กาลเวลาในพระพุทธศาสนา

Written by on . Posted in ทั่วไป, เทคโนโลยีพลังงาน




หน้าที่ 1 - กาลเวลาในพระพุทธศาสนา

ขอบคุณข้อมูลจากจุลสารก๊าซไลน์ ภายใต้ความร่วมมือของ ปตท.กับวิชาการดอทคอม
ที่มา : จุลสารก๊าซไลน์


             ในปัจจุบันนี้เรามีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำมากมายในวันหนึ่งๆ ซึ่งต้องแข่งขันกับเวลาเสียด้วย เพราะหากเราใช้ชีวิตไม่สมดุล สิ่งที่ตามมาก็คือ ปัญหาต่างๆ ที่เราต้องตามมาแก้ในภายหลัง เช่น หากใช้เวลาในการทำงานไม่เหมาะสม ปัญหาในการทำงานก็จะตามมา หรือหากทำงานมากเกินไปก็เป็นผลเสียต่อสุขภาพรวมถึงเรื่องการทำงานและครอบครัวหากเราไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย ความสุขที่เกิดจากการมีครอบครัวก็จะหายไป ธรรมะพักใจฉบับนี้จึงขอเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องกาลเวลาในพระพุทธศาสนา

             สำหรับพระพุทธศาสนานั้นได้มีพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้เกี่ยวกับกาลเวลาว่า “กาลเวลาย่อมกลืนตัวเองรวมทั้งสัตว์โลกทั้งหลาย” ซึ่งหมายความว่า เมื่อกลาเวลาผ่านไป ชีวิตทั้งหลายก็สั้นลงๆ และ เมื่อเวลาผ่านไปก็ทำให้เกิดอดีตที่ล่วงผ่านไป เกิดเป็นปัจจุบันขณะและมีอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้นกาลเวลานี้เองที่ทำให้เกิดความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป เกิดความไม่เที่ยง เกิดความทุกข์เกิดขึ้น

             หากกาลเวลาหยุดเดินไม่ล่วงไป ความไม่เที่ยง ความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป และความทุกข์ก็ย่อมจะไม่เกิดด้วย ดังเช่นร่างกายเรานี้ กาลเวลาผ่านไป เราก็เปลี่ยนจากเด็ก มาเป็นหนุ่มสาว เป็นผู้ใหญ่ มาเป็น คนแก่ จนถึงแตกสลายดับไป เพราะกาลเวลานี้เองที่ทำให้เรานำชีวิตร่างกายผ่านวัยเด็ก มาจนถึงปัจจุบันและจะดับไปในที่สุด ถ้าหากกาลเวลาหยุดความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงก็จะสิ้นสุด เช่นถ้าหากว่ากาลเวลาหยุดเมื่อเป็นเด็กนั้นเราก็จะเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลาไม่เลื่อนขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่

             ฉะนั้น กาลเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้ใช้เวลาให้ดี กล่าวคือ หากเราทำดีเวลาเช้าก็เช้าดี ทำดีเวลาบ่ายก็บ่ายดี ทำดีเวลาเย็นก็เย็นดี ทำดีเมื่อใดก็ฤกษ์งามยามดีเมื่อนั้น และเมื่อทำดีชีวิตนี้ก็เป็นชีวิตดีถ้าตรงกันข้ามก็ทำชั่ว ชีวิตนี้ก็เป็นชีวิตชั่ว ไม่ทำดีปล่อยให้กาลเวลาล่วงไปโดยปราศจากประโยชน์ ชีวิตนี้ก็เป็นชีวิตเปล่า

             ดังนั้น จึงมีพระพุทธภาษิตตรัสเตือนเอาไว้ว่า “ความดี ความเพียร ควรรีบกระทำเสียตั้งแต่วันนี้ทีเดียว เพราะว่าใครเล่าจะรู้ว่าความตายจะมาต่อหรือไม่ในวันพรุ่งนี้” การที่เราเป็นผู้ที่มีศรัทธาพื้นฐาน อยู่ในพระพุทธศาสนาและได้ถึงพระพุทธเจ้าพระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะคือที่พึ่ง ย่อมจะบังเกิดหิริความละอายใจต่อความชั่วโอตตัปปะความเกรงกลัวต่อความชั่วเป็นเหตุให้หยุดไม่ทำความชั่วต่างๆ หรือเมื่อกำลังทำอยู่ก็หยุดได้

             ส่วนผู้ที่ไม่มีศรัทธาและไม่ได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะแม้นึกได้ ก็ไม่เกิดหิริไม่เกิดโอตตัปปะ ก็อาจจะยังหยุดยั้งไม่ได้แต่แม้เช่นนั้นหากได้สติดังนี้บ่อยๆแล้วก็อาจจะเกิดหิริเกิดโอตตัปปะขึ้นได้ อาจหยุดยั้งได้ เพราะทุกๆคนนั้นมีจิตใจซึ่งเป็นธาตุรู้ และทุกคนย่อมจะสำนึกในบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์น้อยหรือมากอยู่ด้วยกัน

             ฉะนั้นการที่เราพิจารณาอยู่เนืองๆ ว่าวันคืนที่ล่วงไปแล้วเรากำลังทำอะไร อยู่เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะเป็นสิ่งที่ให้เราได้รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นเป็นประโยชน์ เป็นโทษ เป็นสิ่งที่ทำอย่างคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปหรือไม่ การที่เรามีสติพิจารณาผลที่เกิดจากการกระทำของเรา จะก่อให้เกิดปัญญาว่าสิ่งดีหรือสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเรานั้นเกิดจากการกระทำอันใดของเรา

            
 เพราะฉะนั้นหากเรามีสติบ่อยๆ ในวันหนึ่งๆ เราย่อมมี หิริโอตตัปปะ หยุดยั้งทำความชั่วได้ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นอยู่สม่ำเสมอ ก่อให้เกิดการเลือกเฟ้นที่จะทำแต่ความดี เมื่อเราทำแต่ความดีจิตใจของเราก็จะเกิดเป็นปิติ จะเกิดความเพียรพยายามที่จะทำดียิ่งๆ ขึ้นไป ดังนั้นถึงแม้ว่ากลาเวลาจะล่วงไป ผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญญาของเราจะเพิ่มพูนมากขึ้น เรื่อยๆ สามารถ เลือกเฟ้นว่าสิ่งไหนควรทำสิ่งไหนควรขจัดทิ้งไปเพื่อก่อให้เกิดแต่ส่องที่ดี สิ่งที่มีประโยชน์ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงผ่านไปเปล่าๆขอให้ผู้อ่านทุกท่านพึงพิจารณาด้วยปัญญาเถิด



แสดงความคิดเห็น