เรื่อง มด มด

เรื่อง มด มด

           

          มด เป็นสัตว์ในวงศ์ Formicidae อันดับ Hymenoptera  มีจำนวนชนิดมากกว่า 12,000 ชนิด โดยพบมากในเขตร้อนของโลก มดมีการสร้างรังเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ บางรังมีจำนวนประชากรมากถึงล้านตัว มีการแบ่งวรรณะกันทำหน้าที่คือ วรรณะมดงาน ป็นมดเพศเมียเป็นหมัน ทำหน้าที่หาอาหาร สร้างและซ่อมแซมรัง ปกป้องรังจากศัตรู ดูแลตัวอ่อน และงานอื่นๆ ทั่วไป เป็นวรรณะที่พบได้มากที่สุด วรรณะสืบพันธุ์ เป็นมดเพศผู้ และ ราชินี เพศเมีย มีหน้าที่สืบพันธุ์ เนื่องจากมดเป็นสัตว์ในวงศ์ Formicidae จึงสามารถผลิต กรดมดหรือกรดฟอร์มิก ได้เป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์ในวงศ์นี้

          มดเป็นแมลงที่พบในระบบนิเวศบกต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อน มีการคาดคะเนว่าในโลกนี้มีมดอยู่ประมาณ 10,000 ชนิด แต่ที่พบแล้วมีประมาณ 8,800 ชนิด สำหรับประเทศไทยคาดว่ามีมดประมาณ 800 - 1,000 ชนิด ที่รู้จักกันมีไม่กี่ชนิด เช่น มดคันไฟ มดแดง มดดำ มดตะนอย ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมดที่พบในบ้าน ที่เหลือเป็นมดอยู่ในป่าต่างๆ

 รูปร่างทั่วไปของมด

ภาพ:Ant4.jpg

          ลักษณะภายนอกของมดโดยทั่วไปก็เหมือนกับแมลงกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ ลำตัวแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง แต่ที่พิเศษแตกต่างไปจากแมลงกลุ่มอื่นเพิ่มขึ้นมาก็คือ มีเอว (waist) แต่ละส่วนจะมีอวัยวะและลักษณะต่างๆ ปรากฏซึ่งจะแตกต่างไปตามแต่ละชนิด

  ส่วนหัว
          เป็นส่วนแรกของลำตัว มีรูปร่างหลายแบบ เช่น ห้าเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม วงรี หรือหัวใจ เป็นที่ตั้งของอวัยวะที่สำคัญบางชนิด ได้แก่

  หนวด ( Feeler )
          เป็นลักษณะหนึ่งที่แตกต่างไปจากแมลงกลุ่มอื่น คือ เป็นแบบหักข้อศอก (geniculate) โดยทั่วไปจำนวนปล้องหนวดของมดงานอยู่ในช่วง 4-12 ปล้อง ส่วนใหญ่มี 12 ปล้อง ปล้องแรกเรียกว่า ฐานหนวด (scape) มีลักษณะค่อนข้างยาวกว่า ปล้องที่เหลือรวมกัน พบได้ในมดงานและราชินี ส่วนเพศผู้ ส่วนมากมีฐานหนวดสั้นมากกว่าปล้องที่เหลือรวมกัน ปล้องที่เหลือ
จากฐานหนวดเรียกว่า ปล้องหนวด (funiculus) มีจำนวน 3-11 ปล้อง แต่ละปล้องโดยทั่วไปสั้นกว่ามากเมื่อเทียบกับฐานหนวด หนวดส่วนใหญ่ทำหน้าที่ในการสื่อสารต่างๆ จัดเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการรับความรู้สึก

  ตา ( Eye )
          แบ่งออกได้เป็นตาเดี่ยวกับตารวม มดส่วนใหญ่จะมีตารวม บางชนิดไม่มีตารวม ตั้งอยู่บริเวณส่วนหน้าหรือด้านข้า ของส่วนหัว มีขนาดตั้งแต่เป็นจุดเล็กๆจนถึงขนาดใหญ่ ส่วนมากเป็นรูปวงกลม มีบ้างที่เป็นรูปวงรีหรือรูปไต มีหน้าที่สำหรับการมองเห็น ส่วนตาเดี่ยว โดยทั่วไปมี 3ตา อยู่เหนือระหว่างตารวม ส่วนมากพบในเพศผู้และราชินี สำหรับมดงานพบมากในมดเขตหนาวไม่ได้ใช้ในการมองเห็น

  ปาก (Pincher) มดมีปากแบบกัดกิน (chewing type) มีกรามที่แข็งแรงและขนาดใหญ่ เป็นส่วนที่เห็นชัดที่สุดของปากรูปสามเหลี่ยม กึ่งสามเหลี่ยม หรือเป็นแนวตรง ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญในการจับเหยื่อและป้องกันตัว ทำให้มดส่วนใหญ่เป็นพวกกินสัตว์ อย่างไรก็ตาม มดก็มีอวัยวะที่ใช้ในการดูดน้ำหวานด้วยเช่นกัน

  ส่วนอก
          เป็นส่วนที่สองของลำตัวเป็นรูปทรงกระบอก อกของมดจะไม่ใช้คำว่า thorax แต่จะใช้ alitrunk แทน เนื่องจากอกของมดประกอบด้วย อกปล้องแรก อกปล้องที่สอง และอกปล้องที่สาม แต่อกปล้องที่สามนี้จะรวมกับท้องปล้องที่หนึ่ง ซึ่งเรียกว่า propodeum ส่วนอกจะเป็นที่ตั้งของส่วนขาและปีก (สำหรับราชินีและเพศผู้) มดงานจะมีส่วนอกปกติ ยกเว้นราชินีอกมีขนาดใหญ่กว่าปีก จะพบในมดเพศผู้และราชินีเท่านั้น มดบางชนิดสันหลังอกและอกปล้องที่สองเชื่อมติดกัน เช่นเดียวกับอกปล้องที่สามกับท้องปล้องที่หนึ่ง มดบางชนิดสันหลังอกมีหนามหรือตุ่มหนาม บางชนิดอาจเป็นแผ่นคล้ายโล่ห์ ขาของมดส่วนมากค่อนข้างยาว ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไวมาก ความยาวของขาและรูปร่างของขามดนั้นจะถูกกำหนดโดยพฤติกรรมต่างๆ

  ส่วนเอว
          เป็นส่วนที่สามของมด คือ petiole เป็นปล้องที่สองของส่วนท้อง อาจเป็นก้าน ปุ่ม หรือแผ่น ส่วนถ้ามีสองปล้องคือ petiole กับ post petiole เป็นปล้องที่สองกับปล้องที่สาม postpetiole อาจเป็นปุ่มหรือรูปทรงกระบอกก็ได้ มดบางชนิด petiole อาจมีหนาม 1 คู่

  ส่วนท้อง
          เป็นส่วนท้ายของลำตัวมด เรียกว่า gaster โดยทั่วไปมีรูปร่างทรงกลม แต่บางชนิดเป็นรูปหัวใจหรือทรงกระบอก ปลายส่วนท้องของมดงานส่วนใหญ่มีเหล็กไน บางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการเจ็บปวดได้ สำหรับชนิดที่ไม่มีเหล็กไนก็จะเป็นช่องเปิดเล็กๆสำหรับขับสารป้องกันตัวออกมา

 การสื่อสารของมดantmove.gif (8964 bytes)
           เนื่องจากมดเป็น สัตว์สังคมที่อยู่ร่วมกันโดยแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบอย่างเป็นระบบบางชนิดมีรังมหึมา ซึ่งมีมดอยู่ร่วมกันถึง 22 ล้านตัว อยู่กันอย่างเป็นระเบียบไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งหรือเกี่ยงงานกัน จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างมากว่า  มดจัดระบบประชากรให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างไร?? นักวิทยาศาสตร์จึงสนใจที่จะศึกษาการดำรงชีวิตของมด เช่น มดสื่อสารกันได้อย่างไร

