นโนบายเศรษฐกิจของคู่ชิงประธานาธิบดีสหรัฐ

ช่วงนี้เป็นช่วง 5 สัปดาห์สุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งผู้สมัครจากพรรคใหญ่ทั้งสองคือ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา จากพรรคเดเดโมแครต และนายมิต รอมนีย์ ผู้ว่าการรัฐแมตซาจูเซต จากพรรครีพับลิกัน ได้มีการดีเบตถึงนโยบายเศรษฐกิจไปเมื่อคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2555 ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจครับ

แน่นอนที่สุดว่าปัญหาที่ชาวอเมริกันสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และความเป็นอยู่ สิ่งที่ทั้งคู่ คือโอบามา และรอมนีย์ ดีเบตกันมากที่สุดก็คือ จะมีนโยบายอย่างไรให้คนอเมริกันมีงานทำ แม้ว่าการประกาศตัวเลขการว่างงานล่าสุด (สิงหาคม 2555) จะมีอัตราว่างงานที่ 8.1% ซึ่งดีที่สุดในรอบหลายเดือนก็ตาม แต่การเติบโตของ GDP ที่ 1.5% ยังเป็นคำถามว่าเศรษฐกิจขยายตัวพอทำให้มีการจ้างงานที่สามารถรองรับอัตราการว่างงานดังกล่าวได้หรือไม่


ปัญหาหลักของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ที่จะแก้ปัญหาเรื่องการว่างงานไม่ง่ายนัก เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐได้ค่อนไปทางเศรษฐกิจแบบฐานความรู้ ดังนั้นการสร้างงานที่แก้ปัญหาการว่างงานคงไม่ใช่แค่เปิดโรงงานเพื่อ absorb แรงงานที่ไม่มีงานทำ เพราะการลงทุนในภาคการผลิตของสหรัฐไม่ได้เติบโต สินค้าอุภโภคก็ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน เป็นต้น ขนาด programmer หรือ call center หรืองาน service ปัจจุบันยัง outsource ไปที่อินเดีย
 
ดังนั้นสิ่งที่รอมนีย์ได้เสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มุ่งไปที่การส่งเสริมให้เกิดธุรกิจขนาดเล็กที่มีการจ้างงาน และเพิ่มศักยภาพให้กับคนอเมริกันผ่านการ training ให้เกิดทักษะที่ไปเปิดธุรกิจขนาดเล็ก หรือเข้าทำงานในธุรกิจขนาดเล็กได้ แต่ที่สำคัญรอมนีย์ได้เสนอนโยบายการลดภาษีให้คนชั้นกลาง และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาษีธุรกิจจะลดเหลือ 25% จาก 35% เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่โอบามาพยายามจะโจมตีว่า เป็นนโยบายที่ทำไม่ได้ ทำแล้วท้ายสุดรัฐจะเอาเงินจากไหนแล้วจะแก้ปัญหาการขาดดุลการคลังได้อย่างไร (หนี้สาธารณะที่ 15.8 ล้านล้่านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งรอมนีย์ได้ตอบว่า การลดภาษีของเขาเป็นการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กให้เกิดการจ้างงาน พอคนมีรายได้ก็มีกำลังใช้จ่าย เศรษฐกิจก็โต ท้ายสุด รัฐก็มีรายได้จากภาษีเอง เพราะมีคนจ่ายภาษีในรูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้น แต่รอมนีย์ก็จะลดช่องโหว่ของการเลี่ยงภาษีด้วย แต่ในมุมมองของผมแล้ว การลดภาษีเป็นกลไกที่รัฐไม่ค่อยจะใช้กัน เพราะว่าการลดภาษีถ้าลดไปแล้ว ในการที่จะขึ้นภาษีในอนาคตมันขึ้นยาก ดูจากหลายๆ ตัวอย่างที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นคำถามในทางปฏิบัติว่าจะทำได้จริงหรือ ในสถานการณ์ที่สหรัฐมีภาระเรื่ิองของสวัสดิการสังคมไม่น้อย

สำหรับโอบามานั้น แน่นอนครับว่าตอนเข้ามารับหน้าที่ต่อจากบุช ประเทศสะบักสะบอมจากการใช้จ่ายงบ ประมาณไปกับสงคราม ซึ่งโอบามาได้พยายามบอกว่า ได้สร้างงานไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน แล้วจากนโยบายเศรฐกิจ และทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัว แต่ในมุมมองคนอเมริกัน ก็ไม่ได้มองว่าโอบามาทำให้ประเทศดีขึ้นหรือแย่ลง ว่าง่ายๆ ก็คือเฉยๆ จะมีคนไม่ happy กับโอบามาก็คือคนที่มีรายได้มากกว่าปีละ 250,000 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ที่เจอภาษีทุกรูปแบบ ซึ่งสไตล์ของโอบามาคืิอเน้นไปที่รัฐสวัสดิการ ในด้านการรักษาพยาบาล และการศึกษา เพื่อลดภาระของประชาชน และได้ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ แต่ก็มุ่งเน้นก่รจัดเก็บภาษี เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณจะเห็นได้ว่านโยบายของโอบามา ไม่ได้หวือหวาอะไรมาก ไปแบบเรื่อยๆ

ผู้นำคนใหม่จึงเป็นที่จับตามองจากประเทศคู่ค้าทั้งหลาย โดยเฉพาะจีน ที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของอเมริกา