“เหลียวหลัง แลหน้า” กระแสพลังงาน รับสถานการณ์ปี 56 กับกูรูพลังงานไทย... “มนูญ ศิริวรรณ”

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ปตท. และวิชาการดอทคอม
โดย วารสาร SPIRIT บ้านเรา

http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


           เชื่อว่าในแวดวงพลังงานคงไม่มีใครไม่รู้จัก คุณมณูณ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ซึ่งความจริงแล้วในวัย 67 ปีวันนี้ ท่านยังรับบทบาทหน้าที่สำคัญอีกมากมาย ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรพลังงานต่างๆโดยภาพที่โดดเด่นชัดเจนที่สุดคือ นักวิเคราะห์วิจารณ์ด้านพลังงานที่หลายคนยกย่องให้ท่านเป็น “กูรู” คนหนึ่งของวงการ... จึงนับเป็นช่วงโอกาสอันดีที่เราได้ร่วมพูดคุยกับท่านในประเด็นพลังงานต่างๆที่น่าสนใจ โดยเฉพาะบทสังเคราะห์ถึงแนวโน้ม ทิศทาง และสถานการณ์พลังงานปี 56 ที่กระแส “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” เริ่มทวีความสำคัญยิ่งขึ้น ขณะที่อุณหภูมิโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการเมือง ยังคงคุกรุ่นและขับเคลื่อนต่อไปในจังหวะดิจิทัล

 สรุปสถานการณ์พลังงานปี 55 และสัญญาณที่น่าจับตา
           ปี 55 สถานการณ์พลังงานผันผวนมากกว่าที่คาดไว้ โดยราคาน้ำมันที่เราคาดการณ์ไว้ว่าจะเหวี่ยงตัวในกรอบแคบๆ ประมาณ 90-100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล กลายเป็นราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดลอนดอนเขยิบขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 125-130 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบ WTI (เวสต์เท็กซัส) ก็ขึ้นไปถึงระดับ 110 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของปีนี้ จะเห็นว่ามีช่วงห่างของราคาน้ำมันประมาณ 20-30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ถือว่าผันผวนมากเหตุผลหลักมาจากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจโลก ทั้งเรื่องของวิกฤตหนี้สินยุโรปเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดไว้แต่แรกอีกประเด็นสำคัญคือ ปัญหาในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและตึงเครียดขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อราคาน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสถานการณ์อิหร่านที่มีโครงการนิวเคลียร์ จนเกิดการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกที่ไม่นำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน สำหรับการบริโภคพลังงานของคนไทยในปีนี้ น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นบ้างประมาณ 1-2 % แต่ในส่วนของน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 7-8% เป็นผลจากนโยบายตรึงราคาของรัฐบาลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ทำให้มีผู้หันมาใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่คนเคยใช้น้ำมันเบนซินก็หันไปใช้ก๊าซ LPG เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10-15% เพราะราคาก๊าซ LPG ก็ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล ส่วน NGV ก็เพิ่มขึ้นอยู่แล้วประมาณ 20-30% จากนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้รถบรรทุกหันมาใช้ NGV โดยมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ เรายังคงนำเข้าพลังงานชนิดต่างๆ รวมกันในอัตราที่สูงมาก เรานำเข้านำมันดิบประมาณ 80% ของการใช้ทั้งหมด เพราะเราผลิตได้เองเพียง 20% ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติ เราผลิตได้เอง 80% ต้องนำเข้า 20% และยังต้องนำเข้า LPG อีกประมาณ 24% ถ่านหินเราก็นำเข้าถ่านหินคุณภาพดีเพื่อมาผลิตไฟฟ้าเป็นพลังงานปีหนึ่งมูลค่าประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นค่อนข้างมากทั้งมูลค่าและปริมาณ แหล่งพลังงานในประเทศเราก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ อย่างแหล่งก๊าซธรรมชาติของเรา ปริมาณก๊าซฯที่เรามีอยู่ในประเทศขณะนี้ก็ใช้ไปได้อีกเพียง 15-18 ปีเท่านั้น ต่อไปเราก็ต้องนำเข้าก๊าซฯจากต่างประเทศทั้งหมดเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า คือหมายถึงตอนนี้เราผลิตได้เอง 80 % นำเข้าจากพม่า 20 % แต่ในส่วนที่เราผลิตได้เอง 80% มักจะลดลงเรื่อยๆแล้วในที่สุดเราก็จะต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นจนกระทั่งกลายเป็น 100% และกลายเป็นว่าต่อไปเราต้องนำเข้าทุกพลังงานแบบ 100% อันนี้ก็จะเป็นปัญหาในอนาคต พอถึงตอนนั้นเราก็ต้องไปพึ่งพิงการนำเข้า เราจะสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขัน และคนไทยจะได้รับผลกระทบกันเป็นลูกโซ่เลย

 นโยบายพลังงานในบ้านเรา ท่านมองว่ามีความเหมาะสมดีแล้วหรือไม่ อย่างไร
           ขณะนี้นโยบายด้านพลังงานของเรามีส่วนที่เดินไปอย่างถูกต้องแล้ว และบางส่วนก็เดินไปในลักษณะที่มันขัดแย้งกันเอง ส่วนที่เดินไปถูกต้องแล้วก็คือ เราพยายามที่จะพัฒนาพลังงานและแหล่งพลังงานในประเทศขึ้นมา เช่น การสำรวจ การขุดเจาะ การค้นหาแหล่งพลังงานในประเทศเพิ่มมากขึ้นผ่านการให้สัมปทาน อันที่สองคือ การพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานชีวมวล พวกไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ มาใช้ทดแทนการนำเข้า อันที่สาม เราพยายามพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เอามาใช้ในการผลิตไฟฟ้า กระจายการผลิตไฟฟ้าออกไปในชนบทเพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองในเรื่องของพลังงาน อันนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันที่เราพยายามส่งเสริมการพึ่งพาตนเองในเรื่องพลังงาน เราก็มีนโยบายเรื่องของการอุดหนุนราคาพลังงาน เช่น เราไปอุดหนุนราคา LPG เราไปอุดหนุนราคาดีเซล ซึ่งอันนี้มันเป็นการทำตรงกันข้ามกับการที่เราไปพัฒนาพลังงานทดแทนพลังงานหมุนเวียน เพราะการที่รัฐบาลไปอุดหนุนราคาพลังงานฟอสซิล ยิ่งทำให้พลังงานฟอสซิลราคาถูก คือเราไปทำให้ก๊าซ LPG และดีเซลราคาถูก ฉะนั้นคนก็ยังคงใช้ LPG ใช้ดีเซลต่อไป ไม่หันมาใช้พลังงานทดแทน หรือบางคนก็เปลี่ยนจากพลังงานทดแทนไปใช้พลังงานฟอสซิลที่รัฐบาลอุดหนุนอยู่ด้วยซ้ำ รัฐบาลต้องลดการอุดหนุนลง สิ่งเหล่านี้จะเป็นระยะยาวไม่ได้ ต้องปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งทุกรัฐบาลก็พูดกันในประเด็นนี้ แต่ว่าการปฏิบัติอาจจะช้า หรือทำไม่สอดคล้องกับทิศทางที่มันควรจะเป็น

 มุมมองสถานการณ์พลังงานของบ้านเราและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ 
           ในประเทศอาเซียน 10 ประเทศ เราต้องแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือ มีพลังงานเป็นของตนเอง เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน กลุ่มนี้เขาสามารถที่จะอุดหนุนพลังงานในประเทศให้มีราคาถูกได้ แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ใช้งบประมาณจำนวนมากในการอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งงบประมาณนี้ก็ได้มาจากการส่งออกพลังงานคือ น้ำมันและก๊าซฯถือว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องเท่าไหร่ เพราะทำให้การใช้พลังงานภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เป็นภาระต่องบประมาณแต่ว่าประเทศที่ไม่มีพลังงานของตัวเองนี่คืออีกกลุ่มหนึ่ง อย่างเช่น ลาว กัมพูชา ไทย เวียดนาม เราควรปล่อยราคาพลังงานให้สูงขึ้นสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทีนี้เราจะเทียบกับเพื่อนบ้าน อย่างเทียบกับมาเลเซีย บรูไน เราอาจจะด้อยกว่า สถานการณ์ด้านพลังงานเราอาจจะย่ำแย่กว่า เพราะเขามีแหล่งพลังงานมากกว่า และมีความมั่นคงด้านพลังงานเราอาจจะย่ำแย่กว่า และเขาก็ร่ำรวยกว่าเรา แต่ถ้าเราไปเทียบกับฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา เรายังดีกว่า แล้วเราก็ยังมีการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนดีกว่า เรามีไบโอดีเซล มีแก๊สโซฮอล์ มี E20 E85 ในขณะที่ประเทศเหล่านี้ยังไม่มีเลย อย่างขณะนี้มีฟิลิปปินส์เท่านั้นที่มี E10 ขาย แต่ว่า E20 ก็ไม่มีไบโอดีเซลก็รู้สึกจะมีมาเลเซียเท่านั้น แต่ในที่สุดแล้วเมื่อทุกประเทศรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เราควรต้องปล่อยให้ราคาพลังงานสูงขึ้นเพราะถ้าเราไปอุดหนุนราคาพลังงานไว้ ประเทศอื่นๆเขาก็จะมาใช้พลังงานราคาถูกของเรา เพราะตอนนั้นมันไม่มีกำแพงภาษี สินค้านำเข้าส่งออกและถ่ายเทกันได้อย่าเสรี เราต้องยกเลิกการอุดหนุน

 ทิศทาง และสถานการณ์พลังงานปี 56
           ปี 56 แนวโน้มสถานการณ์พลังงานของไทยน่าจะดีขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวโดยปัญหาสภาวะเศรษฐกิจยุโรปจะยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวหรือถดถอย ในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จีนเองถึงแม้ว่าจะดีขึ้นแต่ก็ยังไม่ขยายตัวมากเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ฉะนั้นในเมื่อปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจมันยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความต้องการพลังงานก็จะยังไม่มากนัก ขณะที่ภาคการผลิตหมายถึงผู้ผลิตพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่มโอเปก หรือประเทศนอกโอเปกก็ตาม ยังสามรถผลิตน้ำมันได้มากขึ้น ตัว supply จะมีมากกว่า demand ตัว stock ก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกดราคาน้ำมันไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นได้มากนัก ดังนั้นเราคาดการณ์ว่าปีหน้าราคาน้ำมันน่าจะไม่ผันผวนเท่ากับปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 100-105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ถูกกว่าปีนี้เยอะ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ สถานการณ์ตะวันออกกลางซึ่งยังคงครุกรุ่นอยู่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน เรื่องของอิสราเอลที่จะใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับอิหร่าน เรื่องของสถานการณ์สู้รบในซีเรีย ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดความไม่สงบขึ้น และอาจจะผลักดันราคาน้ำมันให้ขึ้นไปถึง 110 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลได้ ประเทศไทยเองก็จะมีเรื่องของการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ซึ่งก็คงต้องดูว่าถ้าเริ่มกันตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างราคา LPG ตามที่ได้พูดไว้หรือเปล่า เพราะว่า LPG ขณะนี้ในภาคครัวเรือนถูกตรึงราคาไว้ที่ 18.13 บาทเป็นเวลานานมาก รวมถึงปรับโครงการสร้างราคา LPG เพิ่มขึ้นในภาคขนส่งด้วย ในขณะที่ราคาดีเซลซึ่งต้องดูว่าภาษีสรรพสามิตขณะนี้เก็บอยู่อัตราแค่ครึ่งสตางค์จะมีการขยับขึ้นหรือเปล่า สองตัวนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าราคาน้ำมันกับ LPG ปีหน้าจะขยับขึ้นไปมากน้อยแค่ไหน สำหรับพลังงานที่เหมาะสมกับประเทศไทยเรา ผมก็มองว่าเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด และเราก็มีพื้นที่รองรับแสงอาทิตย์ได้ตลอดทั้งปี แต่ว่าต้นทุนและค่าใช้จ่ายจะแพง และรัฐบาลต้องรับซื้อไฟที่แพงขึ้น อีกพลังงานหนึ่งที่น่าสนใจคือ พลังงานชีวมวล เพราะว่าเรามีเศษขยะ เศษวัสดุทางการเกษตร

 ท่านมีข้อคิดเห็น หรืออยากฝากข้อเสนอแนะ ต่อบทบาทและพันธกิจด้านพลังงานของ ปตท. อย่างไรบ้าง
           ผมคิดว่า ปตท. ควรจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องการสื่อสารข้อมูลกับประชาชน ซึ่งขณะนี้มีความพยายามให้ข้อมูลกับประชาชนในหลายๆ เรื่องที่เป็นข้อมูลด้านเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นข้อมูลที่อาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในเรื่องของพลังงาน อย่างเช่นบอกว่าประเทศไทยมีแหล่งพลังงานมากมายเหลือเฟือมีแหล่งพลังงานติดอันดับโลก เรามีการส่งออกน้ำมันดิบไปขายในต่างประเทศ ส่งออกไปขายถูกนำเข้ามาแพง ทำให้ราคาน้ำมันแพง ผมเข้าใจว่าขณะนี้ ปตท. ก็พยายามทำอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่ควรจะทำมากยิ่งขึ้นก็คือ ต้องให้ความรู้ลงไปถึงระดับรากหญ้า หรือคนในชนบท เพราะขณะนี้ความเข้าใจของคนกลุ่มนี้ยังน้อยมาก ถ้าเราสามารถจะจัดทำหลักสูตรให้เขาได้เข้าใจง่ายๆ และแพร่กระจายไปอย่างทั่วถึงจะเป็นประโยชน์อย่างมาก

           ส่วนอีกเรื่องที่ผมอาจจะเพิ่มเติมก็คือ ในอนาคตพลังงานจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และจะขยายเป็นประเด็นสาธารณะ ฉะนั้น ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังงานควรจะให้ความสนใจเป็นอันดับแรก ไม่มองข้ามว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะคนที่มีความรู้ แต่มันเป็นเรื่องของทุกคนที่เกี่ยวข้องและประเด็นสำคัญแรกคือ ผู้ใช้พลังงานทุกคนต้องมีจิตสำนึกในการช่วยกันประหยัดพลังงาน....

           แม้เราจะโฟกัสในมิติของสถานการณ์พลังงานภาพใหญ่  แต่สิ่งหนึ่งที่คุณมนูญ ศิริวรรณ ได้ฝากข้อคิดที่จะเป็นประโยชน์สำคัญต่อความมั่นคงของพลังงานเศรษฐกิจประเทศไทยก็คือ การที่ประชาชนคนไทยควรมีความรู้และได้รับรู้ข้อมูลด้านพลังงานที่ถูกต้อง ซึ่งนั่นคือบทบาทและหน้าที่ของพวกเราชาว ปตท. ทุกคนที่จะต้องร่วมกันเป็นจิ๊กซอว์ต่อภาพใหญ่สู่การสร้างเสถียรภาพให้พลังงานไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนตลอดไป