ตอนที่ 1 : เศรษฐกิจไทยจะสดใสหรือซบเซากันแน่?

           ผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่เป็นประจำอาจได้พบได้เห็นข่าวนี้ไป เมื่อเดือนที่แล้ว  ข่าวที่ว่าคือการที่ธนาคารโลกปรับตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจไทยเสียใหม่  จากที่เคยพยากรณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายนว่าในปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของ ไทย (จีดีพี) จะขยายตัวร้อยละ 6.2  ก็ปรับลงมาเล็กน้อยให้อยู่ที่ร้อยละ 6.1

           ท่านอาจจะสงสัยว่าเราเอาตัวเลขพวกนี้มาจากหมอดูสำนักไหน  จะเป็นจากหมอดูกระดองเต่าหรือปลาหมึกพอล (ซึ่งป่านนี้อาจจะกลายเป็นปลาหมึกเต่าทองไปแล้วก็ได้) คำตอบคือเรามีคณะนักเศรษฐศาสตร์ที่ประจำอยู่ในประเทศไทยหลายคนทำหน้าที่รวบ รวมข้อมูลทางเศรษฐกิจมหาภาคที่สำคัญต่างๆ  และนำมาวิเคราะห์วิจัยจนกระทั่งได้ตัวเลขประมาณการดังกล่าวค่ะ  ตัวเลขที่ว่านี้  ปรากฎอยู่ในรายงาน “ตามติดเศรษฐกิจไทย” ของธนาคารโลก ฉบับเดือนมิถุนายน  ซึ่งท่านจะสามารถดาวน์โหลดได้แล้วด้วยการ คลิกที่นี่ 

           สำหรับท่านที่ขี้เกียจจะไปดาวน์โหลดรายงานฉบับดังกล่าวมาอ่านด้วยตัวเอง  ดิฉันขอสรุปสาระสำคัญของรายงานฉบับดังกล่าวให้ฟังดังนี้ค่ะ

เศรษฐกิจ ไทยในปีเสือจะสดใสหรือซบเซากันแน่?

           คำถามนี้ตอบสั้นๆ ไม่ได้  เพราะการขยายตัวของจีดีพีนั้นมันแค่ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในปีใดปี หนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า  แต่มันไม่สามารถบอกได้ทุกแง่มุมของเศรษฐกิจ  ดังนั้น  ขอให้ท่านผู้อ่านอดทน อดกลั้น และอดออม เอ๊ย! ไม่ใช่  อดทนฟังคำอธิบายยาวๆ ของเราหน่อยนะคะ  

           ถ้าจะถามว่าเศรษฐกิจ ไทยเติบโตดีไหมในปี 2553 นี้  ตัวเลขคาดการณ์ที่ธนาคารโลกทำไว้ที่ 6.1 ก็ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่น่าพอใจอยู่   (ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด  ไอเอ็มเอฟเขาคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตร้อยละ 7 ในปีนี้เสียด้วยซ้ำ)  แต่ถ้าจะมองว่าฐานปีที่แล้วมันค่อนข้างต่ำ  เพราะเราเจอมรสุมเศรษฐกิจโลกซัดเข้าให้จนเศรษฐกิจของเราเองต้องถดถอย  แทนที่จะจีดีพีขยายตัวเป็นบวกก็กลับกลายเป็นติดลบที่ร้อยละ 2 กว่าๆ  เราๆ ท่านๆ ที่ชอบมองจากมุม “the glass is half-empty” ก็คงจะเปรยว่า “ก็แหงล่ะ  เมื่อเทียบกับปีที่แล้วเศรษฐกิจมันติดลบ  ปีนี้เศรษฐกิจมันก็ต้องเป็นบวกล่ะสิ  จะให้แย่ไปกว่าปีที่แล้วได้ยังไง”

           กระนั้นเลย  ก่อนที่จะตัดสินว่า the glass มัน half-empty หรือ half-full  กันแน่  เราก็ควรจะไปดูว่าเพราะสาเหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตได้ในปีเสือนี้  ตรงนี้ทีมนักเศรษฐศาสตร์ของเรารีบตอบทันทีว่าเพราะการส่งออกลูกเดียวค่ะ  รายงานตามติดเศรษฐกิจไทยของธนาคารโลกฉบับเดือนมิถุนายนระบุว่า  มูลค่าการส่งออกของไทยเราในปีนี้จะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 12.8  (จากที่หล่นลงไปติดลบร้อยละ 12.7 ในปี 2552 ที่ผ่านมา) เพราะความต้องการสินค้าโลกที่เริ่มจะฟื้นตัวขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจโลก  ซึ่งหากเปรียบเป็นคนไข้ก็เริ่มจะมีเนื้อมีหนังขึ้น  หน้าตาเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น  เนื่องจากไม่มีวิกฤติการณ์ทางการเงินในประเทศไหนเข้ามาทำให้สุขภาพของคนไข้ ต้องทรุดฮวบลงไปอีกเหมือนตอนที่เลห์แมนบราเธอร์สล้มในปี 2551  

           อันว่าการส่งออกของไทยนั้นมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 65 ของจีดีพี การที่ภาคส่งออกเริ่มกลับมาฟูเฟื่องได้อีกครั้งก็ทำให้ตัวเลขจีดีพีโดยรวม มันฟูเฟื่องตามไปด้วยอย่างมิต้องสงสัย  ถ้าเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องบินก็พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าแอร์ไทยแลนด์ลำ นี้ยังสามารถแล่นฉิวฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกอยู่ได้ เพราะมีเครื่องยนต์ที่ชื่อการส่งออกเป็นตัวผลักดันนั่นเอง 

ข่าวดีและ ข่าวร้ายในข่าวเดียวกัน

           เราๆ ท่านๆ ต่างก็ทราบกันดีว่า  สถานการณ์ทางการเมืองของไทย ณ ปัจจุบันยังมีความผันผวนสูงมาก   ปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2548-2549  ทุกวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก  การที่ความขัดแย้งทางการเมืองถึงจุดระเบิด  ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในบ้านเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปมากมายนั้น  ก็ยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำว่าสถานการณ์ทางการเมืองยังอยู่ในขั้นล่อแหลม  แน่นอนในภาวะเช่นนี้  ผู้บริโภคและนักลงทุนก็ย่อมจะขาดความเชื่อมั่นที่จะลงทุนหรือบริโภค (นอกเหนือไปจากที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน)   การท่องเที่ยวซึ่งแต่ละปีทำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาลก็น่าจะได้รับผล กระทบไปด้วย  เพราะในช่วงเวลาสองเดือนที่เหตุการณ์ดังกล่าวดำเนินไปนั้น  นานาประเทศก็ได้ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวของเขาให้คิดให้หนักก่อนที่จะมา เที่ยวเมืองไทย บางประเทศก็ห้ามข้าราชการของเขามาร่วมงานประชุมสัมมนาในกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง  และแน่นอน  ภาพของการปะทะระหว่างทหารกับผู้ชุมนุม  รวมทั้งภาพเปลวเพลิงที่เผาผลาญอาคารต่างๆ ในกรุงเทพฯ นั้นก็ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ดูข่าวจากต่างประเทศยกเลิกการมาทัวร์ เมืองไทยเนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง  ซึ่งตรงนี้หากเราอยู่ในสถานการณ์แบบเขาเราก็อาจคิดคล้ายๆ กันก็เป็นได้   

           ก่อนจะสาธยายต่อไปขอออกนอกเรื่องนิดหนึ่งนะคะ  ตั้งแต่มีเหตุการณ์ประท้วงมานี่เราได้รับคำถามบ่อยมากว่าทำไมธนาคารโลกยัง มองว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะอยู่ในแดนบวก หลายคนคาดว่าการท่องเที่ยวที่ทรุดลงเนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบในกรุงเทพฯ นั้นน่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม  ตรงนี้เราก็พยายามหาคำตอบอยู่เหมือนกันค่ะ  แต่หลังจากที่เรานำตัวเลขคาดการณ์ความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาพิจารณา พร้อมๆ กับตัวเลขส่งออกของไทยในสองไตรมาสแรกของปี  ซึ่งเติบโตได้อย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์แล้ว  เราก็สรุปว่าการจลาจลที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้นไม่น่าจะส่ง ผลรุนแรงต่อตัวเลขจีดีพีโดยรวม  

