ภัยธรรมชาติในรอบปีของประเทศไทย

ภัยธรรมชาติที่เกิดในประเทศไทย

           
             ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความแตกต่างระหว่างแต่ละภูมิภาคไม่ค่อยมาก โดยรวมจะมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ตั้งอยู่บริแวณแนวเส้นศูนย์สูตร พื้นที่ประเทศไทยแบ่งออกเป็น 5 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ภาคใต้จะมีลักษณะภูมิอากาศที่แตกต่างกับภาคอื่นเล็กน้อย มีฤดูกาลเพียงแค่ 2 ฤดูคือ ฤดูฝนและฤดูร้อน สภาพอากาศร้อนชื้นมากกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากที่สุด เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของฤดูก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจนทำให้กลายเป็นภัยธรรมชาติ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นภัยพิบัติต่อมนุษย์ ทรัพย์สินและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อส่วนตัวและส่วนรวม ประเทศไทยนับว่าโชคดีกว่าหลายๆประเทศในแถบเอเชียและแปซิฟิก เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ลมฟ้าอากาศดี มีฝนตกต้องตามฤดูกาลเป็นส่วนมาก ภัยธรรมชาติที่เกิดมักจะเกิดไม่บ่อยและไม่มีความรุนแรงมากนัก 

                         
                            ตำแหน่งร่องความกดอากาศต่ำ และทิศทางลมมรสุม

              ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีหลายรูปแบบ ที่สำคัญและเสียหายได้เป็นอย่างมาก คือ วาตภัย อุทกภัย อัคคีภัยและแผ่นดินไหว วาตภัยและอุทกภัยมีสาเหตุหลักจากพายุหมุนเขตร้อนและพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ในขณะที่อัคคีภัยและแผ่นดินไหว มนุษย์มีส่วนทำให้เกิด
ภูมิอากาศของประเทศไทยมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นตัวกำหนดหลักของลัษณะอากาศของประเทศไทย ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะพัดระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อากาศโดยทั่วไปจะหนาวเย็นและแห้งแล้ง ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม นำอากาศร้อนและชื้นจากมหาสมุทรเข้ามา ทำให้มีฝนตกทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งและเทือกเขาด้านรับลมจะมีฝนตกชุก ถือเป็นช่วงฤดูฝน ช่วงระหว่างเปลี่ยนฤดูระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม มีลมไม่แน่ทิศและเป็นช่วงที่พื้นดินได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์สูงสุด อากาศทั่วไปจะร้อนอบอ้าวและแห้งแล้ง พายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดขึ้นมักปรากฎมีความรุนแรงเป็นช่วงฤดูร้อน
ภัยธรรมชาติที่พบในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 8 ชนิด ดังนี้

-พายุหมุนเขตร้อน (Tropical cyclones)
-แผ่นดินไหว (Earthquakes)
-อุทกภัย (Floods)
-พายุฟ้าคะนองหรือพายุฤดูร้อน (Thunderstorm)
-แผ่นดินถล่ม (Landslide)
-คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surges)
-ไฟป่า (fires)
-ฝนแล้ง (Droughts)


จากการเก็บข้อมูลทางสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยาได้ทำการสรุปภัยธรรมชาติที่เกิดในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย ในช่วงปี 2540 – 2550 มีดังนี้

เดือน/ภาค เหนือ ตะวันออก                    
             เมื่อดูสถิติข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้สรุปออกมาเกี่ยวกับภัยธรรมชาติที่พบในภูมิภาคต่างๆเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เจอกันอยู่ตอนนี้มีความคลาดเลื่อนเล็กน้อย เนื่องมาจากการเปลี่ยนของทรัพยากรของโลก ลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศ ประกอบกับภาวะฉับพลัน เช่น การเกิดแผ่นดินไหว ตัวอย่างประเทศเฮติในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2553 มีความรุนแรง 7.0 ริคเตอร์ และเกิดอาฟเตอร์ช๊อคตามมาเรื่อยๆ มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 217,000 – 230,000 คน สร้างความเสียหายให้ประเทศเฮติเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่น้อยและมีความระดับความสั่นสะเทือนที่ไม่สูง แต่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่อยู่บริเวณขอบแผ่นทวีป เช่น ประเทศอินโดนีเซียเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรวมไปถึงภัยอันตรายที่มาพร้อมกับแผ่นดินไหวนั้นก็คือ สึนามิ (Tsunami) และภูเขาไฟระเบิด โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 เกิดภูเขาไฟเมราปีปะทุขึ้นที่บริเวณจังหวัดชวากลาง หลังจากนั้น 1 วัน เกิดแผ่นดินไหว วัดระดับความสั่นสะเทือนได้ 7.2 ริคเตอร์ที่หมู่เกาะแมนตาไว จังหวัดสุมาตราตะวันตก หลังจากเกิดแผ่นดินไหวก็มีสึนามิตามมาทำให้ผู้คนเสียชีวิต 108 คน สูญหายกว่า 500 คน

             ภัยธรรมชาติที่ประเทศไทยประสบทุกปีคือพายุหมุนเขตร้อนและอุทกภัย โดยพายุหมุนเขตร้อนที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยจะมีจุดกำเนิด 2 จุดด้วยกันคือ พายุหมุนที่ก่อตัวบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้จะก่อตัวเป็นพายุดีเปรสชั่น เข้าประเทศไทยบริเวณอ่าวไทยและอีกจุดหนึ่งก่อตัวบริเวณมหาสมุทรอินเดียเป็นพายุไซโคลนถึงแม้ว่าจะไม่เข้าประเทศไทยโดยตรงแต่ก็ส่งผลกระทบเช่นกัน จากการที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยในช่วงนี้ (เดือนตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2553) เกิดจากพายุดีเปรสชั่น ทำให้เกิดฝนตกติดต่อกันหลายวัน เขื่อนต่างๆไม่สามารถแบกรับน้ำจำนวนมากไว้ได้จึงทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสานและล่าสุดคือภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ พัทลุง ตรัง สตูล ที่โดนพายุพัดและน้ำท่วมเต็มๆ

            เมื่อเรามาดูว่าทำไมพื้นที่ประเทศไทยมีน้ำท่วมแบบน้ำได้ทุกปี ต้นเหตุก็ไม่น่าจะไปไหนไม่ได้นอกจากสภาพพื้นที่ของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไป มีการเพิ่มขึ้นของพื้นที่การเกษตร พื้นที่ที่อยู่อาศัย ประกอบกับพื้นที่ป่าธรรมชาติที่เคยเป็นที่ดูดซับน้ำ ชะลอความเร็วและยืดระยะเวลาการไหลของน้ำที่จะเข้าสู่พื้นที่ชุมชนลดลงเป็นจำนวนมาก และอีกสาเหตุหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องแต่เมื่อฟังชื่อแล้วจะรู้สึกว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดน้ำท่วมนั้นก็คือ การชลประทาน ถึงแม้ว่าการชลประทาน การสร้างเขื่อนจะมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านต่างๆทั้งการบริโภคและอุปโภค แต่การที่จะได้มาซึ่งเขื่อนหนึ่งเขื่อนได้มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไปเท่าไรเพื่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ จำเป็นต้องมีการสำรวจพื้นที่และศึกษาผลกระทบต่อชุมชนพืช สัตว์และสภาพพื้นที่โดยรอบอย่างถี่ถ้วน 

             ภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมและทราบได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่เราสามารถคาดคะเนจากข้อมูลและหลักฐานเมื่อนำมาคำนวณหาเพื่อที่จะได้ประกาศเตือนให้ประชาชนทั่วไปเตรียมตัวและรับมือกับภัยธรรมชาติดังกล่าว แต่นั้นมันก็เป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนการแก้ปัญหาที่แท้จริงควรร่วมมือกันหลายๆฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย พึ่งพาธรรมชาติแบบคนไทยสมัยก่อนก็ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีและน่าจะเหมาะสมกับสังคมไทย
                                          


บทความที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนแสนเศร้าจากทะเลอารัล  http://www.vcharkarn.com/varticle/41739
สาเหตุการเกิดภูเขาไฟ และประเภทของภูเขาไฟ  http://www.vcharkarn.com/varticle/37243
สรุปการวิเคราะห์ทางธรณีวิทยา แผ่นดินไหวในประเทศจีน วันที่ 12 พฤษภาคม 2551  http://www.vcharkarn.com/varticle/36860
แผ่นดินไหว-มหันตภัยใกล้ตัว  http://www.vcharkarn.com/varticle/36907
นักวิทยาศาสตร์กับปัญหาวิกฤติจากภัยธรรมชาติ : กรณีศึกษา“คลื่นยักษ์สึนามิ”  http://www.vcharkarn.com/varticle/293
สัตว์ที่มาพร้อมกับภัยน้ำท่วม  http://www.vcharkarn.com/varticle/41697
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เตือนอันตรายช่วงน้ำท่วมและปิดภาคเรียน!!เด็กเสี่ยงจมน้ำสูงhttp://www.vcharkarn.com/varticle/39723
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย แนะวิธีปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยช่วงน้ำท่วม  http://www.vcharkarn.com/varticle/41668
แนะรับมือน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลัน  http://www.vcharkarn.com/varticle/39565

tags :

บทความอื่นๆ

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?