          จากการศึกษาพบว่ามดสื่อสารกันโดยใช้อวัยวะที่เรียกว่า หนวดสัมผัสกันและใช้สารเคมีที่ปล่อยออกมา นักวิทยาศาสตร์บางท่านยังเชื่อว่ามดบางชนิดสามารถใช้เสียงสื่อสารกันได้ด้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามดบางชนิดเมื่อไปพบแหล่งอาหารก็จะปล่อยสารเคมีชนิดหนึ่งออกมาจาก ต่อมภายนอก (Exocrine gland) ที่เรียกว่า ต่อมดูเฟอร์ (Dufoue's gland) สารเคมีชนิดนี้เรียกว่า ฟีโรโมน มดจะปล่อยฟีโรโมนขณะเดินไปพบอาหาร และยังพบอีกว่า ฟีโรโมนนี้จะระเหยได้ ทำให้ปริมาณของฟีโรโมนจะจางลงไปเรื่อยๆ ฟีโรโมนของมดบางชนิดจะจางหายไปในเวลาไม่เกิด 100 วินาที
ซึ่งการระเหยของสารเคมีนี้มีประโยชน์ต่อการสื่อสารของมด กล่าวคือถ้าแหล่งอาหารเก่าหมด เจอแหล่งอาหารใหม่ มดจะสามารถติดตามกลิ่นใหม่ไปยังแหล่งอาหารได้ถูกต้อง ไม่สับสนกับกลิ่นเดิม นอกจากนี้ยังพบว่ามดชอบเดินตามรอยฟีโรโมนที่มีกลิ่นแรงมากกว่ากลิ่นที่จาง

          Beckers, Deneuberg และคณะ พบว่า มดสามารถหาเส้นทางที่สั้นที่สุดจากรังไปสู่แหล่งอาหารได้ ถึงแม้จะมีสิ่งอื่นมารบกวนระหว่างเส้นทางที่เดินทางก็ตาม ดังตัวอย่างการทดลองนำอาหารไปไว้ใกล้รังมด เขาพบว่ามดจะเดินตามกันไปและกลับตามเส้นตรงที่ลากไว้ระหว่างรังกับอาหาร ดังภาพ
          การเดินตามกันไปนี้ มดจะเดินตามกลิ่นของฟีโรโมนที่มดตัวหน้าปล่อยไว้ เพราะฉะนั้นปริมาณฟีโรโมนตามเส้นทางจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามจำนวนมดที่เดินไป ถึงแม้จะมีบางส่วนระเหยไปบ้างก็ตาม และพบว่า  มดจะเดินไปตามเส้นทางที่มีปริมาณฟีโรโมนเข้มข้นกว่าเส้นทางที่มีปริมาณฟีโรโมนเจือจาง จากความรู้ดังกล่านี้ Beckers ใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อไปว่า มดสามารถค้นหาเส้นทางที่ไปยังแหล่งอาหารที่มีระยะทางสั้นที่สุดได้อย่างไร เขาทำการทดลองโดยนำสิ่งกีดขวางไปกั้นบนเส้นทางเดินของมดระหว่างรังมดกับอาหารดังภาพ
          เมื่อมีสิ่งกีดขวางกั้นทางเดินของมด มดก็จะพยายามเดินไปข้างหน้าตามกลิ่นของฟีโรโมน แต่ก็ไปไม่ได้ มีทางเลือก 2 ทางที่ทำได้ คือจะเดินอ้อมไปทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งเขาคาดว่ามดจำนวนครึ่งหนึ่งควรจะเดินอ้อมไปทางซ้าย และอีกครึ่งหนึ่งอ้อมไปทางขวางและทั้ง 2 กลุ่ม จะมาพบกันตามเส้นทางเดิมที่มีกลิ่นฟีโรโมน ดังภาพ
          แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่า  เส้นทางที่มีระยะสั้นกว่าจะได้รับกลิ่นของฟีโรโมนที่ตกค้างอยู่ตามทางเดินเดิมได้แรงกว่าเส้นทางที่ยาวกว่า มดส่วนใหญ่จึงเลือกเดินอ้อมสิ่งกีดขวางไปในเส้นทางที่มีระยะสั้นกว่า และมดส่วนใหญ่ที่เดินทางนี้จะปล่อยฟีโรโมนออกมาสะสมในเส้นทางนี้มากขึ้น และจากข้อเท็จจริงที่ว่ามดชอบเดินตามกลิ่นฟีโรโมนที่แรงมากกว่าที่มีกลิ่นฟีโรโมนจางกว่า มดทุกตัวจึงเลือกเดินอ้อมสิ่งกีดขวางที่มีระยะทางสั้นกว่า ดังในภาพ 
          จึงกล่าวได้ว่า  การค้นหาเส้นทางที่มีระยะทางที่สั้นที่สุดจากรังไปยังอาหารของมดสัมพันธ์กับรูปร่างของสิ่งกีดขวางและพฤติกรรมการแยกย้ายไปหาอาหารของมด 

          จากการศึกษาของ Beckers ผู้เขียนจึงได้ไปทดลองกับมดตัวเล็กๆ สีน้ำตาลที่ไต่ตามฝาบ้านมายังเศษอาหารที่อยู่บนโต็ะ ดังภาพ ก พบว่า เมื่อนำหลอดกาแฟพลาสติกตัดเป็นท่อนสั้นๆ บีบให้แบนแล้วไปคั่นระหว่างเส้นทางที่มดเดินไปหาอาหารโดยให้ด้าน C สั้นกว่าด้าน B ดังภาพ ข พบว่ามดตัวแรกๆ ที่เกินมาปะทะกับสิ่งกีดขวาง ส่วนใหญ่จะหันหลังไปในทิศทางเดิมที่เดินมา ขณะที่หันหลังกลับก็จะหันหน้าไปชนกับมดที่เดินตามหลังมา เมื่อหันหน้ามาชนกับมดตัวใดมดตัวนั้นก็จะหันกลับไปด้วย เมื่อมีมดหันหลังกลับไปชนมดตัวอื่นมากขึ้นก็จะพากันหันหลังกลับมากขึ้น แต่จะมีมดบางกลุ่มที่ไม่ยอมหันหลังกลับจะออกันอยู่ในบริเวณที่มีหลอดกาแฟคั่น และจะมีมด 1 - 2 ตัวเดินอ้อมมาทางด้าน C บางตัวเดินมาทางด้าน B แต่ไม่เดินอ้อมสิ่งกีดขวาง สักครู่ก็จะมีมดเดินอ้อมมาทางด้าน C เพิ่มขึ้นอีกสองตัว ในไม่ช้ามดจะพากันเดินอ้อมมาทางด้าน C แล้วเดินมาที่เส้นทางเดิม แล้วเดินต่อไป ดังภาพ ค แต่จะมีมดบางตัวเดินไปตามเส้นทางใหม่ และมีมดบางกลุ่มเดินตามเส้นทางใหม่ตามไปด้วย และเส้นทางใหม่นี้ก็จะมีระยะสั้นกว่าเส้นทางเดิม ดังภาพ ง
       
  ชีวิตของมด
          ชีวิตของมดโดยทั่วไปเริ่มด้วย ราชินี 1 ตัวจะบินออกจากรังที่เป็นบ้านอาศัยพร้อมด้วยราชินีและมดเพศผู้ตัวอื่นๆด้วยและจากรังอื่นๆในบริเวณใกล้เคียง ราชินีจะค้าหาที่สำหรับผสมพันธุ์ โดยปกติจะถูกดึงดูดด้วยวัตถุขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น ต้นไม้สูงๆ ไม้พุ่มขนาดใหญ่ และยอดเนินเขา บริเวณเหล่านี้จะเป็นที่พบกันสำหรับราชินีและมดเพศผู้ที่มาจากหลายรัง ทำให้สามารถพบกัน ราชินีก็จะผสมพันธุ์กับมดเพศผู้ 1 ตัว หรือ 2-3 ตัว

          ขณะยังคงบินอยู่ในอากาศแต่เป็นช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นก็จะทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน ราชินีจะค้นหาพื้นที่ทำรังที่เหมาะสม พื้นที่ราชินีค้นหานั้นแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดและสามารถมีขอบเขตตั้งแต่ยอดไม้จนถึงใต้ดิน ข่วงที่ราชินีค้นหาหรือขณะที่พบพื้นที่ที่เหมาะสมแล้วราชินีจะกัดปีกหรือสลัดปีกออกเนื่องจากไม่ ต้องการใช้แล้วจากนั้นราชินีจะห่อหุ้มตัวเองด้วยปลอกขนาดเล็ก ๆ และวางไข่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ราชินียังคงอยู่ในรังกับครอบครัว
ภาพ:Ant.jpg

         ขณะที่กำลังเจริญเติบโต ตัวหนอนที่กำลังเจริญเติบโตจะกินไข่ที่ไม่ได้ผสม  ซึ่งราชินีจะวางไข่โดยเฉพาะสำหรับเป็นอาหาร มดงานรุ่นที่ 1 มีขนาดเล็กกว่ามดงานรุ่นถัดๆมาเพราะว่าราชินีสามารถจัดเตรียมอาหารในปริมาณที่กำจัด เมื่อเปรียบเทียบกับการหาอาหารของมดงาน เมื่อมดงานเป็นตัวเต็มวัย ก็จะเริ่มออกจากรังและหาอาหาร โดยการจับเหยื่อกลับมาให้ราชินีและครอบครัวที่เพิ่มขึ้น กลุ่มมดพัฒนาขึ้น เพราะว่ามีมดงานตัวเต็มวัยมากขึ้น มดงานรุ่นใหม่ควบคุมดูแลครอบครัวรวมทั้งนำอาหารเพิ่มขึ้น ที่ระยะนี้ ราชินีจะลดกิจกรรมในการวางไข่และมดงานเข้ารับหน้าที่ทั้งหมดภายในรัง ราชินียังคงมีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตกลุ่มมดทั่วไป เพราะว่าราชินีจะควบคุมกิจกรรมของมดงานทั้งหมดในรังด้วยการส่งสารเคมี

          รูปแบบการค้าหารังตามข้างบนเป็นรูปแบบหนึ่งที่พบทั่วไปและแพร่กระจายมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังมีมดอีกจำนวนมากที่แตกต่างไปจากนี้ ตัวอย่างเช่น การผสมพันธุ์อาจเกิดขึ้นบนหรือในรัง ราชินีหลายตัวสร้างรังร่วมกันและอาศัยอยู่ร่วมกันหรือต่อมาก็ต่อสู้กันในการกำหนดราชินีที่เหลืออยู่ภายในรัง ส่วนราชินีตัวอื่น ๆ ถูกบังคับให้ออกไปหรือถูกฆ่าตาย
มดดำตัวใหญ่ๆ

          ส่วนในบางชนิดนั้นกลุ่มใหม่ถูกสร้างเมื่อราชินีใหม่ออกจากรังไปพร้อมกับมดงานจำนวนหนึ่งและกำหนดถิ่นฐานใหม่ที่ห่างไกลออกไป ราชินีหาอาหารข้างนอกรังก่อนที่มดงานรุ่นที่ 1 จะเกิดขึ้น เป็นต้น ขณะที่กลุ่มมดงานจะเข้าสู่วัยแก่ ราชินีจะเริ่มผลิตราชินีและมดเพศผู้ในรุ่นถัดไป ปัจจัยหลายประการที่เป็นตัวกำหนดการผลิตราชินีใหม่ประกอบด้วย เวลาในรอบปี อาหารที่เป็นประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน ขนาดและที่บรรจุไข่ที่วาง ฟีโรโมนหรือฮอร์โมนที่ผลิตโดยราชินีและอายุของราชินี ส่วนการผลิตมดเพศผู้นั้นถูกกำหนดโดยกลไกอย่างง่ายๆกว่าราชินี ตัวหนอนของราชินีและมดเพศผู้ใหม่จะคล้ายกับตัวหนอนของมดงานแต่โดยทั่วไปมีขนาดใหญ่กว่า เมื่อเป็นตัวเต็มวัยระยะแรกจะยังคงอยู่ในรังก่อนเพื่อคอยภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในการเริ่มต้นออกจากรัง สภาพที่เหมาะสมนี้จะเป็นสาเหตุสำคัญในการกระตุ้นการออกจากรังของราชินีและมดเพศผู้เมื่อออกจากรังไปแล้ว ราชินีจะผสมพันธุ์และสร้างรังใหม่ภายใน 2-3 วันเท่านั้น ขณะที่มดเพศผู้โดยทั่วไปจะตายภายใน 2-3 วันหลังออกจากรัง

  การหาอาหารของมด
         ถ้าดูที่ส่วนปากของมดแล้วพบว่า จะมีส่วนที่ใช้กัดและกินรวมไปถึงส่วนที่ใช้ดูดด้วย ดังนั้นมดส่วนมากสามารถดูดน้ำเลี้ยงพืชหรือของเหลวจากแมลงที่ขับถ่ายออกมาได้ รวมไปถึงการกัดและกินพืชที่ตายแล้วหรือชิ้นส่วนของสัตว์  มดงานส่วนใหญ่เป็นพวก ตัวห้ำหรือกินซากสัตว์ (scavengers) อาหารของมดนั้นค่อนข้างกว้าง ประกอบด้วย สัตว์ที่ขาเป็นปล้องและเมล็ดพืช มดตัวเต็มวัยกินอาหารที่เป็นของเหลว โดยสะสมของเหลวจากเหยื่อที่จับได้หรือขณะที่ดูแลพวกเพลี้ยต่างๆ และแมลงกลุ่มอื่นๆ เหยื่อที่เป็นของแข็งนั้นก็จะนำกลับไปที่รังโดยมดงาน ตามปกติจะเป็นอาหารของตัวอ่อนมด ตัวเต็มวัยที่อยู่ในรังได้แก่ ราชินีได้รับอาหารจำนวนมากหรือทั้งหมดจากมดงานที่หาอาหารได้โดยตรง ระหว่างที่หาอาหาร มดงานจะสะสมของเหลวซึ่งจะเก็บสะสมไว้ที่ส่วนบนของระบบย่อยอาหาร เมื่อกลับไปยังรัง มดงานเหล่านี้จะสำรองของเหลวที่สะสมไว้และผ่านเข้าไปยังมดงานตัวอื่นๆ
ภาพ:Leafcutters3-350w.jpg
         
         ขณะที่มดงานส่วนมากจะกินอาหารแตกต่างกันออกไป มีมดบางชนิดเจาะจงอาหารในวงแคบๆ มดจำนวนมากชอบกินพวกแมลงหางดีดเป็นอย่างมาก ส่วนมดบางชนิดชอบกิไข่ของสัตว์ที่มีขาเป็นปล้อง มดบางชนิดจะเข้าไปยังรังมดชนิดอื่นอย่างรวดเร็วเพื่อจับตัวอ่อนมดและดักแด้ มดจำนวนมากที่มีความจำเพาะกับอาหารที่กินนั้นจะมีการดัดแปลงลักษณะทางสัณฐาน ตัวอย่างเช่น กรามที่พบในพวกกลุ่มตัวห้ำชั้นสูงจะเรียวยาวมากและมีฟันขนาดใหญ่ โดยเฉพาะตอนปลาย เมล็ดของพืชจำนวนมาก มีอาหารที่จำเพาะเรียกว่า elaiosomes ซึ่งจะดึงดูดมดให้เข้ามา มดจะสะสมเมล็ดโดยกินส่วนนี้เป็นอาหาร บางครั้งกินเมล็ดด้วย เมล็ดจำนวนมากยังคงงอกได้หลังจากส่วนที่มีอาหารถูกกินไป เมล็ดจะถูกวางไว้ภายในรังหรือบนกองตรงกลางที่มดสร้างขึ้นมา เป็นบริเวณที่เมล็ดจะมีการงอกในเวลาต่อมา มีความเชื่อว่าเมล็ดที่สะสมโดยมด มีโอกาสสูงมากในการงอกและรอดชีวิตเมื่อเปรียบเทียบกับเมล็ดที่ไม่ได้มีการสะสมจากมด เนื่องจากเมล็ดถูกทำลายน้อยมากโดยพวกกินเมล็ด และเนื่องจากเมล็ดถูกเก็บไว้ในร่มใกล้กับกองดินที่มีธาตุอาหาร โดยทั่วไป มดชอบออกหากินไม่ช่วงกลางวันก็กลางคืน การออกหากินของมดบางชนิดเกิดขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน ในบริเวณที่แห้งแล้ง กิจกรรมการหาอาหารของมดจำนวนมากขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ บางชนิดมีกิจกรรมระหว่างช่วงเช้าหรือเย็นเท่านั้น ส่วนบางชนิดมีกิจกรรมระหว่างตอนที่ร้อนที่สุดของวัน
  การสร้างอาณาจักรของมด
          ภายในมดกลุ่มๆหนึ่งจะมี ราชินี ที่ทำหน้าที่วางไข่  และ มดงาน ที่เป็นตัวเต็มวัยจำนวนมากซึ่งรวมถึง ไข่ ตัวหนอน และดักแด้ มดงานเป็นมดที่มีมากที่สุดในแต่ละรัง โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างรังและดูแลรัง หาอาหาร ดูแลครอบครัวและราชินี และป้องกันรัง ราชินีและเพศผู้ที่มีปีกจะอยู่ในรังช่วงสั้นๆเท่านั้น ในเวลาต่อมาก็จะออกจากรังเพื่อผสมพันธุ์และสร้างรังใหม่ ราชินีโดยทั่วไปคล้ายกับมดงาน ต่างกันตรงที่มีส่วนท้องใหญ่กว่า มดเพศผู้นั้นมีขนาดเท่ากับมดงานหรือเล็กกว่าเล็กน้อย มีหัวเล็กกว่าและตาเดี่ยว ส่วนมากดูคล้ายกับต่อมากกว่ามด มดงานเป็นวรรณะที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะขณะที่มดงานหาอาหารบนพื้นดินหรือเมื่อขอนไม้ผุหรือที่อยู่อาศัยถูกรบกวน อย่างไรก็ตาม มดงานบางส่วนเท่านั้นที่ออกไปหาอาหาร เนื่องจากมีการแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจนภายในรัง บางกรณีหน้าที่ที่เจาะจงนั้นขึ้นอยู่กับอายุของมดงาน ตัวอย่างเช่น มดงานที่ออกจากดักแด้ใหม่ๆจะคงอยู่ภายในรังและดูแลไข่ ตัวหนอน และดักแด้ เมื่อมีอายุมากขึ้น

