จุลินทรีย์มหัศจรรย์ "แลคโตบาซิลลัส"

จุลินทรีย์มหัศจรรย์

          ทุกคนคงเคยได้ยินชื่อ lactobacillus กันมาบ้างใช่มั๊ยคะ?  เราจะพบ lactobacillus นี้ได้ตามผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตต่าง ๆ  สงสัยกันมั๊ยคะว่า  lactobacillus นี้มีประโยชน์อย่างไร  ทำไม? ถึงได้อยู่ในผลิตภัณฑ์พวกนั้น

           จาก
ทฤษฎีการมีสุขภาพที่ดี และอายุยืนยาว "  ของ ดร. เอไล แมทชนิคอฟฟ์ สู่แนวความคิดที่ว่า " ลำไส้ที่สมบูรณ์แข็งแรงเป็นหนทางสู่การมีอายุยืนยาว "  ของ ดร. มิโนรุ ชิโรต้า

         
เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1900 นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ชื่อ ดร. เอไล แมทชนิคอฟฟ์ (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1845 - 1916) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเคล็ดลับของการมีอายุยืนยาว โดยเขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า  ความไม่สมบูรณ์ทางสุขภาพของคนเรานั้นน่าจะเกิดจากการบูดเน่า และสารพิษต่างๆ ที่มาจากการกระทำของ แบคทีเรียในลำไส้ 

          ในขณะที่เขาทำการศึกษาและทำวิจัยเรื่องนี้อยู่เขาอาศัยอยู่ในประเทศบัลแกเลีย และได้สังเกตว่า ที่ประเทศนี้มีผู้สูงอายุอยู่มาก อีกทั้งผู้สูงอายุเหล่านี้ก็รับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำ

          จากจุดนี้เองทำให้เข้าใจว่าสาเหตุที่ทำให้ชาวบัลแกเลียมีอายุยืน ก็คงเนื่องมาจาก แบคทีเรียกรดนม  ที่มีอยู่ในโยเกิร์ตช่วยทำลาย หรือควบคุมแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการเน่าเสียขึ้นในลำไส้ จึงได้ประกาศให้ทราบทั่วกันเกี่ยวกับ "ทฤษฎีการมีสุขภาพดี และอายุยืนยาว (The Prolongation of Life)" ในปี ค.ศ. 1907 และต่อมาเขาได้รับรางวัลโนเบลด้วย

          ในขณะนั้นทฤษฎีนี้สร้างความตื่นเต้น และเป็นที่น่าสนใจกันมาก ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมารับประทานโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพกันมากขี้น ถึงเเม้จะมาทราบในภายหลังว่า Lactobacillus Bulgalicus ซึ่งเป็นแบคทีเรียกรดนมชนิดหนึ่งที่พบในโยเกิร์ตนั้นถูกฆ่าตายโดยกรดในกระเพาะอาหารและน้ำดีจากตับ และไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ในลำไส้คนเราได้ ต่อมาทฤษฎีนี้ถูกลืมไปหลังจาก ดร. เอไล แมทชนิคอฟฟ์ ได้เสียชีวิตลงเมื่อเขาอายุ 71 ปี


          แต่หลังจากนั้นไม่นาน ในปี ค.ศ. 1930 ดร. มิโนรุ ชิโรต้า ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเเบคทีเรียกรดนมในลำไส้คนเรา และได้ค้นพบแบคทีเรียกรดนมที่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ในลำไส้คนเรา และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทุกคนได้หันมาสนใจถึงประโยชน์ของแบคทีเรียกรดนมจากเเนวความคิดของ ดร. มิโนรุ ชิโรต้า ที่ว่า "ลำไส้ที่สมบูรณ์แข็งแรงเป็นหนทางสู่การมีอายุยืนยาว" ดังคำกล่าวของเขาที่ว่า "Kencho Choju - Healthy intestine leads to a long life" 

          ดร. มิโนรุ ชิโรต้า ประสบความสำเร็จในการคัดเลือกจุลินทรีย์กรดนมที่มีความสามารถในการทนต่อสภาวะกรดและด่างที่รุนแรงในร่างกายคนเราได้ และสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในลำไส้ นั่นคือ จุลินทรีย์ชิโรต้า หรือ แลคโตบาซิลลัส คาเซอิ สายพันธุ์ชิโรต้า (Lactobacillus Casei Shirota Strain)

          เรามาทำความรู้จักกับแลคโตบาซิลลัสกันเลยค่ะ

          lactobacillus  รูปร่างเป็น ท่อนเดี่ยว หรือ ต่อกันเป็นสายสั้น ไม่สร้างสปอร์ เจริญได้ทั้งในสภาวะที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน (facultative anaerobe ) ไม่เคลื่อนที่  และจัดเป็น แบคทีเรียแกรมบวก (gram positive bacteria)


         lactobacillus ชอบเจริญที่ อุณหภูมิปานกลาง แต่บางชนิดชอบเจริญที่อุณหภูมิต่ำ  และจัดอยู่ในกลุ่ม lactic acid bacteria เป็นแบคทีเรียที่ผลิตกรดแลคติกที่สามารถหมัก น้ำตาลกลูโคส (glucose) น้ำตาลแลคโตส (lactose) ให้เกิด กรดแลคติก (lactic acid fermentation)

       

          กรดแลคติก 
ได้จากการที่ แบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ย่อยสลายสารอาหารโดยไม่ใช้ก๊าซออกซิเจน จึงมีการนำจุลินทรีย์เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการหมักหรือผลิตอาหารบางชนิด เช่น นมเปรี้ยว 
โยเกิร์ต เต้าหู้ยี้ การดองผักและผลไม้ต่าง ๆ แบคทีเรียในกลุ่มนี้มีความสามารถในการทนกรดที่ตัวมันผลิตขึ้นมาในปริมาณสูง ๆ ได้ ปกติเจริญในช่วงอุณหภูมิค่อนข้างกว้างคือตั้งแต่ 5-45 องศา การที่เป็นแบคทีเรียที่ไม่ชอบใช้ออกซิเจนหรือชอบแต่ในสภาวะที่มีออกซิเจนน้อย จึงทำให้เกิดการสลายน้ำตาลไปเป็นกรดแลคติกในสภาวะที่มีออกซิเจนน้อย

          แลคโตบาซิลัส (Lactobacillus)
 
สามารถช่วย รักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะลำไส้ ของเรา ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและช่วยให้สุขภาพเราดีขึ้น และ ช่วยลดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารอีกด้วย  ซึ่งเราถือว่า แลคโตบาซิลลัสนี้ เป็น โปรไบโอติก (Probioti) ชนิดหนึ่ง  ซึ่งหมายถึง แบคทีเรียในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ในรูปที่เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เมื่อรับประทานด้วยปริมาณที่พอเหมาะจะส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค 

         
เชื้อจุลินทรีย์ Lactobacillus เป็นเชื้อที่ดีที่สามารถมีชีวิตอยู่รอดภายในลำไส้มนุษย์ได้  เนื่องจากมี ความสามารถทนต่อกรดและน้ำดีที่มีอยู่ภายในลำไส้ได้ ซึ่งเชื้อทั้งดีและไม่ดีส่วนใหญ่จะถูกทำลายเพราะทนกรดในกระเพาะอาหารไม่ได้  และ Lactobacillus ยังสามารถ ยึดเกาะกับผนังลำไส้ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

          และนอกจากนี้ยังพบว่า แลคโตบาซิลัส สามารถช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกายได้  จากการศึกษาวิจัยพบว่า ถ้าหากจุลินทรีย์สามารถเกาะติดกับเยื่อบุผนังลำไส้และ
แบ่งตัวเพิ่มขึ้นก็จะช่วย ป้องกันมิให้จุลินทรีย์ชนิดที่ก่อโรคเกาะติดลำไส้และหลั่งสารพิษออกมา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเยื่อบุลำไส้อักเสบจนเกิดท้องร่วงขึ้นมานั่นหละค่ะ

         
ดังนั้นคุณสมบัติของการเกาะติดผนังลำไส้ของจุลลินทรีย์แลคโตบาซิลัส จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ E.Coli ที่ทำให้เกิดท้องร่วง หรือเชื้อ Salmonella ที่ทำให้เกิดโรคไทฟอยด์ แต่จุลินทรีย์แลคโตบาซิลัสจะไม่ทำอันตรายต่อเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ตามธรรมชาติของเราค่ะ 

          นอกจากนี้จุลินทรีย์แลคโตบาซิลัสยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายเช่นเดียวกับวัคซีนอีกด้วยค่ะ จากผลการทดลองบ่งชี้ว่าจุลินทรีย์แลคโตบาซิลัสที่รับประทานเข้าไปในลำไส้สามารถช่วยป้องกันโรคหรือภาวะผิดปกติบางอย่าง
ของร่างกายได้ด้วยค่ะ เช่น อาการอักเสบต่าง ๆ โรคภูมิแพ้ และภาวะการดูดซึมอาหารบกพร่อง

       
  ตระกูลของ Lactobacillus  มีหลากหลายสายพันธุ์ เรามาดูสายพันธุ์ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกันค่ะ
  Lactobacillus bulgaricus

          Lactobacillus bulgaricus (Lactoobacillus delbrueckii subsp. bulgaricus) เป็นแบคทีเรียในสกุล Lactobacillus  ใช้ในการหมักโยเกิร์ต เจริญเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 40-45 องศาเซลเซียส ผลิต อะเซติลดีไฮด์ (acetyldehyde) ซึ่งเป็นสารให้กลิ่นรสของนมหมัก และ สร้างเอนไซม์ โปรติเอส (protease) ซึ่งจะย่อยโปรตีน (protein) ในนม ให้ได้กรดอะมิโน (amino acid) โดยเฉพาะฮีสติดีน (histidine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของ Streptococcus thermophilus 

  Lactobacillus casei  ใช้ในการผลิตนมเปรี้ยว          Lactobacillus acidophilus
                                              Cavities, Teeth, Nutrition, Tooth Decay, Rami

  Lactobacillus plantarum                                              Lactobacillus brevis
                                                      


          นอกจากนี้แล้ว แลคโตบาซิลลัสยังมีคุณประโยชน์ 
สร้างสารอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย โดยจะช่วยสร้างกรดไขมันจำเป็นหรือกรดไขมันชนิดที่มีสายโมเลกุลสั้น ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อเซลล์บริเวณลำไส้ และยังสามารถสร้างสารที่ช่วยต้านมะเร็งได้   โดยแบคทีเรียแลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง ทำให้สารดังกล่าวไม่สามารถทำอันตรายกับเซลล์ร่างกายได้อีก และ Lactobacillus bulgaricus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่นิยมเติมในโยเกิร์ตนั้นมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งได้ดี นอกจากนี้  ยังสามารถจับโลหะหนักและกรดน้ำดี  ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้ตลอดจนสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ผลิต สารไนเตรต (ไนเตรตเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง) และทำปฏิกิริยากับสารฟลาโวนอยด์ทำให้เกิดสารธรรมชาติที่สามารถต้านมะเร็งได้ดี

          แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus)  ยังสามารถ กระตุ้นระบบภูมิต้านทาน ซึ่งจะยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและเชื้อรา อาทิเช่น ราแคนดิดา เนื่องจาก แบคทีเรียประเภทนี้จะทำให้บริเวณลำไส้มีสภาวะเป็นกรดซึ่งแบคทีเรียที่เป็นอันตรายไม่สามารถอยู่รอดได้ นอกจากนี้แลคโตบาซิลัสยังสร้างไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ  และช่วย  ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ  เนื่องจากแบคทีเรียแลคโตบาซิลัสช่วยควบคุม ระดับคลอเลสเตอรอลและกลีเซอไรด์  ในกระแสเลือดได้

Candida Albicans
 เชื้อรา แคนดิดา อับบิแคน (Candida albican) เชื้อราในช่องคลอด (Vaginal candidiasis) 

          ผู้เชี่ยวชาญทางโภชนาการได้แนะนำว่า  การรับประทานโยเกิร์ตเป็นอาหารเช้าจะช่วยทำให้  สมองทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากในโยเกิร์ตมี  กรดอะมิโนไทโรซีน  ปริมาณสูงซึ่งมีฤทธิ์  กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท  และมี กรดอะมิโนทริปโตเฟน ซึ่งทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะสงบในปริมาณน้อย  การเติมน้ำมันเมล็ดปอ (ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อสมอง) หรือพวกถั่ว (เป็นแหล่งของโปรตีนและช่วยรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด) ลงในโยเกิร์ตจะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหาร  ซึ่งจะช่วยให้พัฒนาการทางสมองของลูกน้อยเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา 
http://web.thai2learn.com/nsm/exhibition-online/lacto/index.html
บริษัทยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด http://www.yakultthailand.com/th/intestine.php?intestine_id=15
บริษัทบีทาเก้นจำกัด http://www.betagen.co.th/web/aboutlacto/?lang=th
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/mobile/TH/index.php
บริษัท Good  Health (Thailand) Co.,Ltd. http://www.misterbuffet.com/article_bacteriaforhealth.asp

tags :

บทความอื่นๆ

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด new post

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?