vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
สัตว์ตระกูลไพรเมท
My first brain (122,780 views) first post: Thu 23 February 2012 last update: Thu 23 February 2012
เรามาทำความรู้จักกับสัตว์ตระกูลไพรเมท (primate) หรือตระกูลลิง ว่าตัวใดบ้างกำลังจะสูญพันธุ์ไปโดยที่เรายังไม่ทันจะได้ทำความรู้จักมันเลย ? บีบีซีนิวส์ได้รวบรวมไว้...

หน้าที่ 1 - สัตว์ตระกูลไพรเมท ที่ควรรู้จัก


           สัตว์ในตระกูลลิง (สัตว์ตระกูลไพรเมท) นี้มีอีกหลายชนิดที่เราอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็กำลังจะสูญพันธุ์ไป บางชนิดอาศัยอยู่ในพื้นที่จำเพาะอันโดดเดี่ยว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่หรือประชากรเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลกระทบมหาศาล

           เรามาทำความรู้จักกับสัตว์ตระกูลไพรเมท (primate) หรือตระกูลลิง ว่าตัวใดบ้างกำลังจะสูญพันธุ์ไปโดยที่เรายังไม่ทันจะได้ทำความรู้จักมันเลย ? บีบีซีนิวส์ได้รวบรวมไว้ ดังนี้

1. ลิงลม (Slow lorises) หรือชื่อวิทยาศาสตร์ นิคติซีบัส เอสพีพี (Nycticebus spp)



           ด้วยความน่ารักคล้ายทารก รูปร่างเหมือนเด็กอ่อน มีดวงตากลมโตและมือเล็กจิ๋วเกือบเหมือนมือของคน แอนนา เนการิส (Anna Nekaris) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องลิงลมจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดบรูกส์ (Oxford Brookes University) ในอังกฤษ ให้ความเห็นว่าเป็นเหตุผลที่คนจากโลกตะวันตกหลงเสน่ห์สัตว์ชนิดนี้ และเป็นความเอ็นดูที่นำไปสู่การสูญพันธุ์ และทันทีที่ปรากฏคลิปความน่ารักของลิงลมใน "ยูทูป" ก็ส่งผลให้คำสั่งซื้อลิงลมเพิ่มสูงลิ่ว

           ลิงลมเป็นสัตว์หากินกลางคืนและเป็นสัตว์กินเนื้อ พบได้ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีหางยาว มีกระดูกสันหลังพิเศษ และมีมือที่เก็บซ่อนนิ้วเพื่อให้มันจับเหยื่อและเคลื่อนที่ไปทั่วได้โดยไม่เป็นที่สังเกต นอกจากนี้ยังมีพิษที่ซ่อนอยู่ในข้อศอก ที่ลิงลมจะใช้ผสมกับน้ำลายเมื่อกัด ซึ่ง ศ.คอลิน โกรฟส์ (Professor Colin Groves) จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) กล่าวว่าเมื่อนำไปเป็นสัตว์เลี้ยง จึงต้องถอนฟันหน้าและเขี้ยวของลิงลมออก

           "ผู้จัดหาสัตว์อย่างผิดกฎหมายจะใช้คีมดึงฟันออก ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก และหมายความว่าลิงลมจะไม่สามารถกินอาหารเองได้ ดังนั้น ปกติแล้วพวกมันก็จะตายในเวลาไม่นานหลังจากมีการซื้อขายกันแล้ว" ศ.โกรฟส์กล่าว

           "อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) หรือไซเตส (CITES) กำหนดว่าห้ามซื้อขายสัตว์ชนิดนี้อย่างเด็ดขาด แต่เนการิสก็พบว่าลิงลมถูกจับใส่กล่องและถูกขายอย่างไร้มนุษยธรรมบนถนนในกรุงจาร์กาตา อินโดนีเซีย โดยสัตว์ชนิดนี้ถูกขายให้คนรวยในอินโดนีเซีย รัสเซีย จีนและญี่ปุ่น

           เนการิสกล่าวว่า เกาะชวาเป็นจุดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และมีคนร่ำรวยจำนวนมากที่พยายามและอยากได้ลิงลมไว้เป็นสัตว์เลี้ยงแปลกๆ ตอนนี้มีลิงลม 5 ชนิดหรือสปีชีส์ที่ถูกค้นพบแล้ว โดยลิงลมชวา (Javan slow loris) เป็นชนิดที่เสี่ยงสูญพันธุ์มากที่สุด ส่วนลิงลมชนิดอื่นก็ถูกคุกคามจากการค้าสัตว์ผิดกฎหมายเช่นกัน

2. ลิงแคระกาลาโกรอนโด (Rondo dwarf galago) หรือ กาลาโก รอนโดเอนซิส (Galago rondoensis)



           "เมื่อผู้คนนึกถึงสัตว์ตระกูลไพรเมทก็จะนึกถึงลิงชิมป์และกอริลลา แต่ลืมลิงกาลาโกเหล่านี้ แต่สัตว์หากินกลางคืนจากแทนซาเนียชนิดนี้ก็มีดำรงชีวิตบนสายวิวัฒนาการที่เร่งด่วน โดยแยกสายจากลิงลมเมื่อ 40 ล้านปีก่อน สัตว์หากินกลางคืนชนิดนี้เล็กจิ๋วมาก และหนักไม่ถึง 100 กรัม อีกทั้งยังมีเสียงร้องที่ไพเราะ สามารถกระโดด ซึ่งลิงลมทำไม่ได้ และถึงแม้ไม่ถูกล่าแต่ก็เสี่ยงสูญพันธุ์ เนื่องจากประชากรของลิงชนิดนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่ถึง 100 ตารางกิโลเมตร พวกมันกำลังทุกข์ร้อนจากการสูญเสียที่อยู่อาศัย

3. ลิงทาร์เซียร์ส (Tarsiers) หรือ ทาร์เซียส เอสพีพี (Tarsius spp) 



           สัตว์หากินกลางคืนตัวนี้เป็นไพรเมทที่มีขนาดเล็กสุดบนโลกใบนี้ แต่มีชนิดที่รู้จักแล้วถึง 10 สปีชีส์ หนึ่งในนั้นคือ ลิงทาร์เซียร์สเกาะเซียอู (Siau Island tarsier) กำลังอยู่ในวิกฤตใกล้สูญพันธุ์ และติดอยู่ในบัญชีแดงวิกฤตเสี่ยงสูญพันธุ์ของสหพันธ์นานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature)

           ลิงทาร์เซียสดังกล่าวที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ทราเซียส ทัมปารา (Tarsius tumpara) ซึ่งไมรอน เชเกลเล (Myron Shekelle) นักไพรเมทวิทยา กล่าวว่า ลิงทราเซียสชนิดกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์จากการสูญเสียที่อยู่อาศัย และบอกด้วยว่าทั้งลิงทราเซียสและลิงลมต่างเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า กลับขั้วกับการสูญเสียถิ่นที่อยู่อย่างสิ้นเชิง และเขายังกล่าวถึงความยากลำบากในการทำให้คนจำนวนมากเข้าใจว่าเรื่องนี้ยากแค่ไหน การออกกฏหมายและบังคับให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย บางพื้นที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์แต่ก็เป็นพื้นที่ส่วนน้อย ในขณะที่การทำลายล้างกลับเป็นฝ่ายมีชัยเสมอ

           ด้วยพื้นที่อาศัยของลิงลมที่อยู่ในเขตภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น และหากเกิดการปะทุขึ้นมาก็สามารถกวาดล้างสิ่งมีชีวิตให้หายไปได้อย่างมาก แต่นักอนุรักษ์ก็ยังต้องเผชิญปัญหาอื่นอีกนั่นคือ "พรานในท้องถิ่น" โดยลิงจิ๋วชนิดนี้จะถูกล่าไปทำเมนูย่างที่เสิร์ฟพร้อมด้วยซอสรสจัดจ้าน ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองที่เรียกว่า "โตลา-โตลา" (tola-tola) ซึ่งจากสิ่งที่เชเกลเลรู้นั้นคนท้องถิ่นจะให้ความสนใจอาหารพื้นเมืองจากสัตว์ป่านี้ในฐานะเมนูเพิ่มความเป็นชาย

4. ลิงจมูกเชิดพม่า (Burmese snub-nosed monkey) หรือ ไรโนพิเธคัส (Rhinopithecus strykeri) 



           นักวิทยาศาสตร์จำแนกลิงชนิดนี้ได้เมื่อพบพรานท้องถิ่นทางตอนเหนือของพม่าพร้อมกับหนังและกระโหลกของลิง ซึ่งลักษณะพิเศษของลิงชนิดนี้คือมีกระจุกขนสีขาวที่หู และมีหนวดที่คาง มีริมฝีปากยื่นออกมาและกว้างผิดปกติ แล้วก็มีรูจมูกเชิดขึ้น

           วินเซนต์ นิชมัน (Vincent Nijman) ผู้เชี่ยวชาญไพรเมทจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดบรูกส์ กล่าวว่าผู้ที่ทำการจำแนกลิงชนิดนี้เชื่อว่ามีลิงดังกล่าวเหลือไม่เกิน 200 ตัว โดยเพิ่งมีการพบและจำแนกชนิดเมื่อปี 2010 และภายใน 5 ปีก็มีโอกาสสูญพันธุ์ได้ โดยเขาเชื่อว่าเมื่อ 2-3 ร้อยปีก่อนน่าจะมีลิงชนิดนี้อยู่หลายพันตัวอยู่ทั่วภาคเหนือของพม่า นอกจากนี้ลิงจมูกเชิดสกุลอื่นๆ ซึ่งเป็นสัตว์ประจำถิ่นในจีนและเวียดนามก็ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงเช่นกัน

           ถ้าคุณเป็นไพรเมทในเวียดนาม ลาว หรือตอนล่างของจีน เรื่องราวของคุณคงไม่เป็นไปในทิศทางที่ดีนัก เหลือแค่ว่าจะถึงเวลาที่คุณจะจากไปเมื่อไร และถ้ามองไปยังภูมิภาคอื่นอย่างมาสดากัสการ์ มันจะเป็นเรื่องของการแข่งกับเวลา ว่าใครจะไปถึงก่อนกัน ระหว่าง นักวิทยาศาสตร์ นักล่าสัตว์หรือนายพราน" นิชมันให้ความเห็น

5. ลิงคีปันจิ (Kipunji) หรือ รุงเวเซบัส คีปันจิ(Rungwecebus kipunji)



           ดร.ทิม ดาเวนพอร์ท (Dr.Tim Davenport) ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society: WCS) ในแทนซาเนีย กล่าวว่าลิงชนิดมีความพิเศษและคาดว่าเหลือในธรรมชาติไม่เกิน 1,200 ตัว และเป็นลิงสกุล (genus) ใหม่ที่ถูกค้นพบเมื่อ 80 ปีที่แล้ว และแม้ว่าจะเป็นญาติใหล้ชิดกับลิงบาบูน แต่ลิงคีปันจิไม่ได้อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสวันนาเหมือนกัน หากแต่อาศัยอยู่บนต้นไม้ และเพื่อปรับตัวอาศัยอยู่ป่าที่มีต้นไม้สูง ลิงชนิดนี้จึงวิวัฒนาการให้มีขนที่หนายาว มีเครายาว และมีโหนกสูงที่หัว

           ดร.ดาเวนพอร์ทกล่าวว่าปลายหางสีขาวของลิงอาจใช้เพื่อการสื่อสารบนยอดไม้ และลิงชนิดนี้ยังคงมีบางพฤติกรรมคล้ายคลึงกับลิงบาบูน นอกจากนี้ยังมีเสียงร้องเห่าหอนอันดังและแตกต่างไปจากลิงอื่นๆ ส่วนถิ่นที่อยู่นั้นเป็นป่า 2 แห่งที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมกัน โดยมีพื้นขวางกั้นกว้าง 350 กิโลเมตร แต่ลิงเหล่านี้ก็กำลังถูกคุกคามจากการสูญเสียพื้นที่ป่าไปเพื่ออุตสาหกรรมการตัดไม้ การเกษตร การผลิตถ่านกิน รวมถึงการถูกล่า สถานการณ์ของไพรเมทชนิดนี้คล้ายกับไพรเมทขนาดเล็กๆ ทั้งหลาย ซึ่งตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ก่อนที่เราจะได้รู้จัก


อขอบคุณข้อมูลจาก My first brain



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง





pron_one
()

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 67,864 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 3 ปี
แบ่งปันความรู้ 8 ครั้ง
ได้รับดาว 309 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in1.1345 seconds !