:22) ขอบคุณดร.ศิริรัตน์ สำหรับบทความดีๆครับ

ชัชวาลย์ (IP:124.120.38.20)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 12 ม.ค. 2550 (10:10) แล้วมีที่ไหนรับซื้อบ้างล่ะครับยางรถยนต์น่ะแบบที่ร้านมีเป็นกองเท่าภูเขาเลยครับ
devil_wisky@hotmail.com (IP:203.144.198.247)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 13 ม.ค. 2550 (14:51) เรียนถามท่านอาจารย์ครับ ทำไมยางรถยนต์ถึงต้องมีสีดำด้วยละครับ
สีอื่นๆไม่ได้หรือครับ (อยากรู้จริงๆครับไม่ได้กวนนะครับ)
รัชวัตร / rlohanut@hotmail.com (IP:58.8.90.73)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 27 ม.ค. 2550 (07:57) คำตอบที่ 4
ไม่ต้องถึงนาซาหรอกครับ
คนไทยคิดมาตั้งนานหลายปีแล้ว แต่ว่ามันไม่คุ้มทุน
คนที่ทำอยู่แถวซอยอุดมสุข สุขุมวิท
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 31 ม.ค. 2550 (11:43) ขอขอบคุณ สำหรับบทความดีๆ และยอมเผยแพร่ต่อสาธารณชน ขอสอบถามเพิ่มเติมถึง กากที่เหลือสุดท้ายจากขบวนการดังกล่าว จะอยู่ในสภาพไหนครับ และจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกไม๊ครับ เช่น นำไปปูพื้น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 1 มี.ค. 2550 (22:03) ผมเอง อยู่ในวงการยางรถยนต์ เห็นว่า ในประเทศไทย การ re use ยางมาก ในรูปยาง % โดยมันจะกระจายไปต่างจังหวัดโดยเฉพาะในภาคอิสาน และเหนือ ครับ ดังนั้น หากโรงงานจะเป็นจริง อาจมีข้อจำกัดคือ ยางต้องส่งกลับไป ส่วนกลาง ครับ มีต้นทุนครับ ตรงนี้สำคัญ
อีกอย่าง ยางเวลาไปอยู่ต่างจังหวัด จะตากฝนตากลม คลุกดิน ทำให้การนำมาทำ PGL ต้นทุนจะสูงขึ้น ครับ
แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้เกิดในเมืองไทยครับ อยากให้ผู้วิจัย แจ้งกับ ทาง BOI เพื่อให้เกิดได้จริง เพราะ โดยหลักการแล้ว BOI ควรจะส่งเสริม การลงทุนที่ไม่คุ้มทุนทาง Cop. (กำไรตัวเงิน) แต่ หากลงทุนแล้ว เป็นการลงทุนที่ คุ้มค่าเชิง Pub. (ทาง econ) โดยให้สิทธิพิเศษ ไม่ใช่ให้พรำเพริอ อย่างทุกวันนี้ เห็นแต่ผลการจ้างงาน เนื่องจาก PGL ลดมลพิษ แล้วหาผู้ลงทุนเข้ามา เราเป็นประเทศที่ ส่งออกยางมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หาก eu มีมาตรการ เก็บค่าทำลายของเสีย อาจกระทบ กิจกรยางเราได้ครับ
YOU
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 16 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 9 มี.ค. 2550 (13:08) แอบอ่านมานาน มีของดี มาแจก " สูตรลับสุดยอด " บ้านประหยัดพลังงาน อยู่สบาย ราคาถูก สูตรเดียว ใช้ได้ทั่วโลก ตลอดชีวิต ( สูตรของผมเองครับ ทำงานมานาน ) ชม และ Print ได้ที่ ............www.maxxcons.com...........* เน้นแจกข้อมูล ให้คำปรึกษาครับ ไม่เน้น ธุรกิจ *
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 16 มี.ค. 2550 (21:15) เห็นด้วยกับคุณ It's me ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 15 เม.ย. 2550 (09:41) เรียน ผศ.ดร.ศิริรัตน์ จิตการค้า
พอจะบอกชื่อ Catalyst ได้ไหมคะ ขอทั้งชื่อผู้ขายและชื่อการค้าเลยเช่น Amberlyst เป็นต้น
ขอบพระคุณล่วงหน้าคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 16 เม.ย. 2550 (21:55) เรื่องการแยกลวดออกจากยางนั้น จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบการผลิตครับ ในการทำไพโรไลซีส ไม่จำเป็นต้องเอาลวดออกก่อนก็ได้ครับ
ความเห็นที่ 4 : การลดอุรหภูมิลงเพื่อแยกยางนั้น เป็นการลดอุณหภูมิเพื่อให้ยางเปลี่ยนสภาพเป็นของแข็ง เปราะ เหมือนกับแก้ว ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิ -160 C ทำให้ยางล้อแข็งเปราะ แล้วก็ทุบเลยคับ จะทำให้ยางแตกเหมือนกับแก้วเลย ส่วนลวดก็จะเปราะแตกออกมาเหมือนกัน แล้วเขาก็จะเอาแม่เหล็กมาแยก ลวดออกจากยาง กรรมวิธีนี้เขาจะทำยางผง (Crumb rubber) สำหรับทำยางรีเคลม (Reclaim) ครับ ไม่ใช่เตรียมยางเพื่อทำไพโรไลซีส
เรื่องการทำไพโรไลซีสยาง มีในเชิงพาณิชย์ขายเยอะแล้วครับ เพียงแต่ราคาค่าระบบมันสูงเท่าที่ได้รับข้อมูลมาขนาดระบบของจีน ก็มีราคา 25 ล้านบาทขึ้นไป สามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 8,000 ลิตร/วัน ครับ ตอนนี้ทางบริษัทผมกำลังเตรียมเปิดตัวจำหน่ายระบบไพโรไลซีสยางหรือพลาสติก ในเชิงพาณิชย์เช่นกัน โดยสามารถผลิตน้ำมันทดแทนน้ำมันเตาได้ประมาณ 10,000 ลิตร/วัน ใช้เงินลงทุนค่าเครื่องจักร 20 ล้านบาท น้ำมันที่ได้คุณภาพเท่าเทียมกันกับเครื่องจากต่างประเทศ โดยเทคโนโลยีและระบบดังกล่าวพัฒนาโดยคนไทย และสร้างในประเทศไทย ถามถึงความคุ้มค่าแล้ว เท่าที่เราศึกษาและดำเนินการผลิตเองแล้ว มีความคุ้มค่าครับ (เนื่องจากลงทุนค่าเครื่องต่ำ) สามารถคืนทุนได้ภายใน 2 ปี ยิ่งถ้ากลั่นเป็นน้ำมันดีเซลได้แล้ว แทบจะคืนทุนภายใน 8-9 เดือนเลยครับ ผมแนบรูปน้ำมันทดแทนน้ำมันเตาที่ผลิตได้มาให้ดูกันด้วยครับ (ตัวสีดำ) ส่วนขวดสีเหลืองใสๆ คือน้ำมันที่กลั่นด้วยจุดเดือน 350 oC ทดลองใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลหมุนเร็ว (รถปิคอัพ และรถ 10 ล้อ) สามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับน้ำมันดีเซลมาตรฐานปกติ ผมทดลองใช้อยู่ประมาณ 6 เดือน (ทดลองใช้เองนะครับ) ส่วนการใช้จริงหรือทำตลาดต้องมีผลการตรวจสอบทางห้อง lab ที่เชื่อถือได้มารับรองกัน
นาวิน
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 32 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 7 พ.ค. 2550 (21:18) การไพโรไลซิส เป็นเรื่องที่น่าสนใจดี ขอบคุณค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 31 พ.ค. 2550 (20:11) ไพไรไลซิส น่าศึกษาจัง ถ้าปรับปรุงกระบวนไพไรไลซิสให้ดียิ่งขึ้นไปอีก อย่างเช่น
เปลี่ยนขยะอย่างอื่นๆนอกจากยางให้เป็นน้ำมันได้ จะดีมากๆเลย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 26 ต.ค. 2550 (13:58) น่าศึกษามากๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 3 พ.ย. 2550 (16:16) อยากสอบถามอาจารย์ค่ะ ถ้าเป็นยางแบบอื่น เช่นเศษยางสุกจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือยางสายพาน หรือยางที่ผสมเศษผ้า หรือยางซิลิโคน สามารถเข้าสูกระบวนการนี้ได้หรือไม่ค่ะ และถ้าทำได้รบกวนขอที่อยู่ติดต่อ สถานที่รับซื้อด้วยค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 28 ก.พ. 2551 (21:51) มีโรงงานต้นแบบมั้ยค่ะ
อยากรู้ มากเลยได้ยินว่าอยู่แถวสวนผึ้ง ราชบุรี