การพัฒนาศักยภาพการศึกษาวิชาพืชผู้ผลิต

อาจารย์หทัยรัก ตุงคะเสน
อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา


รูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง โครงสร้างที่แสดงความสัมพันธ์และส่งเสริมซึ่งกันและกันระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในการเรียนการสอน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา ขั้นตอนการสอน การประเมินผล รวมทั้งกิจกรรมสนับสนุนอื่น ๆ โดยผ่านขั้นตอนตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อใช้เป็นแนวในการสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนหรือจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอน ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนจึงจัดขึ้นเพื่อฝึกการคิดในลักษณะต่าง ๆ ให้นิสิตได้รับรู้ ได้มีปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นระบบแบบแผนซึ่งความสามารถในการคิดของคนเราสามารถพัฒนาขึ้นได้อย่างเป็นลำดับ

ปัจจุบันมีการใช้หลักการสอนที่มีประสิทธิภาพโดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง จึงมีรูปแบบการสอนที่หลากหลายในการพัฒนาด้านกระบวนการคิดให้กับผู้เรียน เช่น การสอนแบบโครงงาน การสอนโดยใช้รูปแบบวิทยาศาสตร์ การสอนแบบระดมความคิด การสอนโดยใช้โสตทัศนูปกรณ์หรือสอนแบบปฏิบัติการ เป็นต้น ซึ่งการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนนั้น ครูแต่ละท่านอาจมีวิธีการหลากหลายแตกต่างกัน

บทความนี้ผู้เขียนขอเสนอการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาพืชผู้ผลิตซึ่งสาขาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์มุ่งเน้นให้นิสิตมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพืชในฐานะผู้ผลิต ความรู้ด้านสัณฐาน กายวิภาค สรีรวิทยาของพืช วัฏจักรชีวิต  การสืบพันธุ์  รวมทั้งการเจริญเติบโต สารควบคุมการเจริญเติบโต ความรู้ด้านพันธุศาสตร์พืชและการปรับปรุงพันธุ์พืช เป็นต้น

จุดประสงค์การศึกษา คือ เมื่อเรียนรู้รายวิชานี้แล้วนิสิตต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพืชผู้ผลิต กระบวนการต่าง ๆ ในการศึกษาชีวิตของพืช สามารถปฏิบัติการตามเทคนิควิธีปฏิบัติการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพืช รวมทั้งการวางแผนการศึกษาสำรวจพืชที่มีคุณค่า และนำมาใช้ประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ นอกจากนี้ยังสามารถค้นคว้า วิจัย และประยุกต์หลักวิชามาใช้ในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอีกด้วย โดยแบ่งกระบวนการเรียนรู้เป็น 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนและ กิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ดังต่อไปนี้

1. กิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน
     ในขั้นแรกผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพืชในหัวข้อสัณฐานวิทยา กายวิภาค และสรีรวิทยาของพืช ด้วย power point นอกจากนี้ยังแบ่งกลุ่มระดมความคิดเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ด้วยการจัดกลุ่มผู้เรียนแต่ละกลุ่ม โดยคละผู้เรียนที่มีความรู้ระดับมาก ปานกลาง และน้อย โดยวิเคราะห์จากผลคะแนนการทดสอบ จากนั้นจึงนำเสนอข้อมูลในหัวข้อพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์พืชด้วยเพาเวอร์พอยน์แล้วจึงแบ่งกลุ่มระดมความคิดเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์พืช รวมทั้งให้นิสิตค้นคว้าข้อมูลเพื่อนำเสนอและอภิปรายผลการศึกษาโดยใช้ความรู้ทางพันธุวิศวกรรม นอกจากนี้ยังแบ่งกลุ่มปฏิบัติการ เช่น การผสมพันธุ์พืช รวมทั้งศึกษาวัฏจักรของการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสและไมโทซิส เป็นต้น

2. กิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน
เนื่องจากการศึกษาหาความรู้นั้นสามารถหาข้อมูลได้หลากหลายทั้งจากห้องเรียน ห้องสมุด หรืออินเตอร์เนต   ดังนั้นผู้เขียนขอนำเสนออีกหนึ่งกิจกรรมนอกห้องเรียน ซึ่งอาจารย์กนกกาญจน์ กาญจนรัตน์ ประธานสาขาวิทยาศาสตร์  คณะครุศาสตร์นั้นเล็งเห็นถึงประโยชน์โดยตรงต่อนิสิต ด้วยการจัดโครงการศึกษาดูงานนอกสถานที่ ณ สวนหลวง ร.9 เพื่อพัฒนานิสิตที่ศึกษาเกี่ยวกับพืชผู้ผลิตนั้นให้ได้รับประสบการณ์ตรงในการศึกษาเกี่ยวกับพืชและสามารถประยุกต์หลักวิชามาใช้ในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช มีใจรักและหวงแหนทรัพยากรพันธุ์พืช นอกจากนี้ยังสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากนิสิตจบการศึกษาคณะครุศาสตร์แล้วส่วนใหญ่จะเป็นครู ดังนั้นความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก  ซึ่งสวนหลวง ร.9 มีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ประกอบไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์   มีทั้งไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก ไม้ยึดเกาะ ไม้พุ่ม ไม้ดอก ไม้ใบ ไม้คลุกดิน ไม้ป่าและไม้นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งหมดประมาณ 2,300 ชนิด นอกจากนี้ยังมีสวนรวบรวมกลุ่มพรรณไม้ต่างๆ นับว่าเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายของพรรณไม้ต่างๆให้กับเยาวชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนผู้ที่สนใจทั่วไปมาใช้ประโยชน์ โดยแบ่งเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

สวนพฤกษศาสตร์ 
ผู้เขียนให้นิสิตค้นคว้าและศึกษาพืชพันธุ์ทุกชนิดในสวนพฤกษศาสตร์โดยเรียงตามวงศ์ต่างๆซึ่งพรรณไม้ชนิดต่างๆ ประกอบด้วยต้นไม้ป่า  ต้นไม้ปลูก ผลไม้ และเมล็ดพันธุ์ของพืชต่างๆ อย่างเช่น เมล็ดผักชี  สะเดาปัก  มะม่วงหิมพานต์  ก่อนก  เมล็ดพริกไทย เป็นต้น

ภาพที่ 1 นักศึกษาดูงานที่หอพฤกษศาสตร์ ณ สวนหลวง ร.9

พันธุ์ไม้ทะเลทราย
  อาคารพืชทะเลทรายเป็นอาคารที่มีลักษณะคล้ายกับครึ่งวงกลมและมีลายสามเหลี่ยมรอบล้อมครึ่งวงกลม ถ้าเรามองในอีกมุมหนึ่ง ก็จะมองเห็นว่าครึ่งวงกลมคล้ายๆ กับรูปสับปะรดผ่าครึ่ง เมื่อนิสิตเข้าไปในอาคารจะพบว่าอาคารแห่งนี้มีการควบคุมอุณหภูมิสูงเพื่อให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชทะเลทรายที่หลากหลายชนิด เช่น พญานาคราช เสาเหลี่ยม กุหลาบหิน ดาวล้อมเดือน สลัดไดญี่ปุ่น กุหลาบใบบาง พญาไรใบ นิ้วทองแดง เป็นต้น
ภาพที่ 2 นักศึกษาดูงานที่อาคารพันธุ์ไม้ทะเลทราย

อาคารแสดงพันธุ์ไม้ในร่ม 
อาคารนี้มีการจัดสวนด้วยพันธุ์ไม้ในร่มที่หลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น สนแผงด่าง มาลัยทอง ไก่ฟ้า แดงทอดยอด หูเสือ เกล็ดมรกต กำแพงทอง เทียนเลื้อย อีเลน ม้าลาย เล็บแดง เศรษฐีก้านทอง นกกระทา คล้าดอก แววมยุรา ตับเป็ด เป็นต้น

เรือนเฟิร์นและกล้วยไม้
 ประกอบไปด้วยเฟิร์น นานาชนิด เช่น เฟิร์นก้านดำปีกแมลงผู้ ฮอลลีเฟิน เฟิร์นสิเภาหางไก่ เฟิร์นพรมสายหมอก เฟิร์นผักชีและเฟิร์นดาวกระจาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้พื้นเมืองของไทยกล้วยไม้ประดับลูกผสม เป็นต้น

จากการจัดการเรียนรู้สู่ประสบการณ์จริงนี้เมื่อนำไปใช้แล้วพบว่านิสิตมีความกระตือรือร้น ใส่ใจในการฟังบรรยายเกี่ยวกับพรรณไม้ต่างๆ ทำให้นิสิตได้ศึกษาและเรียนรู้พรรณไม้ที่หลากหลายซึ่งมีลักษณะทางฟีโนไทป์ที่แตกต่างกัน โดยผู้เขียนวิเคราะห์จากการเรียบเรียงความคิดในการนำเสนอรายงานการศึกษาได้ดีขึ้นเนื่องจากรายงานตั้งแต่ลักษณะทางฟีโนไทป์ วงศ์ การเจริญเติบโต การนำไปใช้ประโยชน์และการป้องกันโรคพืชต่างๆ จึงเกิดความเข้าใจกระบวนการต่างๆของพืชทั้งด้านการเจริญเติบโตของพืชกว่าจะเจริญเป็นต้น การป้องกันโรคพืช การเกิดโรคพืชโดยเห็นลักษณะต่างๆ อย่างแท้จริงจึงเกิดการพัฒนากระบวนการคิดในเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างแท้จริง ดังนั้นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญหรือเป็นศูนย์กลางนั้นเป็นเพียงรูปแบบของการสอน (Models of Teaching) ส่วนหนึ่งซึ่งการสอนที่มีประสิทธิภาพนั้นจะใช้ได้ผลต้องมีครูคอยช่วยเหลือและเน้นการฝึกทักษะทางด้านต่างๆ เช่น ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความเข้าใจธรรมชาติ ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้านความเข้าใจตนเองและผู้อื่น เป็นต้น

ผู้เขียนได้ใช้รูปแบบการสอนที่หลากหลายรวมกัน คือ Project-based Instruction เป็นรูปแบบการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สำรวจสภาพต่างๆ ที่เป็นจริง ที่นอกเหนือจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทางวิชาการเพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนไปตามขั้นตอนและมีระบบอย่างชัดเจน

อีกรูปแบบการสอน คือ แบบ Cooperative Learning ซึ่งเป็นการให้ความร่วมมือกัน ในทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นกลุ่มขนาดเล็กที่คละความสามารถไม่แยกเด็กเก่งหรืออ่อนรวมทั้งการประเมินผลจะดูจากความสามารถของทั้งกลุ่มจะก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพด้านการมีปฏิสัมพันธ์ต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะประสบความสำเร็จซึ่งจะส่งผลให้นิสิตมีพัฒนาการทั้งทางด้านความรู้ และด้านอารมณ์ความรู้สึก เป็นต้น

ดังนั้นผู้เขียนขอเสนอแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้วยการจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ในรายวิชานั้นๆ โดยขึ้นอยู่กับครูว่าจะเลือกนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้อย่างลึกซึ้งและสามารถนำไปถ่ายทอดกระบวนการความรู้ได้ต่อไปในอนาคต