           มาถึงตรงนี้ผู้เขียนต้องขอโทษผู้อ่านหลายๆ ท่านด้วยนะคะ  หากว่าการที่เรามองแต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้นจะทำให้ท่านที่อ่านบทความชิ้น นี้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจ   เราตระหนักดีว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อทั้งชีวิตและ ทรัพย์สินของผู้คนมากมาย   เป็นการสูญเสียที่บางครั้งก็มิอาจประเมินเป็นตัวเลขได้  แต่การจัดทำรายงานซึ่งเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของประเทศนั้นก็ มีข้อจำกัดหลายอย่าง  นอกจากนี้  คณะผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคม  หรือนักรัฐศาสตร์  แต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์  การจะวิเคราะห์ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ต่อสังคมก็เป็นเรื่องที่เราไม่มีความ เชี่ยวชาญ   เราจึงมองได้แต่ภาพกว้างและผลกระทบที่สามารถวัดได้  เช่น  ผลกระทบต่อการบริโภค  อย่างไรก็ดี  เราตระหนักดีว่า  เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมจะส่งผลกระทบทางจิตใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสียและต่อ สังคมไทยโดยรวม   เราขอแสดงความเสียใจแก่ผู้สูญเสียทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

           ส่วนในแง่ของผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศและการค้าปลีกในเขตราช ประสงค์นั้นก็น่าจะเป็นอย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดี   แต่เนื่องจากการท่องเที่ยวนั้นมีสัดส่วนแค่ร้อยละ 8 ของจีดีพี  ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่น่าที่จะสามารถหักล้างกับการส่งออกที่ดีจนไม่น่า เชื่อในสองไตรมาสแรกของปีได้  นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงปรับตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีที่เคยประเมินไว้ ว่าจะเป็นร้อยละ6.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 6.1

           แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกได้กล่าวเตือนด้วยว่า   ตัวเลขจีดีพีอย่างเดียวไม่สามารถที่จะบอกได้ถึงความเดือดร้อนที่คนไทย บางกลุ่มต้องเผชิญในระหว่างที่เหตุการณ์ประท้วงนั้นดำเนินอยู่และหลังจาก เหตุการณ์ยุติลงได้   เพราะยังมีความเดือดร้อนของแรงงานในภาคบริการอีกมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงแรมและศูนย์การค้าที่ถูกปิด  (ซึ่งบางคนมีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราว)    แม่ค้าแม่ขายรายย่อยที่ต้องปิดร้านไปในช่วงนั้น  หรือบรรดาเจ้าของกิจการเล็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการจลาจลในเดือนพฤษภาคม   ที่ตัวเลขจีดีพีไม่สามารถสะท้อนให้เห็นได้ ดังนั้นการนำ “ตัวเลข” เพียงอย่างเดียวมาใช้ “อ่าน” สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจึงไม่ทำให้เราได้เห็น “ภาพ” ที่แท้จริง  หรือทำให้เราตระหนักได้ว่า  ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวต่อ “มนุษย์” เดินดินกินข้าวแกงนั้นเป็นเช่นไร)

           กระนั้นก็ตาม  การที่ภาคส่งออกของไทยสามารถฟื้นตัวได้เร็วจนดึงให้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม กระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยในภาวะที่เราไม่มีปัจจัยอื่นๆ มาหนุนเนื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจเช่นนี้ 

           แต่อย่าเพิ่งคิดว่าจะไม่มีข่าวร้ายนะคะ เพราะในขณะที่ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซยังเป็นประเด็นล่อแหลมและส่งผลกระทบ ต่อฐานะการคลังของทวีปยุโรปอยู่นั้น  สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของโลกก็จัดว่ายังเปราะบางอยู่มาก  หากวันใดปัญหาดังกล่าวลุกลามกลายเป็นมรสุมลูกใหม่ที่ซัดกระหน่ำให้เศรษฐกิจ โลกต้องทรุดตัวลงไปอีก  การค้าระหว่างประเทศก็จะต้องซบเซาตามไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย  เนื่องจากขนาดของเศรษฐกิจประชาคมยุโรปโดยรวมนั้นจัดว่าใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง ของโลกทีเดียว  ตรงนี้ปลาหมึกพอล  เอ๊ย! นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกระบุว่า  ปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยภายนอกซึ่งไทยไม่สามารถควบคุมได้  สิ่งเดียวที่เราจำเป็นจะต้องตระหนักก็คือ  หากภาวะเช่นนั้นมาถึงในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ภาคส่งออกของไทยก็จะต้องได้รับผลกระทบไปด้วยแน่  และหากการส่งออกของไทยต้องหยุดชะงักลงในขณะที่ความต้องการในประเทศเองก็ยัง ไม่ฟื้นตัวเต็มที่แล้วล่ะก็ แอร์ไทยแลนด์ลำนี้ก็จะขาดเครื่องยนต์เครื่องเดียวที่คอยค้ำจุนเครื่องบิน ทั้งลำให้ยังเหิรฟ้าอยู่ได้  (เพราะเครื่องยนต์อีกสองเครื่องที่เรียกว่าการบริโภคในประเทศและการลงทุนภาค เอกชนนั้นยังซ่อมไม่เสร็จ)  ถ้าถึงวันนั้นจริงๆ  ผู้โดยสารหกสิบสามล้านคนคงต้องนั่งสวดมนต์ภาวนากันเอาเองแล้วล่ะค่ะ  เพราะไม่รู้จะมีปาฏิหาริย์ที่ไหนมาช่วยได้ในภาวะเช่นนี้


การพัฒนาเครื่องยนต์เสริม

           ในเมื่อเรารู้แล้วว่าการพึ่งพาปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียวนั้นจะไม่ช่วยให้ เครื่องบินลำนี้เหิรฟ้าได้อย่างตลอดรอดฝั่ง  เราจึงจำเป็นที่จะต้องมองหาวิธีพัฒนาเครื่องยนต์ที่สอง ไม่ใช่ให้มาแทนเครื่องแรก  แต่ให้มาเป็นเครื่องยนต์เสริมอันจะช่วยให้แอร์ไทยแลนด์ของเรายังบินได้อยู่ หากเครื่องยนต์ที่ชื่อการส่งออกนั้นต้องขัดข้องไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ ตาม   

           แน่นอน  การจะเรียกความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุนให้กลับมาได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับ เสถียรภาพทางการเมืองเป็นหลัก ตรงนี้นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการอาวุโสหลายท่านเห็นตรงกันว่า  หากปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการแก้ไข  เสถียรภาพทางการเมืองก็จะยังคงง่อนแง่นอยู่  ในฐานะที่ธนาคารโลกไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการวิเคราะห์การเมือง  เราจึงไม่สามารถจะให้ความเห็นหรือข้อแนะนำได้ว่ารัฐบาลไทยควรจะทำเช่นไร เราหวังเพียงว่า  ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันหาวิธีแก้ไขเพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่การ เป็นสังคมที่แข็งแกร่ง อันเป็นรากฐานที่ดีของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องในอนาคต

           ส่วนการพัฒนาเครื่องยนต์เสริมเพื่อผลักดันแอร์ไทยแลนด์ให้วิ่งต่อไปได้แม้ใน ภาวะที่ภาคส่งออกประสบปัญหานั้นจะทำได้อย่างไร ขอติดไว้คราวหน้านะคะ  ตอนนี้สยามพารากอนกำลังลดกระหน่ำ  ผู้เขียนขออนุญาตไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติก่อนที่มหกรรมลดแลกแจกสะบัดจะ สุดสิ้นลงค่ะ 

ตอนที่ 2

            เมื่อตอนที่แล้วผู้เขียนเกริ่นเรื่องข้อเสนอแนะจากธนาคารโลกเกี่ยวกับการหาเครื่องยนต์เสริมมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย   แทนที่จะคอยพึ่งกลไกขับเคลื่อนที่ชื่อว่า “ภาคส่งออก” แต่เพียงอย่างเดียว   วันนี้เลยขออนุญาตกลับมาว่าเรื่องเดิมต่อให้จบค่ะ

            รายงานตามติดเศรษฐกิจไทยฉบับเดือนมิถุนายน 2553 ได้ระบุว่า  ในขณะที่การส่งออกของไทยนั้นยังไปได้ดี  รัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมศักยภาพของภาคส่วนทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ด้วย  เพื่อให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีดุลยภาพมากขึ้น   (คือมีพื้นฐานมาจากการเจริญเติบโตขององค์ประกอบหลาย ๆ ด้าน  หาใช่แค่มาจากการส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว)  ทั้งนี้  คณะผู้จัดทำได้แนะนำว่า   ภาครัฐควรจะมีมาตรการหรือนโยบายออกมาส่งเสริมพัฒนาการของภาคบริการให้มากขึ้น   เพราะภาคนี้มีศักยภาพในการเติบโตสูง  แต่ในความเป็นจริงแล้ว   สัดส่วนของภาคบริการต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีของไทยกลับหดลงทุกปี   ดังนั้น  หากรัฐสามารถกระตุ้นให้สัดส่วนของภาคบริการต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้นได้  ภาคบริการก็น่าจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอันที่จะพยุงเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ถดถอยในภาวะที่ความต้องการสินค้านำเข้าในยุโรปหรืออเมริกาซบเซาลงอย่างมาก  (ดังที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีที่แล้วในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในขั้นวิกฤติ)

            เวลาที่เราพูดถึงภาคบริการนั้น  หลายคนมักจะนึกไปถึงธุรกิจประเภทท่องเที่ยว  ภัตตาคาร  โรงแรม  หรือสปาเสียเป็นส่วนมากจริงๆ แล้วธุรกิจที่อยู่ในภาคบริการนั้นมีมากมาย  มีทั้งธุรกิจที่เกี่ยวกับการติดตั้งสาธารณูปโภคต่าง ๆ (เช่น บริการอินเตอร์เน็ต)  บริการก่อสร้างและซื้อขายอสังหาริมทรัพย์    บริการขนส่งทางถนน    บริการด้านบัญชีต่าง ๆ (ทั้งการทำและตรวจสอบบัญชี)   บริการด้านสถาปัตยกรรม    บริการโฆษณา   รวมทั้งบริการจัดหาทรัพยกรบุคคลสำหรับเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ   และแม้จะยังมีเสียงครหาอยู่บ้างในเรื่องของราคา   การรักษาพยาบาลโดยบริษัทเอกชนก็ยังเป็นบริการประเภทหนึ่งซึ่งทำชื่อเสียงให้ประเทศไทยไม่น้อย   เพราะทั้งคุณภาพและปริมาณของโรงพยาบาลเอกชนในบ้านเราเรียกว่าไม่เป็นสองรองใคร   ทำให้มีการท่องเที่ยวที่เราเรียกว่า medical tourism เกิดขึ้นและสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาลในแต่ละปี   (ใครไม่เชื่อก็ลองไปเดินเล่นที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ดูก็ได้ค่ะ   รับรองคุณจะได้เดินสวนกับนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เข้ามารับการรักษาพยาบาลในกรุงเทพฯ จนนับจำนวนกันไม่หวัดไม่ไหวทีเดียว)  การวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้นก็จัดว่าเป็นการบริการประเภทหนึ่ง   บริการบางประเภทนั้นต้องอาศัยทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง   หรืออาศัยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่งานเสิร์ฟอาหารในภัตตาคารที่ใคร ๆ ก็ทำได้  ทำให้อัตราเงินเดือนของผู้ประกอบอาชีพเหล่านี้มักจะสูงกว่าอัตราเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรีโดยทั่วไป   บริการเหล่านี้เป็นบริการที่ต้องอาศัยการบริโภคในประเทศโดยพลเมืองเจ้าของประเทศ   ไม่เหมือนบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งมีลูกค้าทั้งในประเทศและนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ   ดังนั้น  การเจริญเติบโตของธุรกิจประเภทต่าง ๆ ที่เอ่ยถึงไปข้างต้นย่อมเป็นดัชนีที่สำคัญซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น   และหลายท่านก็คงทราบดีว่าการบริโภค (consumption) นั้นมักจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ  นอกเหนือไปจากการลงทุน   และการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นเพื่อส่งออกหรือบริโภคในประเทศ  

            ปัจจุบันนี้   สัดส่วนของภาคบริการต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทยนั้นอยู่ที่ร้อยละ 41.4   จากที่เคยเป็นร้อยละ  44.1 เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว   และ  45.7 เมื่อทศวรรษก่อน   ตรงนี้เองที่นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกเห็นว่าน่าเป็นห่วง  เพราะแนวโน้มมันควรจะเป็นขยายตัวเพิ่มขึ้น  ไม่ใช่หดลง  ดังนั้นเราจึงเสนอแนะว่า  รัฐน่าจะเข้ามาดูเรื่องการกระตุ้นภาคบริการ  โดยเฉพาะบริการประเภทมูลค่าเพิ่ม   ให้กลายเป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้   แม้ในยามที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของเรานั้นกำลังซบเซา  ซึ่งจะเท่ากับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันจากภาวะผันผวนของเศรษฐกิจโลกให้แก่ประเทศในระยะยาว  

            ดังที่เรียนไปแล้วว่า   ธุรกิจบริการบางประเภทนั้นต้องอาศัยคนงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางรวมทั้งอาศัยความคิดสร้างสรรค์   ความสามารถในการต่อยอดจากสิ่งซึ่งมีอยู่แล้วให้กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้   ดังนั้น  การที่เราจะกระตุ้นธุรกิจบริการเหล่านี้ให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง  เราก็จำเป็นที่จะต้องผลิตคนงานที่มีทักษะสูง  มีความสามารถและศักยภาพที่จะปฏิบัติงานดังกล่าวได้   ตรงนี้นักเศรษฐศาสตร์ของเราเห็นว่า   คุณภาพการศึกษาจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างราบรื่น   คณะผู้จัดทำรายงานตามติดเศรษฐกิจไทยของเราจึงแนะนำให้รัฐเร่งดำเนินนโยบายที่จะช่วยวางรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศ   ด้วยการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา  รวมทั้งส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้ทั่วถึง   เพราะจากการสำรวจของธนาคารโลกนั้นพบว่า  นายจ้างไทยนั้นเต็มใจที่จะจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานที่จบการศึกษาในระดับนี้สูงกว่าพนักงานที่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น  แต่สถิติของทางการไทยยังชี้ให้เห็นว่า   โอกาสในการเข้ารับการศึกษาในมหาวิทยาลัยของเด็กไทยนั้นยังจำกัดอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น  ในขณะที่ประมาณร้อยละ 30 ของเด็กนักเรียนมัธยมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย  มีเพียงร้อยละ 7 และ 10 ของเด็กนักเรียนในภาคอีสานและภาคเหนือเท่านั้นที่ได้เรียนต่อในระดับนี้  ดังนั้น  การส่งเสริมให้เด็กทั่วทุกภาคได้รับการศึกษาในระดับนี้อย่างเท่าเทียมกันอาจมีส่วนช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้   ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและยังประโยชน์แก่ทุกฝ่ายด้วย   (เพราะจะทำให้โอกาสของคนในภาคอีสานและภาคเหนือในอันที่จะได้งานเงินเดือนสูง ๆ ทำเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีการศึกษาที่พวกเขาได้รับ)   อย่างไรก็ตาม   การส่งเสริมเข้าถึงการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ช่วยให้รัฐสามารถผลิตแรงงานที่มีทักษะมาตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจหรือเอื้อต่อการพัฒนาภาคบริการดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นได้   คุณภาพการศึกษาก็เป็นสิ่งสำคัญ   รัฐจึงน่าจะทำทั้งสองอย่างไปพร้อม ๆ กัน   

            ท่านใดที่สนใจในประเด็นดังกล่าว   สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากส่วนที่สามของรายงานตามติดเศรษฐกิจไทยฉบับเดือนมิ.ย. 2553   ซึ่งคณะผู้จัดทำเขาตั้งชื่อว่า Shared and Sustainable Growth (การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและยังประโยชน์แก่ทุกฝ่าย) นะคะ   ตอนนี้ต้องขอโทษด้วยที่มีแต่ภาษาอังกฤษ  เมื่อไหร่ก็ตามที่รายงานฉบับเต็มภาษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว  ผู้เขียนจะรีบแจ้งให้ท่านที่สนใจทราบเพื่อให้ท่านไปดาวน์โหลดมาอ่านกันค่ะ     หรือหากท่านต้องการให้เราส่งรายงานที่พิมพ์เสร็จแล้วไปให้ก็กรุณาอีเมล์ไปแสดงความจำนงกับเจ้าหน้าที่ธนาคารโลก   คุณเรืองรอง ทองอำไพ  ที่อีเมล์rthongampai@worldbank.org   หรือโทรสาร (02) 686-8301 นะคะ