NGV…CNG…LNG…LPG..ต่างกันอย่างไร?

NGV…CNG…LNG…LPG..ต่างกันอย่างไร?

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม
www.pttplc.com


            NGV (Natural Gas for Vehicle) คือ ก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ มีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลักและมีคุณสมบัติเบากว่าอากาศ หากเกิดรั่วไหลจะฟุ้งกระจายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว เมื่อจะนำมาใช้งานก๊าซฯ จะถูกอัดด้วยความดันสูงประมาณ 3,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว และบรรจุในถังที่มีความแข็งแรง และทนทานสูงเป็นพิเศษ บางครั้งจึงเรียกว่า ก๊าซธรรมชาติอัด หรือ CNG ที่ย่อมาจากคำว่า Compressed Natural Gas สรุปว่า NGV หรือ CNG ก็คือก๊าซธรรมชาติอัดที่ใช้กับรถยนต์ตัวเดียวกันนั่นเอง

            LNG (Liquefied Natural Gas) คือ ก๊าซธรรมชาติที่มีก๊าซมีเทนเป็นส่วนประกอบหลัก ที่ถูกทำให้อยู่ในรูปของ “ของเหลว” เพื่อประโยชน์ในการขนส่งไปใช้ในที่ไกลๆ จากแหล่งผลิตฯ ที่การขนส่งทางท่อฯ ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยมีกระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติให้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิ -160 องศาเซลเซียส ซึ่งปริมาตรจะลดลง 600 เท่า ทำให้สามารถขนส่งได้ในปริมาณมาก และยังประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ

            ส่วน LPG (Liquefied Petroleum Gas) คือ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีก๊าซโพรเพน และก๊าซบิวเทน เป็นองค์ประกอบหลัก นิยมนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม เพราะให้ค่าความร้อนสูง ก่อนนำไปใช้งาน จะถูกอัดด้วยความดันให้เป็นของเหลว บรรจุในถังทนแรงดัน สะดวกแก่การขนส่ง ปัจจุบันมีการนำก๊าซ LPG ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์แทนน้ำมันเบนซิน แต่เนื่องจากก๊าซ LPG มีคุณสมบัติหนักกว่าอากาศ เมื่อเกิดรั่วไหล จะกระจายอยู่ตามพื้นราบ และเกิดติดไฟได้ง่ายหากมีประกายไฟ จึงมีความปลอดภัยน้อยกว่าการใช้ก๊าซ NGV ในรถยนต์
                     
            จึงอาจกล่าวได้ว่า NGV CNG และ LNG ที่ต่างก็เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลักเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงรูปแบบ และลักษณะการนำไปใช้งาน

ไทยผลิตก๊าซ LPG ได้ไม่พอใช้ ปตท. มีแผนรับมืออย่างไร??

            ปัจจุบัน ความต้องการใช้ก๊าซ LPG ในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวน ทำให้คนไทยหันมาใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์แทนน้ำมันกันมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทย จากที่เคยเป็นประเทศส่งออก๊าซ LPG มาโดยตลอดต้องเริ่มนำก๊าซ LPG จากต่างประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2551 เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ โดยต้องนำเข้าอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมปริมาณการนำเข้าจนถึงเดือนมกราคม 2553 ทั้งสิ้น 1.3 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท

            ในปี 2553 คาดว่าการนำเข้า LPG จะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 1 แสนตันต่อเดือน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าที่คลังก๊าซเขาบ่อยา ซึ่งเป็นคลังรองรับการนำเข้า LPG ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจะรับได้ ปตท. จึงได้ดำเนินการใช้เรือนำเข้าเป็นคลังลอยน้ำ (Floating Storage Unit) พร้อมทั้งดำเนินการผสมก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทน และจ่าย LPG ลงเรือลำเลียงในรูปแบบการขนถ่ายระหว่างเรือ (Ship to Shipป ซึ่งเริ่มดำเนินการครั้งแรกไปแล้วเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมเจ้าท่า นอกจากนั้น ปตท. ยังได้ปรับเลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 1,2,3 และ 5 ออกไป เพื่อบรรเทาสถานการณ์และลดภาระการนำเข้า LPG ของประเทศอีกทางหนึ่ง
                     

tags :

บทความอื่นๆ

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ความลับของธรรมชาติ

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ความลับของธรรมชาติ "ลำดับเลขฟีโบนัชชี" และ "อุโมงค์ต้นไม้"