วันเบาหวานโลก

          "เบาหวาน"  โรคฮิตติดอันดับในยุคปัจจุบัน  ผลการสำรวจในปี พ.ศ. 2550   พบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานทั้งหมดทั่วโลก  246 ล้านคน  โดย 4 ใน 5 คนเป็นชาวเอเชีย   จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นอย่างพุ่งแรงแซงทางโค้งนี้  ทำให้ทั่วโลกหันมาตระหนัก  และทำความรู้จักกับโรคนี้กันมากขึ้น …..”โรคเบาหวาน” !!


          โรคเบาหวาน (Diabetes Melitus)  มาจากภาษาไทยสองคำ  คือคำว่า “เบา”  ซึ่งแปลว่า ปัสสาวะ  และคำว่า “หวาน”  ซึ่งก็คือรสหวาน  ดังนั้น  เบาหวาน  จึงหมายถึง ปัสสาวะที่มีรสหวานนั่นเอง โดยโรคเบาหวานนี้  เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีปริมาณน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงมากเกินไป  ทำให้ร่างกายมีการขับออกทางทางปัสสาวะ  (ซึ่งปกติแล้วเราจะไม่ตรวจพบกลูโคสในน้ำปัสสาวะ  เนื่องจากร่างกายจะมีระบบกรองและดูดกลับสารต่าง ๆ ที่ไต)  โดยความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุสำคัญมาจากฮอร์โมนตัวหนึ่งที่ชื่อว่า "อินซูลิน"  นั่นเอง


         เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป  อาหารส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลกลูโคสเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน  ซึ่ง ฮอร์โมนอินซูลิน   จะถูกผลิตออกมาจากเบต้าเซลล์  ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่ในตับอ่อน  โดยฮอร์โมนอินซูลินนี้เองที่จะทำหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานต่อไป

          แต่หากเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเกิดภาวะการขาดฮอร์โมนอินซูลิน  เนื่องจากผลิตได้ไม่เพียงพอ  หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมนอินซูลินลดน้อยลง  ก็จะทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสที่มีอยู่ไปใช้ได้   และนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน


          โรคเบาหวานนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด  ชนิดแรกคือ  โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน  เกิดจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อนถูกทำลายทำให้ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้  พบมากในเด็กและวัยรุ่น  ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ  เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน  เบาหวานชนิดนี้  ร่างกายยังคงสามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้  แต่เกิดการดื้อต่ออินซูลิน  หรืออาจมีความผิดปกติในการหลั่งอินซูลินร่วมด้วย  ซึ่งจะพบมากในผู้ใหญ่


          ดังจะเห็นได้ว่า  อินซูลิน  เป็นฮอร์โมนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเบาหวาน  แต่อย่างไรก็ตาม  ทุกสิ่งทุกอย่างควรตั้งอยู่บนความสมดุล  เพราะหากขาดฮอร์โมนอินซูลินแล้ว  ร่างกายจะไม่สามารถนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ได้  ร่างกายจึงเหมือนขาดอาหาร  ส่งผลให้ตับสลายไกลโคเจนมาเป็นกลูโคส  เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงมากขึ้น (hyperglycemia)   ซึ่งการที่ร่างกายขาดกลูโคสในขณะที่น้ำตาลในเลือดสูงนี้  เป็นภาวะผิดปกติที่เรียกว่า
เบาหวาน 

          ในทางตรงข้าม  หากร่างกายมีฮอร์โมนอินซูลินมากเกินความจำเป็น  จะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia)   ซึ่งจะมีผลต่อเซลล์ของสมองอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอาการสับสน มึนงง อ่อนเพลีย  และยังไปกระตุ้นการทำงานของประสาทซิมพาเทติก ทำให้มีอาการหิว ใจสั่น และเหงื่อออกมาก   ดังนั้นปริมาณของฮอร์โมนอินซูลินในร่างกาย  จึงควรอยู่ในระดับที่พอดี  ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

          ซึ่งความน่ากลัวของโรคเบาหวานนี้  อยู่ที่อาการของโรคเบาหวาน  ที่จะค่อย ๆ คืบคลานมาอย่างเงียบ ๆ  เนื่องจากผู้ป่วยที่เริ่มเป็นโรคเบาหวานใหม่ ๆ มักไม่แสดงอาการให้เห็น  ส่วนใหญ่อาการจะปรากฎก็ต่อเมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมากแล้ว  ซึ่งผู้ป่วยมักไม่รู้ตัว  หรือชะล่าใจรอให้เป็นมากก่อนแล้วค่อยมาตรวจรักษา  ทำให้มีอาการภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน  เช่น  ตามัว มองเห็นไม่ชัด  เนื่องจากมีต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อม เท้าชา ไม่รู้สึก หรือมีอาการปวดแสบร้อนที่เท้า เป็นแผลที่เท้าเรื้อรังไม่หาย หรือนิ้วเท้าดำเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง หรือมีอาการของโรคไตวาย  เช่น บวม ซีด ปัสสาวะเป็นฟอง เป็นต้น


          ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนหันมาตระหนักและทำความเข้าใจกับโรคนี้ให้มากยิ่งขึ้น  สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก  จึงได้ประกาศให้ วันที่  14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น "วันเบาหวานโลก"  (World Diabetes Day)   และที่สำคัญ  วันนี้ยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของเฟรเดอริก แบนติง  ผู้ค้นพบฮอร์โมนอินซูลินเป็นคนแรกอีกด้วยค่ะ

อ้างอิง
-  http://th.wikipedia.org/wiki/เบาหวาน
-  http://thaidiabetes.blogspot.com/
-  http://www.yourhealthyguide.com/article/ad-diabetes-1.html