นักวิจัยพบ! การตรวจยีน HLA-B*1502 ใช้ทำนายกลุ่มเสี่ยงแพ้ยารักษาโรคลมชัก อาการรุนแรงชนิด สตีเวนส์ จอห์นสัน ในคนไทยได้สำเร็จ

นักวิจัยพบ! การตรวจยีน HLA-B*1502 ใช้ทำนายกลุ่มเสี่ยงแพ้ยารักษาโรคลมชัก อาการรุนแรงชนิด สตีเวนส์ จอห์นสัน ในคนไทยได้สำเร็จ

ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสวทช. และ วิชาการดอทคอม
www.nstda.or.th  


           เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ฝ่ายสื่อสารวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ ฝ่ายบริหารจัดการคลัสเตอร์และโปรแกรมวิจัย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานเสวนา ไขรหัส “ยีนแพ้ยา”เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของคนไทย โดยมี รศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.วงศกร พูนพิริยะ นักวิชาการ สวทช. และ รศ.ดร.วิจิตรา ทัศนียกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนา พร้อมกันนี้ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยล่าสุด พบการตรวจยีน HLA-B*1502 ในคนไทย สามารถใช้คัดกรองผู้ที่มีโอกาสเกิดการแพ้ยาโรคลมชัก-คาร์บามาซิปิน (carbamazepine) ซึ่งจะมีอาการแพ้รุนแรงแบบสตีเวนส์ จอห์นสันได้สำเร็จ นับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของวงการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ของประเทศไทย 

อันตราย “แพ้ยา” จากการ “ใช้ยา”
           รศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ กล่าวว่า การใช้ยาเพื่อรักษาโรคในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการแพ้ยา(Drughypersensitivity)ได้  และมีโอกาสเกิดได้กับการใช้ยาทุกชนิด แต่กลุ่มยาที่มีรายงานการเกิดอุบัติการณ์สูงสุด คือ ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดอักเสบกล้ามเนื้อ ยากดภูมิคุ้มกัน ยารักษามะเร็ง เป็นต้น โดยการแสดงออกของอาการแพ้ยา มี 2 ชนิด คือ ชนิดไม่รุนแรง ส่วนใหญ่เป็นอาการแสดงออกทางผิวหนัง เช่น ผื่นลมพิษ, อาการบวมตามอวัยวะต่างๆ และชนิดรุนแรง เช่น กลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome เรียกชื่อย่อว่า SJS) หรือ ท็อกซิกอิพิเดอร์มอลเนโครไลซิส (toxic epidermal necrolysis เรียกชื่อย่อว่า TEN)  

           “ผู้ป่วยที่แพ้ยาชนิดนี้จะมีผื่นขึ้นตามลำตัว หรือมีการหลุดลอกของผิวหนัง รวมทั้งมีการอักเสบของ   เยื่อบุต่างๆ และความผิดปรกติของระบบอวัยวะสำคัญต่างๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดหรือถึงแก่ชีวิตได้ โดยอาการที่รุนแรงนี้พบได้ราว 2-7 รายใน 1 ล้านคน มีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงคือประมาณ 25-80% และที่สำคัญคือไม่มียารักษาเฉพาะ จึงรักษาได้ตามอาการเท่านั้น”
                       
ใช้ “รหัสพันธุกรรมมนุษย์” ป้องกัน “การแพ้ยา”
           ที่ผ่านมาการแพ้ยาที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเหล่านี้ แพทย์ไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยรายใดบ้าง ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้ ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์เริ่มมีการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรหัสพันธุกรรมกับการแพ้ยาอย่างกว้างขวางมากขึ้น 

           ดร.วงศกร พูนพิริยะ กล่าวว่า  โครงการจีโนมมนุษย์ประสบความสำเร็จตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งโครงการในระยะถัดมาเป็นการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของมนุษย์ และพยายามนำมาใช้ในการทำนายโรคต่างๆ รวมถึงการแพ้ยา โดยมีการวิจัยพบว่า การแพ้ยาที่มีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมของมนุษย์ที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งได้แก่ กลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน และยีนที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการแพ้ยากลุ่มอาการดังกล่าว ที่มีการนำมาศึกษากันอย่างแพร่หลายมาก คือ ยีน HLA หรือ Human Leukocyte Antigen

           “ยีน HLA มีหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน HLA ที่พบได้บนผิวของเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ทั้งนี้บทบาทที่สำคัญของยีน HLA มีอยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.มีบทบาทสำคัญต่อการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยถือเป็นสารแปลกปลอมที่มีคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นการปฏิเสธอวัยวะนั้นๆ ได้ 2.การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ใช้ตรวจความเป็นคนในครอบครัวเดียวกันได้ และ 3.บทบาทสำคัญต่อกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่จับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคต่างๆ ส่งต่อไปให้เซลล์เม็ดเลือดขาวทำลายเชื้อโรค”

           ดร.วงศกร กล่าวว่า ยีน HLA มีรูปแบบความแปรผันทางพันธุกรรม หรือการกลายพันธุ์ค่อนข้างมาก ทำให้ HLA มีหลายชนิด ซึ่งความแปรผันทางพันธุกรรมของ HLA ที่เกิดจากการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงลำดับเบสบนสายดีเอ็นเอเพียงตำแหน่งเดียว ก็มีผลให้การตอบสนองต่อยาของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน

           “งานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการแปรผันทางพันธุกรรมสามารถนำมาใช้เป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงต่อการแพ้ยา เช่นว่า มีการนำตัวอย่างจำนวน 200 ตัวอย่าง จากผู้ป่วย 100 คน ที่พบว่าแพ้ยาจากการใช้ยา A มาศึกษาการกลายพันธุ์ในยีนตัวเดียวกัน ที่ตำแหน่งลำดับเบสเดียวกัน พบว่า 160 ตัวอย่างมีลำดับเบสเป็น G ส่วนอีก 40 ตัวอย่างที่เหลือเป็น C และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยจำนวนเท่ากัน ที่ไม่แพ้ยาจากการใช้ยา A พบว่า ยีนตัวเดียวกัน ที่ตำแหน่งลำดับเบสเดียวกัน พบ 50 ตัวอย่างมีลำดับเบสเป็น G ส่วนอีก 150  ตัวอย่างที่เหลือเป็น C แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่มีลำดับเบสในยีนดังกล่าวเป็น G จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้ยา เป็นต้น

           ส่วนสมมติฐานหนึ่งที่การกลายพันธุ์ของยีนจะมีผลต่อกลไกการแพ้ยา เช่น ในคนปกติ อาจมียีน HLA-B ในลักษณะปกติ ที่ยาจะไม่สามารถเข้าไปจับกับยีนได้ แต่ถ้าเกิดยีนมีลักษณะกลายพันธุ์ เป็นHLA-B *1502  ยีนอาจจะมีพื้นที่เป็นผิวเป็นร่องที่เข้าจับกับยาได้พอดี ซึ่งยีน HLA นั้นมีผลต่อกลไกการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในร่างกายอยู่แล้ว  ดังนั้นเมื่อมีการจับกันก็จะเกิดการกระตุ้น ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันไวเกิน และเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกิดลักษณะอาการแพ้ยาดังกล่าวได้ ด้วยเหตุนี้การศึกษารหัสพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ยา จึงนับเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำมาใช้คัดกรองและป้องกันผู้ป่วยที่จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้ยาในอนาคต

สำเร็จ! ตรวจ “ยีนHLA-B*1502” ลดเสี่ยง “แพ้ยารักษาโรคลมชัก”ในคนไทย
           ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการแพ้ยาค่อนข้างสูงมาก โดยจากการสำรวจข้อมูลสรุปรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากยาประจำปี พ.ศ.2549 ของศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ทำให้พบว่ายาที่ทำให้เกิดการแพ้ยาแบบ SJS/TEN ในประชากรชาวไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ โคไทรม็อกซาโซล(Co-trimoxazole),คาร์บามาซิปิน  (carbamazepine), อัลโลพูรินอล(allopurinol), เฟนิโทอิน (Phenytoin) และ อะม็อกซีซิลิน (amoxicilin) อีกทั้งจากรายงานของ WHO Uppsala Monitoring Center (WHO-UMC) พบว่าประเทศไทยมีรายงานการเกิดการแพ้ยาทางผิวหนังชนิดรุนแรงแบบ SJS และ TEN จากยาคาร์บามาซิปินสูงที่สุดในโลก!

           อย่างไรก็ดี ความก้าวหน้าทางการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้มีรายงานการวิจัยในผู้ป่วยชาวจีน พบว่าการแพ้ยาทางผิวหนังชนิดรุนแรงแบบ SJS และ TEN ในยาคาร์บามาซิปินสัมพันธ์กับลักษณะทางพันธุกรรมของยีน HLA-B*1502 โดยผู้ป่วยที่มียีนนี้มีโอกาสเกิดการแพ้ยาคาร์บามาซิปินสูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่มียีนนี้ แต่ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมดังกล่าวนี้กลับไม่พบเมื่อศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยชาวยุโรปและชาวญี่ปุ่น   

           ด้วยเหตุนี้คณะผู้วิจัยซึ่งนำโดย รศ.ดร.วิจิตรา ทัศนียกุล ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ร่วมกันศึกษา “ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางพันธุกรรมของยีนในกลุ่ม HLA-B กับการแพ้ยาทางผิวหนังชนิดรุนแรงที่เกิดจากยารักษาโรคลมชักและยาลดระดับกรดยูริกที่นิยมใช้รักษาโรคเก๊าต์” ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายบริหารจัดการคลัสเตอร์และโปรแกรมวิจัย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 

           รศ.ดร.วิจิตรา กล่าวว่า เพื่อค้นหายีน HLA-B ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด SJS/TEN ที่เกิดจากยาคาร์บามาซิปิน ทีมวิจัยได้ศึกษาผู้ป่วยที่แพ้แบบ SJS/TEN จากยาคาร์บามาซิปินเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ใช้ยานี้แต่ไม่แพ้ยา โดยพบว่า ในจำนวนผู้ป่วยแพ้ยาที่เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมด 42 ราย มีผู้ป่วยจำนวน 37 ราย (คิดเป็น 88.1%) ที่มียีน HLA-B*1502 ส่วนผู้ที่ไม่แพ้ยาจำนวนทั้งหมด 42 ราย มีเพียง 5 ราย (คิดเป็น 11.9%) เท่านั้นที่มียีน HLA-B*1502 ดังนั้น ในทางสถิติ ผู้ที่มียีน HLA-B*1502 จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้ยาคาร์บามาซิปิน แบบ SJS/TEN สูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่มียีนนี้ถึง 55 เท่า โดยทั้งความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) ในการทำนายการเกิดการแพ้ยาคาร์บามาซิปินจากการตรวจยีน HLA-B*1502 มีค่า 88.10% (การวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Epilepsia, 2010; 51: 926-930)

           นอกจากนี้ คณะนักวิจัยชุดนี้ยังได้ทำการศึกษาเพื่อค้นหายีนที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ยาทางผิวหนังชนิดรุนแรง แบบ SJS/TEN ที่เกิดจากยาลดกรดยูริกอัลโลพูรินอล (allopurinol) ที่นิยมใช้รักษาโรคเก๊าต์ ในผู้ป่วยชาวไทยอีกด้วย  และพบว่าผู้ป่วยทั้งหมด 27 รายที่เกิด SJS/TEN จากการใช้ยาอัลโลพูลินอล ทุกราย (คิดเป็น 100%) มียีน HLA-B*5801 ในขณะที่มีเพียง 7 ใน 54 ราย (คิดเป็น12.96%) ที่ใช้ยาอัลโลพูลินอลและมียีน HLA-B*5801 นี้ แต่ไม่เกิดการแพ้ยา ดังนั้น ในทางสถิติ ผู้ที่ใช้ยาอัลโลพูลินอลที่มียีน HLA-B*5801 จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิด SJS/TEN ถึง 348  เท่า  โดยความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) ในการทำนายการเกิดการแพ้ยาอัลโลพูรินอลมีค่าสูงถึง 100% และ 87%, ตามลำดับ (การวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Pharmacogenetic and Genomics, 2009 ;19:704-9)

           “จากผลการวิจัยนี้ แสดงให้เห็นว่าการตรวจยีน HLA-B ในผู้ป่วยชาวไทยสามารถนำมาใช้ในทางเวชปฏิบัติเพื่อตรวจคัดกรองผู้ที่มีโอกาสเกิดการแพ้ยาทางผิวหนังแบบ SJS/TEN จากยาคาร์บามาซิปิน หรือยาอัลโลพูรินอลได้เป็นอย่างดี ซึ่งการตรวจคัดกรองนี้จะช่วยให้การรักษาผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดภาระการค่าใช้จ่ายในการรักษาหรือลดอัตราการสูญเสียชีวิตที่เกิดจากการแพ้ยาเหล่านี้ลงได้” 

           รศ.ดร.วิจิตรา กล่าวว่า ทุกวันนี้คณะกรรมการอาหารและยาของหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนนาดา และออสเตรเลีย ได้ขอให้บริษัทผู้ผลิตยาทำการปรับปรุงฉลากยาโดยให้เพิ่มเติมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจลักษณะทางพันธุกรรมของผู้ป่วยที่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพหรือความปลอดภัยในการใช้ยาบางชนิด ซึ่งอาจถึงเวลาแล้วที่คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ควรให้ความสำคัญในการปรับปรุงฉลากยาที่มีจำหน่ายในประเทศไทยให้เป็นปัจจุบันและทันกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทั้งนี้เนื่องจากฉลากยาถือว่าเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่จะทำให้แพทย์ เภสัชกร รวมทั้งตัวผู้ป่วยเองได้รับทราบข้อมูลการวิจัยใหม่ๆ ที่มีประโยชน์เหล่านี้”

           อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดให้บริการการตรวจยีนดังกล่าว ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ของภาควิชา
http://pharmacology.md.kku.ac.th หรือ email มาที่ pharmacogenomic.test.kku@gmail.com

tags :

บทความอื่นๆ

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด new post

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?