 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/4734" type="text/javascript"></script> |
|
|
Blog ของ จิตแผ้ว
เรื่องราวน่าสนใจ น่่าตื่นเต้น ที่ฉันพบเห็น และอยากบันทึกไว้ และอยากแบ่งปันให้ ทุกคนได้อ่านใน Blog ของ จิตแผ้ว
ผู้เขียน: จิตแผ้ว ชมแล้ว: 16,040 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 16 January 2007, 5:03 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 23 March 2008, 5:48 am
|
หน้าที่ 1 - ขอขอบคุณ
ก่อนอื่นใดทั้งหมดนั้น ขอขอบคุณ วิชาการ.คอม ที่เอื้อเฟื้อ ทุกอย่างทุกประการ ให้โอกาสแสดงความคิดเห็น ให้โอกาสตั้งกระทู้ รับไว้เป็นสมาชิก เพื่อนพ้อง น้องพี่ที่นี่ เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา กรุณา เอื้ออาทรช่วยแนะนำพร่ำเตือนในสิ่งที่ถูกที่ควรที่เหมาะสม นับได้ว่า เป็น มิตรแก้ว สหายคำได้อย่างเต็มปากเต็มหัวใจ ตัวเราเองเป็นแค่เพียงครูบ้านนอกคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักการใช้ เทคโนโลยี ที่เรียกว่า ไอที นี้มาก่อนเลย ตามหลังคนอื่นๆเป็นสิบๆปีไม่รู้เลยว่าจะเอารูปภาพมาลงอวดโฉมกับ อ.นิรันดร์ได้อย่างไรจนป่านนี้ก็ยังไม่มีความสามารถ อย่างหนึ่งที่พอจะทำได้บ้างก็คือการแต่งกลอนตามประสาคนบ้านนอกจึงมักจะเที่ยวชักชวนใครต่อใครให้มาช่วยกันแต่งกลอน อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นการรักษ์ภาษาของเราของชาวสยามเอาไว้ ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาแสดงฝีไม้ลายมือใน กระทู้ที่ว่า "นอนเปล่าอยู่ใยเมื่อหายใจเป็นบทกลอน"
ขอบคุณ วิชาการ.คอมที่ เอื้อเฟื้อ สนับสนุนให้สมาชิกมี Blog ของตัวเองและสำหรับเราก็เพิ่งจะมากระจ่างเอาไม่กี่เพลานี่เองว่า บล็อก คืออะไร จะพยายามใช้ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและ พี่น้องผองเพื่อนให้มากที่สุด เท่าที่ความสามารถจะเอื้ออำนวย แต่จะทำอย่างไรหนอ เพราะไม่มีความสามารถในเรื่องขีดๆเขียนๆเอากับเขาเสียเลยหากจะให้เล่าเรื่องราวก็คงไม่พ้นของตนเองซึ่งเป็นเรื่องราวที่รู้ดีที่สุดเป็นการ
แนะนำตัวเอง ที่เรียกว่า อัตชีวประวัติ ค่อยๆรู้จักกันไป คงจะดีนะครับ
พอเริ่มจำความได้ก็รู้ว่าตัวเองเป็นชาย ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นกลางดึกแล้วร้องไห้ มือหยาบกร้าน อ้วนอวบ จะลูบไล้ตามแผ่นหลัง
ตบเบาๆที่ก้น ปลอบให้นิ่ง ไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใด นอนเสีย นี่คือย่าของฉันตอนที่ยังเด็กในขณะนั้นอายุก็คงประมาณ4-5ขวบกำลังพูดได้ปากเป็นบางคำถามก็ทำให้คนฟังยุ่งยากใจ "ถ้ามีคนมาซื้อแสนนึง ย่าจะขายข้อยไหม"
ได้มีโอกาสกินนมจากเต้าของแม่ได้เพียง 8 เดือน แม่ก็คืนลมหายใจให้กับธรรมชาติสาเหตุจากการกินของผิด ผิดสำแลง ว่าอย่างนั้นพ่อจึงนำมาฝากให้ย่าเลี้ยง ปู่เสียชีวิตไปตั้งนมนาน ย่าอาศัยอยู่กับอาน้องต่างเลือดของพ่อ เราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ภายในบ้านหลังเล็กมีผู้คนเต็มไปหมดอย่างน้อยก็สองครอบครัวบางทีบางครั้งมักจะมีเครือญาติและผู้รู้จักมักคุ้นแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนพักแรมค้างคืนอยู่คราวละหลายๆวัน ทุกคราวฉันจะได้รับการแนะนำว่า นี่คือ ลูกคนสุดท้องของ ย่า" บักหล่า" เรียกกันติดปากในภาษาอีสาน ยิ่งใหญ่มาก ใครแตะไม่ได้ เดี๋ยวย่าจัดการ
บ้านหรือเรือนของเราปลูกง่ายๆ มุงด้วยหญ้าคา ยังดีอยู่บ้างที่เครื่องเรือนส่วนใหญ่เป็นไม้ ถึงจะไม่ใช่ไม้สักก็ตามที อยู่ริมโขงติดถนนลูกรัง ห่างจากตลิ่งเข้าไว้เพราะในฤดูน้ำหลากแม่โขงน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่งแต่เธอก็คือสายเลือดสายชีวิตของผู้คนนับหมื่นนับล้านคน
ต้นลำใยหน้าบ้านด้านทิศใต้เป็นที่บังแดดลม กิจกรรมของเหล่าทะโมนในวัยเด็กเกิดขึ้นใต้ร่มเงาของลำใยนี้ เด็กน้อยนับสิบคลาน หัดเดิน วิ่งเล่น หัวเราะ ร้องไห้ หัวร้าง ข้างแตก ก็ภายใต้ร่มเงาแห่งลำใยนี้ ข้าวปลา อาหาร เครื่องใช้สอยบางอย่างบางประการหล่อเลี้ยงหลายชีวิตเป็นบางช่วงบางโอกาสก้ได้จากการผลิดอกออกผลของลำใยต้นนี้
ส้มโอหวานลูกพอเหมาะไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่ตรงหัวบันไดพอดิบพอดีห่างออกมา2-3วาเห็นจะได้ ถัดไปคือ อกร่อง เมื่อได้ยินเสียงตุ๊บ เด็กๆจะแข่งกันกระโจนลงบันไดเก็บมาให้ย่าใช้มีดปอกผลไม้บางๆลอกเปลือกออกมองเห็นเนื้อมะม่วงสีเหลืองอ่อนต่างก็พากันกลืนน้ำลายลงคอดังเอือกๆซึ่งได้กินกันทุกคน คนละนิดละหน่อยมันหวานเสียจนเก็บไปนอนฝันในบางคืน
ต้นหูกวางสองต้นปลูกไไว้ริมรั้วด้านทิศเหนือประโยชน์สูงสุดก้แค่เพียงให้ร่มเงากินได้ไหมอันนี้ไม่รับรองแต่ที่ถัดจากนั้นไปตามแนวรั้วสองต้นทางทิศตะวันออกห่างกันราว5วานั้นคือ ขนุนกินสุกก็หวานละไม ทำแกง ทำซุปก็อร่อย ยางยังให้โอกาสเหล่าทะโมนติดปลายไม้ไปจับจักจั่น แมงปอเป็นที่สนุกสนาน
แต่ถ้าติดเสื้อผ้าแล้วน่าเกลียด เป็นตาขี้เดียดเป็นที่สุด ริมตลิ่งท่าน้ำแหล่งอาหาร เครื่องใช้ไม้สอยที่เป็นเครื่องจักสาน ด้าม จอบ ด้ามขวาน มีดพร้า ล้วนแล้วแต่อาศัยไผ่กอนั้นแทบทั้งสิ้น ต้นกล้วยและอ้อย ย่าก็ปลูกไว้ใช้สอยเอาประโยชน์เช่นกันที่สำคัญบ้านอื่นๆในละแวกนั้นไม่มีคือ ชะอม หรือผักขาในภาษาพื้นถิ่น เป็นแหล่งทำเงินให้กับย่าได้ไม่น้อย บ้านไหนเรือนไหนจะแกงหน่อไม้ แกงขนุน ก้จะมาขอซื้อเป็นประจำคราวละบาท สองบาท
บางคืนท่ามกลางความมืด วังเวง ฉันตื่นขึ้น หูแว่วเสียงเพลงจากเครื่องไฟบนปลายไม้ดังลอยลมมา เพลงธรณีกรรแสง เป็นเครื่องบอกว่าในหมู่บ้านเรามีคนจากไป ย่าก็จะพูดเป็นเชิงบ่นๆว่า มาอีกแล้ว 10 บาท คือค่าสมาชิก ฌาปนกิจศพของหมู่บ้านกลัวจนตัวสั่น แต่ก็แอบดีใจ ที่จะได้ไปเล่นไปกิน ตามประสาเด็ก เขา เรียก ไป งันเฮือนดี
ประเพณีเกี่ยวกับการตาย
การตายเป็นฉากสุดท้ายในชีวิตมนุษย์ คำว่า "ตาย" หมายถึงการสิ้นลมหายใจ สิ้นใจ สิ้นชีวิต หมดลมก็ว่า เมื่อกล่าวถึงความตายไม่มีใครปรารถนาจะได้ยินและพบพานเพราะถือว่า เป็นคำ "อัปมงคล" แต่ทุกคนก็หลีกหนีความตายไม่พ้นเพราะเป็นกฎธรรมชาติที่เป็นสัจจธรรม ดังนั้นคนร้อยเอ็ดหรือแม้แต่คนทั่วไป จึงให้ความสำคัญกับการตายไม่น้อยกว่าการเกิดเลย เมื่อมี คนตายในบ้าน ในชุมชนของตนต่างพากันโศกเศร้าเสียใจและอาลัยยิ่ง ด้วยความรักความผูกพันและกตัญญูต่อผู้ตาย จึงพากันจัดพิธีการงานศพ ให้สมเกียรติ สมฐานะ ของผู้ตาย ทุกคนในหมู่บ้านและ ชุมชนจะมาช่วยกันอย่างเต็มที่ และปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นประเพณี ดังนี้
-การอาบน้ำศพ ศพที่ตายปัจจุบันทันด่วนหรือตายไม่ปกติ คือตายโดยมิได้ เจ็บป่วย หรือตายด้วยชรา เช่น ตายเพราะถูกฆ่า หรือตายด้วยประสบอุบัติเหตุ รถชน ตกน้ำ ตกต้นไม้ เป็นต้น ชาวร้อยเอ็ดถือว่า "ตายโหง" ฉะนั้นจึงไม่นิยมอาบน้ำศพ ถือว่าตายไม่บริสุทธิ์ เพียงแต่ มัดตราสังแล้วนำไปฝังที่ป่าช้า ศพตายโหงจะไม่เผา เพราะเกรงจะเกิดความเดือดร้อนแก่ญาติพี่น้อง ของผู้ตายถ้าหากศพที่ตายปกติธรรมดา เจ็บป่วยไข้หรือแก่ตาย จะใช้น้ำขมิ้น น้ำอบ น้ำหอม อาบให้ศพถือว่าอาบให้หมดมลทินในทางคดีโลก และสอนคนเป็นให้รู้จักศีล สมาธิ ปัญญาแทนน้ำอาบกาย วาจา ใจให้สะอาดในทางคดีธรรม
