กัลปังหา...สัตว์ทะเลตัวเล็กน่าฉงน

กัลปังหา...สัตว์ทะเลตัวเล็กน่าฉงน

โดยเทพสุดา ลอยจิ้ว และวรณพ วิยกาญจน์
ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



             หากเอ่ยถึง "กัลปังหา" แถมยังบอกต่อไปว่าเป็น "สัตว์" หลายคนคงอาจนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เพราะนึกไม่ออกว่า ไอ้เจ้า "กัลปังหา" เนี่ย หน้าตามันเป็นอย่างไง และเมื่อนำกัลปังหาออกออกมาให้เห็นแล้ว บางคนคงต้องนั่งกุมขมับต่อ เพราะนึกไม่ออกว่า เจ้ากิ่งแข็งๆ สีแดงๆ ดำๆ เหมือนพัดนี้ เป็นสัตว์ได้อย่างไร อะไรกันนี่.... ใช่แล้วหล่ะ สิ่งมีชีวิตที่หน้าตาคล้ายกับต้นไม้ แผ่กิ่งก้านสาขามากมายหลายรูปแบบ ทั้งเป็นพุ่ม เป็นกอ หรือเป็นพัด แถมมีสีสันสวยสดงดงามที่อาศัยอยู่ใต้ทะเล ในน้ำที่ค่อนข้างลึกที่เราเรียกว่า "กัลปังหา" นั้น เป็นสัตว์ หลายคนอาจจะเคยเห็นมาแล้วจริงๆ หลายคนอาจเคยเห็นจากภาพถ่ายใต้ทะเล หรือหลายคนก็ยังคงสงสัยอยู่เหมือนเดิม

             กัลปังหาจัดเป็นสัตว์ที่มีเข็มพิษจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับปะการังอ่อน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใกล้เคียงกับปะการัง โดยกัลปังหาที่เราเห็นเป็นต้นหรือเป็นกอขนาดใหญ่นั้นหาใช้ตัวของมันจริงๆ ไม่ แท้จริงแล้วตัวของมันมีขนาดเล็กมากขนาดประมาณครึ่งเซนติเมตรเห็นจะได้ โดยอาศัยอยู่ร่วมกันนับหมื่นนับล้านตัวในกอหรือต้นเดียวกันหรือที่เรียกว่า อยู่ร่วมกันเป็นโคโลนี นอกจากนี้ บางคนอาจเคยได้ยินคำบอกเล่าในเรื่องของความเชื่อที่มีการนำกัลปังหามาทำเป็น เครื่องรางของขลัง โดยนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เพื่อป้องกันสิ่งร้ายโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่นเดียวกับหินแร่หลายชนิด ซึ่งก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กัลปังหาในท้องทะเลบ้านเราลดจำนวนลง นอกเหนือจากถูกทำลายโดยเหล่าอวนลากของเรือประมงที่ครูดไปตามหน้าดิน


กัลปังหา สัตว์ทะเลที่สวยงาม

             ลักษณะของกัลปังหาเมื่อนำขึ้นมาบนบกมันก็จะแห้ง และก็จะตายในที่สุด ส่วนของตัวและเนื้อ เยื่อที่มีสีสันต่างๆ ก็จะหลุดออกไป คงเหลือให้เราเห็นเฉพาะส่วนของก้านหรือแกนด้านในที่เป็นสีดำ แกนของกัลปังหานี้เป็นสารประกอบโปรตีนชนิด หนึ่งที่เรียกว่า "กอร์โกนิน" (gorgonin) ซึ่งมีองค์ประกอบคล้ายกับสารที่พบในเขาสัตว์

             โดยปกติกัลปังหามักอาศัยอยู่บริเวณน้ำลึกและมีกระแสน้ำค่อนข้างแรง การที่อยู่ในน้ำลึกนั้นทำให้กัลปังหาส่วนใหญ่มีการปรับตัวให้มีสีสันออกแดงๆ หรือใกล้เคียง เพื่ออำพรางตัวเอง เนื่องจากแสงสีแดงที่ผ่านเข้าไปในมวลน้ำนั้นจะถูกดูดกลืนไปหมดเสียก่อนที่ บริเวณผิวน้ำ ดังนั้น เมื่อไม่มีแสงสีแดงส่องไปกระทบกับตัวที่มีสีแดงของมันก็ทำให้ศัตรูหรือแม้ แต่คนเรามองเห็นกัลปังหาเป็นสีดำๆ ทมึนๆ แต่ถ้าหยิบไฟฉายมาส่อง หรือนำขึ้นมาที่ตื้นหรือเหนือน้ำแล้ว สีแดงๆ เหล่านี้จะปรากฏออกมาให้เห็นการศึกษากัลปังหาในน่านน้ำบ้านเรายังมีน้อย โดยศึกษาในระดับความลึกไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ในประเทศญี่ปุ่นมีรายงานการพบกัลปังหาที่ระดับความลึกมากกว่า 500 เมตร หลายชนิด

             เหตุที่เรามักพบกัลปังหาในที่น้ำลึกและกระแสน้ำแรงนั้น อาจเป็นเพราะกัลปังหาไม่จำเป็นต้องแก่งแย่งพื้นที่กับปะการัง เนื่องจากกัลปังหาหลายชนิดไม่มีสาหร่ายซูแซนเทลลี่ ซึ่งเป็นสาหร่ายเซลล์เดียว ที่อาศัยอยู่ร่วมกับปะการัง การที่ไม่มีสาหร่ายเซลล์เดียวอยู่ร่วมนั้นทำให้กัลปังหาจึงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาแสงมากนัก อีกทั้ง กัลปังหาเป็นสัตว์ที่กรองกินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร โดยตัวเล็กๆ ของมันจะใช้เข็มพิษและหนวดที่อยู่รอบปากทั้ง 8 เส้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายขนนกคอยช่วยจับเหยื่อในมวลน้ำ ส่งเข้าไปยังส่วนของปากซึ่งอยู่ตรงกลางและต่อไปยังท่อไซโฟโนกลิพ (siphonoglyph) ที่ทำหน้าที่เป็นคอหอยและหลอดอาหาร ผ่านไปสู่ส่วนของท้องซึ่งฝังอยู่ในเนื้อเยื่อซีแนนไคม์ (coenenchyme)


             ทั้งนี้ กัลปังหาจะมีท่อขนาดเล็กเชื่อมโยงกันระหว่างตัวกัลปังหาแต่ละตัว เพื่อส่งผ่านสารอาหารที่ได้จากการย่อยของแต่ละตัวนั้นไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อและโครงสร้างต่างๆ ตลอดทั้งโคโลนี คล้ายกับการเชื่อมโยงของท่อน้ำประปาไปยังส่วนต่างๆ ของเมืองนั่นเอง นอกจากนี้ กัลปังหายังมีโครงสร้างหินปูนขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเรียกว่า สเครอไรท์ (sclerites) ประกอบกันอยู่ทั้งโคโลนีเพื่อช่วยปกป้องเหล่าเนื้อเยื่อของตัวกัลปังหาให้ปลอดภัยและสร้างความแข็งแรงให้กับโคโลนี ลองนึกภาพถึงเสาต้นหนึ่งซึ่งประกอบด้วยโครงเหล็กเส้นที่แกนอยู่ตรงกลาง เหล็กเส้นเปรียบเสมือนสารกอร์โกนินที่เสริมสร้างโคโลนีกัลปังหาให้แข็งแรง ส่วนที่ปูนก็คือเนื้อเยื่อซึ่งที่คอยยึดซีเมนต์ที่ผสมก้อนหินหลายร้อยหลายพันก้อนซึ่งก็คือสเครอไรท์ ประกอบขึ้นมาเป็นตัวเสาหรือกิ่งก้านของกัลปังหาฉาบทับอีกครั้งด้วยปูนเรียบซึ่งก็คือเนื้อเยื่อชั้นนอกที่มีช่องเล็กๆ ให้ตัวของกัลปังหาแต่ละตัวฝังอยู่ ที่ภายในช่องนั้นมีท่อเชื่อมโยงระหว่างกัลปังหาแต่ละตัวเพื่อคอยแลกเปลี่ยนพลังงานและส่งสารอาหารไปหล่อเลี้ยงทั้งโคโลนี

             เห็นกัลปังหาตัวจิ๋วๆ เล็กๆ สามารถดำรงชีวิตผ่านพ้นมรสุมและเจริญ เติบโตขึ้นเป็นโคโลนีขนาดใหญ่ได้นั้น ก็เปรียบเสมือนกับมนุษย์เรา จากปัจเจกบุคคล รวมกันเป็นบ้าน หมู่บ้าน จนกลายเป็นสังคมเมืองขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่ เราเองก็คงไม่มีใครอยากให้บ้านและเมืองของเราถูกทำลายเพราะสังคมหรือสิ่งแวดล้อมภายนอก กัลปังหาก็คงเช่นเดียวกันที่ไม่อยากให้ใครไปทำร้ายสังคมหรือระบบนิเวศที่มันอาศัย จะโดยตรงหรือโดยอ้อมหรือแม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดเดียวเท่านั้นก็ตาม

tags :

บทความอื่นๆ

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด new post

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?