          มดงานก็จะเปลี่ยนกิจกรรมจากดูแลครอบครัวและเริ่มงานใหม่ในการสร้างรังและทางเดิน ในที่สุดมดงานก็จะเป็นผู้ออกไปหาอาหาร แต่มดงานบางตัวอาจดำเนินกิจกรรมที่เหมือนกันตลอดทั้งชีวิต หรือบางกรณีมดงานทั้งหมดอาจดำเนินกิจกรรมทั้งหมดภายในกลุ่ม ในกลุ่มมดงานที่มีสองรูปแบบและหลายรูปแบบ ขนาดของมดงานจะมีอิทธิพลต่อการดำเนินกิจกรรม ตัวอย่างเช่น มดงานที่เป็น major อาจจะพบภายในรังหรือใกล้รังเท่านั้น ขณะที่มดงานที่เป็น minor เท่านั้นออกไปหาอาหารไกลจากรัง

 เรื่องของมด ที่ไม่เล็กเหมือนตัว

  เชื่อหรือไม่ รังมดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อนำรังทั้งหมดกันมีความยาวมากกว่า 6,437 กิโลเมตร ( 4000 ไมล์ ) ซึ่งนั่นเป็นความยาวมากเพียงพอที่จะพาดผ่านทวีปยุโรปทั้งทวีปได้ รังมดสามารถคลุมพื้นที่ได้ทั้งหมด

  เชื่อหรือไม่ว่า มดไฟ( Fire ant ) เมื่อเกิดน้ำท่วมขึ้น มดบางส่วนจะเสียสละตัวเองทำตัวเป็นแพมีชีวิต ให้มดบางตัวขึ้นไปอยู่ด้านบน เพื่อหนีภัยน้ำท่วม ถึงแม้ตัวเองจะต้องจมน้ำตาย

  เชื่อหรือไม่ว่า  มดบางพันธุ์ สามารถสาน เกาะ ถักตัวเป็นสะพาน เพื่อข้ามน้ำ ขึ้นที่สูงได้
  เชื่อหรือไม่  มดพันธุ์กระปุกน้ำผึ้ง ( Honney pot ant ) สามารถแปลงตัวเองเป็น ตู้กดอาหารมีชีวิตได้
  เชื่อหรือไม่  มดตัวใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวถึง 3 เซ็นติเมตร เป็นมดพันธุ์ มดไม้กอล์ฟเพศผู้ ( Male driver ant ) หรือเรียกว่า ไส้กรอกบิน ( sausage fly )
  เชื่อหรือไม่   เมื่อนางพญามดตาย รังมดทั้งรังก็จะค่อยๆ ล่มสลายลงในเวลาต่อมา เนื่องจากจะไม่มีมดงานเกิดใหม่เพื่อมาหาอาหารเลี้ยงมดภายในรัง
  เชื่อหรือไม่  มดมีเซลล์สมอง 2.5 แสนเซลล์
  เชื่อหรือไม่ มดสามารถยกของหนักกว่าน้ำหนักตัวได้ 50 เท่า
 
  เชื่อหรือไม่  นางพญามดเขี้ยวใบมีด ( leaf-cutter ant queen ) ผสมพันธุ์ 1 ครั้ง สามารถเก็บรักษา น้ำเชื้อของตัวผู้ เพื่อทำการปฎิสนธิ ได้นานถึง 15 ปี เพื่อให้กำเนิดลูกได้ กว่า 300 ล้านตัว
 
อ้างอิงจาก
1. Ants. Young Scientist, 81, 22-27. 
2. Behavior of real ants. (On-line). 
     Available: 
http://iridia.ulb.ac.be/~mdorigo/ACO/RealAnts.html 
3. Time-Life's Illustrated World of Science. 1994. How do ants gather food. In Insect Life.
4. คลังปัญญาไทย http://www.panyathai.or.th/
 
 

tags :

บทความอื่นๆ

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด new post

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?