ถอดรหัสเจาะลึกราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ปตท. และวิชาการดอทคอม
โดย วารสาร SPIRIT บ้านเรา

http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


          ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการ PRISM กลุ่ม ปตท. คาดการณ์ว่าปี 2013 ราคาน้ำมันจะปรับลดลง เนื่องจากมีปริมาณการผลิตอย่างพอเพียง โดยมีราคา (ดูไบ) เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งจะวิ่งขึ้นลงอยู่ในช่วง 90 – 120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

          เห็นชื่อเรื่องเกี่ยวกับราคาน้ำมัน หลายคนอาจจะคิดว่ากอง บก. “บ้านเรา” อาจจะงงๆสับสน ลงให้ผิดคอลัมน์ แทนที่จะเป็น “น้ำมันกันเอง” แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ มีที่มาจากกลุ่มโรงกลั่น และ PRISM จึงเป็นหน้าที่ของ “หนอนไหม” โดยตรงที่จะต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง กอง บก. เค้าเที่ยงตรงแน่วแน่ไม่ได้จับแพะชนแกะแต่อย่างใดจ้า

           ที่จะมาเจาะลึกถอดรหัสไขข้อข้องใจเรื่องราคาน้ำมันนี้ “หนอนไหม” ไม่มีความสามารถทำได้ขนาดนั้น แต่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่ม PRISM ที่เป็นความร่วมมือในการบริหาร supply chain ในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นของกลุ่ม ปตท. ร่วมกันจัดงานสัมมนา The Annual Petroleum Outlook ภายใต้หัวข้อเรื่อง ถอดรหัสเจาะลึกราคาน้ำมันโลก ปี 2013 และเจาะลึกโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย

           งามสัมมนาแยกออกเป็นสองส่วน โดยเริ่มจากการบรรยายถึงสถานการณ์ และแนวโน้มทิศทางของราคาน้ำมันในปีหน้า 2013 โดยผู้เชี่ยวชาญของกลุ่ม PRISM อันประกอบ คุณพีรวัฒน์ ธรรมาภิมณฑ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ของไออาร์พีซี คุณจิตรวัสสิกา หงส์ทอง ศิลปะกุล นักวิเคราะห์ จาก ปตท. และคุณพงษ์พัฒน์ อมรวิวัฒน์ ผู้จัดการแผนกวางแผนพาณิชย์องค์กร ของไทยออยล์ จากนั้นจึงต่อด้วยการเสวนาของผู้รู้ที่เป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดีในแวดวงพลังงานซึ่งก็คือ คุณสุเทพ เหลี่ยมเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบาย และแผนพลังงาน (สนพ.) คุณมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน และคุณสุรงค์  บูลกุล ในฐานะปรัธานกลุ่มอุตสาหรรมโรงกลั่นฯ โดยมีคุณเกียนติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้ช่วยกรมการผู้จัดการ  ของบางจากเป็นผู้ดำเนินรายการ

          สำหรับการบรรยายในช่วงแรกถึงทิศทางแนวโน้มของราคาน้ำมันที่จะได้เจอะเจอกันในปี 2013 นั้น มีประเด็นสำคัญๆที่ “หนอนไหม” จับทัน และขอยกมาให้ได้พิจารณากันดังนี้ 

           เศรฐกิจโลกจะโตประมาณ 3.6% ( GDP growth ) โดยมีกลุ่มประเทศ BRIC ( Brazil , Russia , India ,China ) เป็นจัวกระตุ้นการเติบโต ในขณะที่กลุ่มยูโรและสหรัฐอเมริกายังคงซะงักงัน ในขณะที่ไทยของเรามีอัตราเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ที่ 5% และจะมีการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 4%
           OPEC ยังคงจะเป็นเจ้าพ่อของการผลิตน้ำมันดิบที่ประมาณ 1 ใน 3 ของที่ผลิตได้ทั้งโลก โดยกลุ่ม Non – OPEC จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่จะมีการผลิตเพิ่มขึ้นมาจาก shale oil & gas ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขุดเจาะ จนทำให้สามารถเปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้าเป็นผู้ส่งออก
           อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันก็คือ สถานการณ์ด้านการเมือง โดยเฉพาะนโยบายด้านพลังงานของผู้นำจีน และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ รวมถึงสงครามกลางเมืองในตะวันออกกลาง และการ sanction อิหร่านของสหรัฐอเมริกา
           คาดว่าปี 2013 ราคาน้ำมันจะปรับลดลง เนื่องจากมีปริมาณการผลิตอย่างพอเพียง โดยมีราคา (ดูไบ) เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลซึ่งจะมีวิ่งขึ้นลงอยู่ในช่วง 90 – 120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยจะขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาสแรก และลดต่ำลงในช่วงกลางปี

          สำหรับการเสวนาในช่วงหลัง “หนอนไหม” มัวแต่หัวเราะชอบใจกับวาทะเด็ดของวิทยากร ที่จี้จุดเรื่องยุ่งๆ ของโครงสร้างราคาน้ำมันได้ตรงเป้า อาทิ

           ปัจจุบันมีโรคติต่อทางการเมืองที่ชื่อว่า “เจ๊เกียวโฟเบีย” คือกลัวมากถ้าจะปรับราคาน้ำมันเบนซินเกิน 30 บาทต่อลิตร
           ทุกวันนี้ปั๊ม LPG ผุดขึ้นมามากกว่าร้านหมูกระทะเสียอีก
           รับไม่ได้กับรถเล็กซัสคันละ 7 ล้านบาท แล้วมาใช้ LPG

          ซึ่งวาทะเจ็บๆคันๆ เหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงโครงการสร้างราคาพลังงานของไทยที่ไม่เหมาะสมและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ยังมีการเก็บภาษีที่ซับซ้อน อีกทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นต้นทุนที่แท้จริง ยังมีการเก็บภาษีที่ซับซ้อน อีกทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศชาติไม่ใช่การอุดหนุนราคาให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นเราจำเป็นต้องปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสม เพื่อเตรียมรับการเข้าสู่การเปิดการค้าเสรีของประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ และพัฒนาในเรื่องพลังงานทดแทน biofuel อย่างจริงจัง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของชาติและประชาชน