EU ต้นกำเนิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก

ผู้อ่านทุกท่านคงรู้จักประเทศกรีซในด้านการเป็นต้นแบบของกีฬาโอลิมปิก กรีซเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ตอนใต้สุดของคาบสมุทรบอลข่าน มีพรมแดนทางเหนือติดกับประเทศบัลแกเรีย มาซิโดเนีย และแอลเบเนีย มีพรมแดนทางตะวันออกติดกับประเทศตุรกี อยู่ติดทะเลอีเจียนทางด้านตะวันออก ติดทะเลไอโอเนียนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางด้านตะวันตกและใต้ กรีซนับว่าเป็นแหล่งอารยธรรมตะวันตกอันยิ่งใหญ่ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งกรีซได้แผ่อิทธิพลไปยัง 3 ทวีป และมีนักปรัชญาชื่อดังของโลกจำนวนมาก เช่น โสคราติส เพลโต อริสโตเติล เป็นต้น

กรีซเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union, EU) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ซึ่งการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปนั้นหมายถึงประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศมีข้อตกลงความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดตลาดเดียว เป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศสมาชิกโดยรวม ซึ่งจะเป็นการยกเลิกพรมแดนทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายแรงงาน (ประชาชนในประเทศสมาชิกสามารถไปทำงานในประเทศใน EU ได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาติทำงาน) การเคลื่อนย้ายทุน การศึกษา (ค่าเรียนของนักเรียนในประเทศสมาชิก EU จะเท่ากับนักเรียนในประเทศ ทำให้มีนักเรียนในประเทศสมาชิก EU ไปเรียนที่อังกฤษกันมาก เพราะว่าค่าเรียนเท่ากับนักเรียนอังกฤษ) ที่น่าสนใจคือประเทศสมาชิกใน EU จะใช้สกุลเงินเดียวกันคือ EU นั่นหมายถึงสหภาพยุโรปจะเป็นเป็นผู้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย ให้กับเงินสกุล EU นี้ 

จากข้างต้นแปลว่าประเทศสมาชิกใน EU ยังคงมีรัฐบาลเป็นของตนเอง และมีการบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ได้เอง เว้นแต่จะสูญการควบคุมในด้านอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย ที่ต้องมาจากสหภาพยุโรปเท่านั้น ว่ากันง่ายๆ คือรัฐบาลในประเทศสมาชิกจะเหลือเครื่องมือบริหารเศรษฐกิจเพียงเครื่องมือเดียวนั่นก็คือนโยบายการคลัง (ผ่านการเก็บภาษี และการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ) ส่วนนโยบายการเงิน (อัตราแลกเปลี่ยน และดอกเบี้ย) สหภาพยโรปจะเป็นผู้กำหนด เนื่องจากเชื่อว่าการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกันจะทำให้สกุลเงินยูโรเป็นสกุลเงินที่มาถ่วงดุลอำนาจของเงินเหรียญสหรัฐ

ซึ่งมีหลายคนแย้งว่าจะทำได้อย่างไร ในเมื่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลในประเทศสมาชิกไม่สามารถควบคุมได้ เวลาเกิดปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่จำเป็นต้องลดค่าเงิน หรือลดดอกเบี้ย รัฐบาลจะไม่มีกลไกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าการมีเพียงนโยบายการคลังนั้นเพียงพอหรือไม่ แปลง่ายๆ คือ รัฐบาลทำได้เพียงแค่เพิ่มหรือลดภาษี กับเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ไม่สามาถลดค่าเงินเพื่อทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค่าได้ ซึ่งปัญหานี้สหภาพยุโรปโดยคณมนตรีคลังได้กำหนดเกณฑ์ไว้คือ ประเทศสมาชิกใหม่ EU จะเข้าร่วมยูโรโซนเมื่อใดนั้น มิได้มีการกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งสหภาพยุโรป (Treaty of European Union หรือที่เรียกว่า Maastricht Treaty) ได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซน (กล่าวคือ มาใช้เงินสกุลยูโร)

เงื่อนไขที่สนธิสัญญาดังกล่าวกำหนดไว้ มีดังนี้
1) สามารถรักษาเสถียรภาพราคา (อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุด 3 ลำดับแรกไม่เกิน 1.5% ) 
2) มีระบบการคลังสาธารณะที่ยั่งยืน (ขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 3% ของ GDP และหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของ GDP) 
3) มีการคงระดับอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีเสถียรภาพ และกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ใกล้เคียงกัน 

จะเห็นได้ว่าเกณฑ์ดังกล่าวได้ทำการสกรีนประเทศที่ไม่มีความพร้อมที่จะใช้เงินสกุลยูโรออกไป เพื่อเป็นการแน่ใจว่าการใช้เงินสกุลดังกล่าวร่วมกันจะไม่เกิดปัญหาในภายหลัง เนื่องจากประเทศที่จะใช้สกุลเงินยูโรนั้นมีลักษณะความพร้อมทางเศรษฐกิจ และนโยบายที่ใกล้เคียงกัน

นั่นคือสมมติฐานที่สหภาพยุโรปได้คิดไว้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ

กรีซขาดดุลงบประมาณพุงปลิ้น

ในหน้าที่แล้วได้พูดถึงเงินสกุลยูโร ที่กรีซได้เริ่มใช้เงินสกุลยูโรหลังประเทศสมาชิกที่พร้อมกว่าถึง 2 ปี (เงินยูโรได้ประกาศใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2544 โดยกรีซได้ใช้เงินสกุลยูโรในเดือนมกราคม 2546)  แต่จนปัจจุบันบางประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อย่างอังกฤษ ยังไม่ยอมใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลหลักของประเทศ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการมองการณ์ไกลอย่างยิ่ง ผมจะอธิบายทีหลังครับว่าทำไม

กรีซเป็นหนึ่งในประเทศจุดอ่อนของสหภาพยุโรป อันเห็นได้จากการประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณมาโดยตลอด ทั้งการลงทุนในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ในปี 2004 (ปี พ.ศ. 2547) และการใช้จ่ายของรัฐอื่นๆ ว่ากันง่าย คือเก็บภาษีไม่เข้าเป้า เมื่อเทียบกับเงินงบประมาณที่ใช้จ่ายออกไปในโครงการต่างๆ อย่างเกินตัว โดยในปี 2552 การขาดดุลการคลังของกรีซอยู่ที่ 12.7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมที่ทางกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) กำหนดไว้ถึงประมาณ 4 เท่าตัว (เพดานของ The Stability and Growth Pact (SGP) ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ระดับไม่เกิน 3% ของ GDP) ซึ่งการขาดดุลดังกล่าวจส่งผลให้หนี้ภาครัฐของกรีซเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2552 หนี้ภาครัฐ ของกรีซสูงถึง 112.6% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมที่ทางกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึงประมาณ 2 เท่าตัว (เพดานของ The Stability and Growth Pact (SGP) ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ระดับไม่เกิน 60% ของ GDP) ซึ่งตัวเลขทั้งสองนี้นับว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม Eurozone (กลุ่มที่ใช้เงินยูโร 16 ประเทศ จากสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ) สรุปคือกรีซมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ในระดับที่สูงมาก ซึ่งจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ที่ประมาณ 14% ของ GDP สะท้อนถึงความเปราะบางที่มีอยู่แล้วในตัวของเศรษฐกิจของกรีซซึ่งส่งออกไม่ได้ และรัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว ฟังแบบนี้แล้วอาการค่อนข้างหนักครับ

มาถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายท่านอาจจะสงสัยว่าปัญหาของกรีซนั้น เชื่อมโยงกับการใช้เงินสกุลยูโรได้อย่างไร ก็ต้องอธิบายแบบนี้ครับ หลังจากที่กรีซใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลหลักของประเทศเมื่อ พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นการเปิดประตูเข้าสู่ตลาดการเงินโลก กรีซสามารถกู้ยืมเงินได้ง่ายขึ้น เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นในเงินยูโร โดยตั้งแต่กรีซได้เป็นสมาชิกยูโรโซน รัฐบาลกรีซก็ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการสูงๆ มีโครงการต่างๆ มากมาย เพราะหาเงินได้ง่ายๆ ด้วยการก่อหนี้ ค่าใช้จ่ายภาครัฐจึงสูงมาก ในขณะที่ รายได้จากการเก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะคนกรีซ โดยเฉพาะชนชั้นกลางมักจะเลี่ยงภาษี 

ตั้งแต่มีเงินสกุลยูโร และนักลงทุนให้ความเชื่อมั่นกับเงินยูโร ทำให้ค่าเงินยูโรแข็ง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วจะส่งผลให้ความสามารถในการส่งออกของประเทศสมาชิกลดลง (เพราะของจะแพงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า) ซึ่งกรีซที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ จำเป็นจะต้องลดค่าเงิน (ให้เป็นไปตามกลไกตลาด) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในสินค้าหรือบริการที่ส่งออก แต่อนิจจากรีซนั้นโชคร้ายเหลือเกินครับท่านผู้อ่าน

กรีซไม่สามารถทำอะไรกับค่าเงินได้ จะลดก็ไม่ได้ เพราะเป็นเงินสกุลร่วมที่ใช้ร่วมกัน 16 ชาติ อีกทั้งยังทำให้การดำเนินนโยบายการเงินการคลังของกรีซไม่คล่องตัวเท่าที่ควร จริงๆ แล้ว เมื่อเศรษฐกิจทรุดตัวลง ค่าเงินควรจะอ่อน ตามกลไกตลาด แต่เมื่อผูกกับยูโรซึ่งแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ประมาณ 15% ในปี 2552 ทำให้ดูเหมือนว่าค่าเงินของประเทศกรีซแข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็น (ทั้งที่เศรษฐกิจแย่ค่าเงินควรจะอ่อน แต่กลายเป็นว่าค่าเงินแข็ง) ประกอบกับฐานะการคลังของประเทศซึ่งยํ่าแย่ตั้งแต่ใช้เงินถึง 9,000 – 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกในปี 2547 และมีการขาดดุลงบประมาณ 3.2% ของจีดีพีมาตั้งแต่ปีนั้น ยิ่งทำให้เศรษฐกิจกรีซทรุดตัวมากขึ้นแบบกู่ไม่กลับ 



นอกจากนี้วิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ที่เกิดจากซัพไพรม์ (Sub-Prime) ในสหรัฐอเมริกา ทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น รัฐมีภาระจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นและเมื่อค่าเงินแข็ง สินค้านำเข้าก็ดูเหมือนราคาถูก อุตสาหกรรมในประเทศก็แข่งขันยาก ประกอบกับกรีซพึ่งพารายได้จากการบริการเดินเรือและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยมีแรงงานถึง 60% อยู่ในภาคบริการ เมื่อเศรษฐกิจโลกทรุดตัว การค้าโลกลดลงเป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมเดินเรือจึงถูกกระทบ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วง 5 - 6 ปีที่ผ่านมาก็ถูกกระทบด้วยความหวาดกลัวเรื่องการก่อการร้าย โรคซาร์ส หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ 2009 กลายเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเข้าไปใหญ่ครับ 


และในที่สุดกรีซก็มาถึงทางตัน ต้องเข้าสู่กระบวนการขอความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 

 

ฉีดเงินเหมือนกินยาปฏิชีวะนะ

ในที่สุดประเทศสมาชิกอียูก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือกรีซเพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจของกรีซทรุดไปกว่านี้ เนื่องจากกระทบกับสหภาพยุโรปโดยรวมทั้งหมด ในเดือนธันวาคมปี 2553 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ได้ปล่อยกู้ให้กับประเทศกรีซที่กำลังประสบปัญหาหนี้สินและการขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรง เป็นจำนวนเงิน 2.5 พันล้านยูโรหรือประมาณ 1 แสนล้านบาท  ภายใต้เงื่อนไขตามสูตรของ IMF ที่ระบุว่า รัฐบาลกรีซจะต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดแบบเข้มงวดและต้องเร่งหามาตรการตัดลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง (สูตรให้ยาผิดนี้ เคยให้กับประเทศไทยในปี 2540 มาแล้ว) ไอเอ็มเอฟตั้งเป้าให้รัฐบาลกรีซเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมงบประมาณ  เพื่อให้เศรษฐกิจของกรีซที่กำลังตกต่ำดำดิ่ง ค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆ และตัดลดการขาดดุลงบประมาณของกรีซลงอีก 3 เปอร์เซ็นต์ในปี 2554 เงินกู้ก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนมูลค่า 110,000 ยูโรที่สหภาพยุโรป หรือ  "อียู" และกองทุนการเงินระหว่างประเทศตั้งขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. 2553 ที่ผ่านมาเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มยูโรโซนให้รอดพ้นจากภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจทั้งนี้  ซึ่งยอดรวมของเงินกู้ทั้งหมดที่กรีซได้รับ ตั้งแต่เกิดวิกฤติได้เพิ่มเป็นทั้งหมดกว่า 10,580 ล้านยูโรหรือราว 421,000 ล้านบาท

ตั้งแต่กรีซได้รับเงินกู้มา ก็ไม่ได้แสดงอาการฟื้นตัวแต่อย่างใด แถมยังขอเงินกู้เพิ่มอีก จนกระทั่งประธานยูโรโซน แถลงเมื่อเดือนตุลาคม 2554 นี้ ภายหลังการหารือในหมู่ขุนคลังชาติสมาชิกนาน 7 ชั่วโมงที่ลักเซมเบิร์ก ว่าต้องการให้กรีซปรับแผนลดการใช้จ่ายในปี 2013-2014 ให้รัดกุมขึ้น อันจะนำไปสู่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่ชัดเจนก่อนสิ้นเดือนนี้ในการอนุมัติเงินช่วยเหลือก้อนที่ 2 จำนวน 8,000 ล้านยูโรตามที่ตกลงกันในเดือนกรกฎาคม 2554 แต่ดูแววแล้ว จะฉีดเงินอีกกี่รอบก็คงเหมือนยาปฏิชีวะนะ คือดูอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น แต่โรคไม่หายขาดซะที อาการเศรษฐกิจทรุดคงจะวนเวียนกลับมาอีก

กินยาหม้อรักษาต้นเหตุของโรคจะดีกว่า

เงินกู้ที่ฉีดเข้าเส้นเลือดระบบเศรษฐกิจของกรีซในข้างต้น อาจจะไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากกรีซยังไม่สามารถบริหารจัดการปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างเต็มมือ อันติดข้อจำกัดของการเป็นสมาชิกสกุลเงินยูโร สิ่งที่กรีซทำได้คือการกู้เงิน และออกพันธบัตรเท่านั้น

ตั้งแต่กรีซเข้าร่วมยูโรมา กรีซเป็นประเทศที่เสียเปรียบจากค่าเงินที่แข็ง ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถโตจากภาคการผลิต และการส่งออกได้ ดังนั้นภาครัฐก็ทำได้แต่การอัดฉีดเงินสร้าง Mega Project มากมาย เพื่อสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ โดยหวังว่าจะเกิดการจ้างงาน แต่ไปๆ มาๆ จากปัญหาที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ทำให้รัฐบาลเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า หนี้ก็พอกพูนครับ ตอนนี้อาการของกรีซเริ่มจะเกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอื่นๆ จนกลายเป็นคำว่าประเทศ PIIGS นั่นก็คือ Portugal, Italy, Ireland, Greence and Spain ครับ

อย่าลืมว่าการใช้เงินสกุลยูโรนั้นไม่เหมือนกับการใช้เงินเหรียญสหรัฐ เพราะว่าเวลาประเทศในสหภาพยุโรปเป็นหนี้นั้น หนี้ที่เกิดขึ้นติดตัวไปกับประเทศสมาชิก แต่สหรัฐอเมริกานั้นไม่เหมือนกันครับ เพราะว่าหนี้สินของรัฐนั้นเป็นของรัฐบาลกลางทั้งหมด รัฐบาลกลางเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน และดอกเบี้ย โดยรัฐบาลท้องถิ่นทำหน้าที่ในการบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับ ดังนั้นการบริหารจัดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีระบบมากกว่า ปัญหาของกรีซในขณะนี้คือไม่สามารถกำกับควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนได้เลย ทำได้แต่เพียงกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ตัดงบประมาณ ค่าใช้จ่าย เพื่อให้สถานะการคลังกลับมาแข็งแรงในเกณฑ์เดียวกับประเทศสมาชิกอื่นเท่านั้น และหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเอง (ทั้งที่ความสามารถในการแข่งขันและส่งออก ไม่มี)

นั่นเป็นคำตอบว่าทำไมประเทศอังกฤษจึงไม่อยากจะเข้าร่วมวงสกุลเงินยูโร เนื่องจากจะสูญเสียการควบคุมในนโยบายการเงิน 

ทีนี้กรีซจะทำอย่างไรครับ สิ่งที่กรีซจะทำได้ตอนนี้ คือการกลับไปรักษาที่ต้นเหตุของโรคจริงๆ นั่นก็คือการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ในระยะสั้นดูแล้ว คงจะทำได้แต่เพียงการเพิ่มรายได้ของภาคบริการที่กรีซถนัดและมีทรัพยากรอยู่แล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่วนเรื่องหาวิธีในการกลับมาควบคุมเครื่องมือทางการเงิน คือ อัตราแลกเปลี่ยน  แต่ถึงขั้นจะออกจากการใช้เงินสกุลยูโรเลยหรือไม่นั้น คงเป็นคำตอบที่ต้องรอกันต่อไปครับ 

ที่มา: Economic Article by Dr Varanyu

---------------------------

เกี่ยวกับผู้เขียน


ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก Imperial Collge London ในสาขา Computational Mechanics ผ่านประสบการณ์การทำงาน เช่น ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม งานที่ปรึกษาโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารจัดการ เป็นอาจารย์พิเศษของวิทยาลัยนวัตกรรม และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) โครงการปริญญาโทการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น

ดร. วรัญญู เป็นนักเขียนผู้หนึ่งที่แบ่งปันความรู้ให้กับผู้อ่านของวิชาการดอทคอม และขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้กับสังคมไทย