-การแต่งตัวศพ หลังจากอาบน้ำศพและเช็ดตัวแห้งแล้ว จะทาแป้งแต่งตัวให้ศพโดยใส่เสื้อผ้า แต่โบราณมานิยมใส่เสื้อผ้ากลับทาง คือเอาข้างหน้าไปไว้ข้างหลัง การหวีผม ก็หวีครึ่งหนึ่งมาข้างหน้าหมายเอาไว้ว่าเป็นการมาเกิด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งหวีไปข้างหลังหมายเอาว่า เป็นการตาย หรือล่วงลับไป เป็นการเตือนให้พิจารณาว่าการเกิดกับการตายเป็นของคู่กัน แต่ในสมัยปัจจุบันการแต่งตัวศพจะเปลี่ยนไปจากโบราณ การใส่เสื้อผ้าก็ใส่เหมือนคนปกติธรรมดา มิได้ใส่กลับข้าง บางหมู่บ้านจะแต่งหน้า ทาปาก เขียนคิ้วให้ศพที่เป็นหญิงก็มี แต่หมู่บ้านในชนบท ออกไปก็ยังทำแบบโบราณ
-เงินใส่ปากผี สมัยโบราณจะเอาเงินใส่ปากศพ โดยใช้เงินฮางแต่สมัยปัจจุบัน จะใช้เหรียญบาท เหรียญ 5 บาท หรือเหรียญ 10 บาท ตามคติความเชื่อว่าเป็นเสบียงและเป็นค่าจ้าง ค่าเดินทางไปสวรรค์ แต่ความเป็นจริงจะสอนคนเป็นให้รู้ว่าคนเราเมื่อตายไปไม่สามารถนำอะไร ไปด้วยได้ แม้เงินเพียงบาทเดียวก็ไม่สามารถใช้ได้ ดังนั้นเมื่อมีชีวิตอยู่ควรรู้จักใช้เงินให้เป็นประโยชน์อย่าตระหนี่ถี่เหนียว เป็นต้น
-ขี้ผึ้งปิดปากปิดตา เพื่อปิดความอุจาดบาดตา น่าเกลียด น่ากลัวของศพไว้ ในทางธรรมว่าเป็นการสอนคนเป็นให้รู้จักระวังรักษาตา จมูก ลิ้น กายและใจให้ดี อย่าให้ทุกข์เกิดขึ้นได้ เพราะความไม่สำรวมของสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะปากและตาพาให้คนลำบากมามาก เมื่อตายแล้ว ต้องปิดเอาไว้ และใช้คาถาปิดตาปิดปากศพเอาไว้ว่า "จักษุนา สังวะโร สาธุ มุเขนะ สังวะโร" แปลว่า บอดเสียได้ในบางครั้ง ใบ้เสียบ้างในบางคราวแล้วเราสบาย"
-การมัดตราสัง เป็นการใช้ด้ายหรือเชือก มัดศพไว้ 3 เปลาะ บางหมู่บ้าน ในจังหวัดร้อยเอ็ด จะเอาผ้าขาวมาห่อศพก่อนแล้วค่อยมัด แต่การมัดจะคล้ายกันทั้งจังหวัดคือ มัดตรงคอ มือและเท้า เพื่อให้ศพอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่ถ่างขาอ้าแขน และสอนให้รู้ว่าพันธนาการของชีวิตมนุษย์มี 3 อย่างคือลูก เมีย(ผัว) และทรัพย์สมบัติ ดังภาษิตโบราณอีสานกล่าวไว้ว่า
"ตัณหาฮักลูก คือเชือกผูกคอ
ตัณหาฮักเมีย(ผัว) คือปอผูกศอก
ตัณหาฮักข้าวของภายนอก คือปอกสุบตีน"
ดังนั้นเมื่อคนมัดศพจะมัดไปพูดไป โดยจะบริกรรมคาถาว่า
"ปุตโต เควี ธะนัง ปาเก ภะริยา หัตเถ สุกะโณ ชาละมุตโตว สัคเค คัจฉะติ อัปปะโก"
แปลว่า ความรักลูกคือเชือกผูกคอ ความรักเมีย(ผัว) คือปอผูกศอก ความรักข้าวของคือปอกสวมเท้า น้อยคนจะไปสวรรค์ได้ อุปมาดังนกกระจาบที่ถูกนายพราน เอาแหทอดคุมไว้ น้อยตัวจะรอดออกมาได้(สวิง บุญเจิม,มปป. :449) แต่พราหมณ์บางคนจะบริกรรมแต่เพียงว่า
"ปุตโต เควี ตัณหาฮักลูก คือเชือกผูกคอ
ภะริยา(สามิโก) หัตเถ ตัณหาฮักเมีย(ผัว) คือปอผูกศอก
ธะนังปาเท ตัณหาฮักข้าวของคือปอกสุบตีน"
แต่ในปัจจุบันลูกหลานบางคนจะเกิดความรัก อาลัยและสงสารศพมิให้ผูกก็มี เพียงให้นอนในท่าปกติธรรมดาในโลงศพเท่านั้น
-ดอยศพ หลังจากมัดตราสังเสร็จแล้วจะเอาศพนอนหันหัวศพไปทางทิศตะวันตก แล้วใช้ผ้าขาวปิดคลุมหัวตลอดเท้า และกางมุ้งให้ศพคอยจนว่าจะทำโลงศพหรือหีบศพเสร็จ เรียกว่า "การดอยศพ" บางแห่งจะใช้ไม้ไผ่ตอกหลักหัวท้ายศพแล้วใช้ผ้าขาวปิดล้อมศพไว้ก็มี (เล็ก อุ่นพิกุล. 2542 : สัมภาษณ์)
-เอาศพเข้าโลง เมื่อทำโลงเสร็จจะรื้อผ้าล้อมศพออกหรือเก็บมุ้ง เอาศพเข้าโลง ขณะหามหรือยกศพห้ามพูดว่า " หนัก " ขะลำ การยกศพให้ยกขึ้นครั้งเดียว มิให้ยกขึ้นแล้ววางลงก่อนแล้วยกขึ้นใหม่ เพราะจะเข็ดจะขวาง
-การงันเฮือนดี บ้านที่มีคนตายจะเรียกว่า "เฮือนดี" เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้มางาน เมื่อญาติพี่น้องทราบข่าวก็จะพากันมาช่วยงานมากมาย จะตั้งศพไว้กี่วัน จำนวนวันที่ตั้งศพจะเป็นวันคี่คือ 3 วัน 5 วัน 7 วัน หรือ 9 วัน แล้วแต่ความเหมาะสม แต่บางบ้านจะตั้งไว้เพียงวันเดียวก็มี แต่มีน้อย ถ้าเป็นศพผู้ใหญ่หรือพ่อบ้าน แม่เรือนและผู้มีอายุ มีลูกหลานมาก จะตั้งไว้หลายวันเพื่อคอยลูกหลานจากต่างจังหวัด ดังนั้นช่วงที่ตั้งศพอยู่บ้าน บรรดาญาติพี่น้องก็จะมาช่วยเหลือ หลังฟังสวดอภิธรรม แล้วจะมีการอ่านหนังสือ สวดสรภัญญะอีสาน เล่านิทาน หรือมีการละเล่น เช่น เสือกินหมู หมากเก็บ ไม้เก็บเพื่ออยู่เป็นเพื่อนและให้กำลังใจเจ้าภาพ เวลาพอสมควรก็ลากลับ แต่บางคนอยู่จนสว่างก็มี ทำอย่างนี้เรียกว่า "งันเฮือนดี"
-ส่งสะกานศพ หมายถึงพิธีการเกี่ยวกับการปลงศพ เมื่อถึงวันจะนำศพไปฝังหรือเผา ลูกหลานผู้ตายจะนำดอกไม้ ธูปเทียนไปทำการสักการะและขอขมาต่อศพ ส่วนญาติพี่น้องอื่นๆ จะนำไปสักการะที่ป่าช้า ปัจจุบันจะใช้ดอกไม้จันทน์วางที่ศพแทน สำหรับศพที่จะเผา ส่วนศพที่จะฝังหรือทำการบรรจุจะใช้กระดาษห่อทรายแทนดอกไม้จันทน์
หลังจากลูกหลานทำการขอขมาศพแล้ว เมื่อได้เวลาจะเคลื่อนศพสมัยก่อน ใช้คนหามไปป่าช้า แต่ปัจจุบันใช้รถแทน การนำศพไปป่าช้าจะให้พระ และลูกหลานที่บวชเป็นสามเณรจูงหน้าศพ และต่อด้วยชีพราหมณ์ ตามด้วยลูกหลานและญาติมิตร
ขณะเดินไปตามทางจะมีการหว่านข้าวสาร ข้าวตอกแตก การหว่านข้าวสาร เป็นการสอนว่าข้าวสารเป็นแก่นของข้าวจะเอาไปเพาะปลูกก็ไม่เกิด คนเราถ้าถึงแก่นคน เช่น พระพุทธเจ้า ก็จะไม่เกิดไม่ตายอีก ส่วนการหว่านข้าวตอกแตกคือข้าวเปลือกที่คั่วไฟและแตกบานออก เป็นการเตือนสติว่าเมื่อตายไปวิญญาณและสังขารจะแยกจากกัน สังขารคือรูป วิญญาณคือนาม เทียบได้กับข้าวตอกแตก ที่แตกออกจากเมล็ดข้าว
-กองฟอน หมายถึงฐานที่ทำขึ้นสำหรับเผาศพแต่โบราณมาก่อนที่จะทำกองฟอนได้จะต้องมีการเสี่ยง คนร้อยเอ็ดโบราณจะเผาที่นาหรือสวนของตนแต่ก็มีบางคนที่ยอมให้ลูกหลาน นำไปเผาที่ผีป่าหลอก(ป่าช้า) ของหมู่บ้าน แม้จะเป็นที่ป่าช้าก็ยังมีการเสี่ยงทาย โดยนำเอาไข่ 1 ฟอง ข้าวเหนียว 1 ปั้น แล้วโยนไปเรื่อยๆ ไข่แตกที่ใดให้เผา หรือฝังที่ตรงนั้น ถือว่าเจ้าของที่เขาอนุญาต ให้แล้ว และผู้ตายก็พอใจจะอยู่ตรงนั้น แล้วก็เอาฟืนมาทำเป็น "กองฟอน" ปักหลักที่มุมทั้งสี่เรียกว่า "หลักตะกอน" หามศพเวียนซ้ายรอบกองฟอนก่อน 3 รอบ แล้วยกศพขึ้นตั้งกลางกองฟอน จากนั้น จะล้างหน้าศพด้วยน้ำมะพร้าว สมัยปัจจุบันใช้น้ำอบ น้ำหอมล้างหน้าแทนน้ำมะพร้าว ล้างหน้าเสร็จจึงกลับศพ แล้วเอาผ้าที่คลุมดอยมาโยนข้ามโลงศพ 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 รับไว้แล้วเอาผ้าไปถวายพระ
เมื่อจะเผาจะใช้ "ไม้ข่มเหง" ซึ่งเป็นไม้แก่น 2 ท่อนๆ ละ 2 วา วางซ้าย ขวา กันมิให้โลงตกข้างใดข้างหนึ่งเมื่อไฟยุบ และเป็นการสอนว่าคนเราแม้จะอยู่ในฐานะใดก็ตาม ก็ต้องมีกรอบที่คอยบังคับเราอยู่เสมอ แต่ในปัจจุบันมีฌาปนสถานเรื่อง "ไม้ข่มเหง" จึงเริ่มหายไปจากงานศพ
ก่อนจะเผา จะมีการทอดผ้าบังสุกุล พระสวดมาติกา แล้วถวายเครื่องไทยทาน นิมนต์พระเป็นผู้วางดอกไม้จันทร์ก่อน และเชิญแขกตามลำดับ ก็เป็นการเสร็จสิ้นพิธีการงานศพ
ความเชื่อเกี่ยวกับวันเผาศพของคนร้อยเอ็ดคือจะไม่เผาศพในวันอังคารและ วันพระนอกนั้นเผาได้ทุกวัน
ประเพณีบุญแจกข้าว
บุญประเพณีที่คนร้อยเอ็ดทำสืบต่อกันมา หลังจากที่มีคนในครอบครัวหรือญาติสนิท เช่น บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ลุงป้าน้าอา ลูกหลาน วายชนม์ไปแล้ว ประเพณีนี้ก็คือ "บุญแจกข้าว" (บุญอุทิศส่วนกุศล) การทำบุญแจกข้าวเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับญาติที่ถึงแก่กรรมไปแล้วไม่นานนัก ปกติจะทำบุญให้คนตายภายใน 1 ปี หรืออย่างช้าไม่เกิน 3 ปี เป็นการทำบุญให้ทาน ที่ใหญ่โตพิเศษ และบ่งด้วยว่าจะทำบุญแจกข้าวให้ใคร การทำบุญแจกข้าวมีการทำครั้งเดียว เฉพาะผู้ที่ถึงแก่กรรมแต่ละคน ส่วนมากคนร้อยเอ็ดจะนิยมทำกันในช่วงเดือนสี่ เพราะเป็นช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนา หรือเป็นช่วงที่เก็บพืชผลและมีรายได้จากพืชผลที่ตนทำ
การทำบุญแจกข้าวถือเป็นการทำบุญที่สำคัญมากบุญหนึ่งเพราะคนร้อยเอ็ดหรือ คนอีสานทั่วไปมีความเชื่อว่า ทุกคนเมื่อถึงแก่กรรมแล้ว ต้องได้กินข้าวแจกคือต้องมีคนทำบุญแจกข้าวไปให้ มิฉะนั้นดวงวิญญาณจะตกระกำลำบากไม่เป็นสุขห่วงข้าวแจก และดวงวิญญาณจะไม่ไปผุด ไปเกิด ดังนั้นลูกหลานญาติพี่น้องจึงต้องทำบุญแจกข้าวได้
ขั้นตอนพิธีทำ
เมื่อหาฤกษ์วันกำหนดทำแล้ว เจ้าภาพจะบอกเล่าญาติสนิทมิตรสหายทั้งใกล้ และไกล ตลอดจนคนรักใคร่ในหมู่บ้าน เพื่อให้มาทำบุญกันโดยพร้อมเพรียงกัน พอถึงวันจะทำผาม (ปะรำ) สำหรับทำพิธีและให้ผู้มาร่วมงานเข้าพัก แต่สมัยปัจจุบันจะกางเต็นท์แทนทำผาม จะสร้าง หอแจกข้าวทำเป็นศาลเพียงตาที่ทำขึ้นจากไม้ขัดแตะเพื่อตั้งรูปของผู้ตาย ขันหมากเบ็ง(บายศรี) เครื่องเคารพสักการะและเครื่องใช้สำหรับผู้ตาย ตอนเย็นจะเจริญพระพุทธมนต์ ตอนกลางคืนจะมีมหรสพครบงัน รุ่งเช้าจะมีพิธีตักบาตรเลี้ยงพระแล้วฟังเทศน์ จึงถวายเครื่องไทยทาน ถวายผ้าบังสุกุล เจ้าภาพบางคนอาจมีสิ่งของต่างๆ ถวายเข้าวัดเช่น เครื่องครัว พวกถ้วยชาม หม้อ กระทะ เพื่อให้เป็นสมบัติของวัด หรืออาจจะเป็นตู้หนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ แล้วแต่จะพิจารณาเห็นว่าวัดขาดเหลือสิ่งใด เมื่อถวายแล้วก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์ เลี้ยงอาหารผู้มาร่วมงานเป็นเสร็จพิธี
ความตายจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอะไรเพราะทุกคนจะต้องตายกันทุกคนแน่นอนวันยันค่ำแต่เราควรจะมา
ช่วยกันพินิจพิจารณาใคร่ครวญกันให้ดีว่าชีวิตหลังความตายเราจะเดินสู่หนไหนมากกว่าสู่สุคติหรือทุคตินี่ต่างหากเล่าที่ควรคิดคำนึง
ในสมัยนั้นที่ฉันยังเด็กฉันชอบ เพราะได้มีกิจกรรมหลากหลายให้ร่วมกระทำกับผู้คนในฐานะเด็กอย่างน้อยที่สุดได้มีโอกาสฟังเพลงจากนักร้องคุณภาพที่พี่ดีเจสุดหล่อคัดสรรอย่างพิถีพิถันเปิดขับกล่อมให้คลายโศกเศร้าจากธรณีกรรแสงบ้าง
ยิ่งดึกสงัดเสียงยิ่งแจ่มชัดในโสตประสาทถึงแม้จะเป็นแค่เพียงลำโพงฮอร์นบนยอดไม้เครื่องไฟเป็นตัวจ่ายพลังงานตามประสาชาวบ้านนอกไม่ได้เป็นระบบสเตอริโอมัลติเพลกส์
อย่างในสมัยปัจจุบันก็ตามทีแต่ความเพราะพริ้งนั้นถือกำเนิดเกิดจากจิตใจใช่ไหนอื่น ฉันได้มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารแสนอร่อยจากความมีน้ำใจเอื้ออาทรของเหล่าบรรดาแม่ครัวทั้งหลายที่ไปช่วยงานหยิบยื่นให้ด้วยความเอ็นดู ย่าได้พร่ำสอนเสมอว่าถึงเราจะยากจนข้นแค้นแสนลำเค็ญสักเพียงใดก็ตามห้ามจ้องมองด้วยสายตาละห้อยแสดงท่าทีหิวกระหายให้คนอื่นเขาเห็นบ้วนน้ำลายลงดินทิ้งไปห้ามกลืนนำ้ลายลงคอ เอือก เอือก เราต้องหยิ่งในศักดิ์ศรีของคนจน อย่าเป็นคนด้านได้อายอด ปล่อยให้พวกหน้ามึนมันทำ ถ้าหลานไม่อดทนอดกลั้นต่อไปหากมีโอกาสได้เป็นเจ้าคนนายคนหลานจะกินได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกรวด หิน ดิน ทราย แท่งคอนกรีท สะพานลอย ถนนราดยางมะตอย ่ถนนลูกรัง กิน วัว กินควาย หมูเห็ดเป็ดไก่ปานผีปอบ ฉันยังเด็กตอนนั้นจึงไม่เข้าใจคำของย่านึกเถียงอยู่ในใจเหมือนกันว่า ป้าดตีโท้ ถ้ากินได้ขนาดนั้นมันก็ไม่ใช่คนแล้วล่ะ และบ่ได้เอิ้นหว่ากินดอก มันสิแตกแดกห่าตั่วหนี่ พอโตแล้วตอนนี้ถึงได้รู้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีอยู่บนโลกร้อนๆใบนี้มีจริงๆ มีอีหลี มีคักๆ ฉันจึงแตกต่างจากเด็กๆทั่วไปที่มักจะพากันไปออ ไปมุง อยู่บริเวณที่เขากันไว้ให้เป็นโรงครัวเพื่อประกอบอาหารแบมือขอข้าวนึ่งเนื้อปิ้ง ปากก็แข่งกันตะโกนขอแหน่ ขอแหน่ แม่ครัวก็จะกระแทกแดกดันให้ด้วยความรำคาญแถมด่าไล่ตะเพิดให้หนีไปไกลๆ มันก็จะไปสักพักก็มาอีก ไม่ได้โกรธไม่ได้อายอะไร พอเหนื่อยหน่ายรำคาญใจกับทะโมนเหล่านั้นแม่ครัวที่ว่าเหลือบมาเจอฉันเข้าแกก็เรียกให้ไปหาแล้วหยิบยื่นให้ด้วยเมตตามันก็ได้เหมือนกันเพียงแต่ไม่บ่อย ฉันจึงคุ้นชินกับวิถีชีวิตแบบนี้มาตั้งแต่เล็กแต่เด็ก ไม่สู้กับการแก่งแย่งชิงดี ไม่ขี้อวดขี้โอ่ ดูไปคลายกับไม่ทันคนความจริงแล้วไม่ใช่ จึงไม่ใส่ใจกับ คศ.3 การพัฒนาตนเองควรพัฒนาจิตใจมากกว่า ครูมัวแต่ทำผลงานเพื่อให้ผ่านการประเมินหวังรับแท่งเงินเดือนใหม่สารพัดวิธีการ ผ่านแล้วได้เงินเดือนเพิ่มแล้วความสามารถมีจริงๆตามนั้นหรือเปล่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเด็กดีขึ้นจริงหรือเปล่า ช่วงที่มัวอบรมทำผลงานเด็กนักเรียนอยู่อย่างไร เรียนรู้อย่างไรกับใคร
เช้าวันหนึ่งเมื่ออายุของฉันคงประมาณ 6-7ขวบ ฉันสังเกตุเห็นที่ถนนลูกรังหน้าบ้านมีเด็กๆชาย-หญิง นับสิบใส่เสื้อผ้าที่เรียกว่าชุดนักเรียนมีเป้ ยานอวกาศอพอลโล 11 ติดหลัง บางคนมีกระติกน้ำที่ไม่มีกระติกก็ถือขวดน้ำปลาใส่น้ำเดินเรียงแถวผ่านมาสักพักใหญ่ๆได้ยินเสียงกรุ๋งกริ๋งของกระดิ่งจักรยานไอ้โย่งดังมาแต่ไกลบุรุษรูปร่างสันทัดวัยปลายสี่สิบนใชุดกากีคอพับแขนยาวเรียกอย่างไม่เป็นทางการ
ว่าชุดครูตั้งหน้าตั้งตาปั่นมาด้วยความมุ่งมั่น ฝูงนักเรียนที่ว่าเมื่อกี้หลบลงข้างทางชายโค้งคำนับหญิงถอนสายบัวช่างเป็นภาพที่งดงามอะไรเช่นนั้นแล้วคนที่เรียกว่าครู
นี่ยิ่งใหญ่อยู่พอสมควรทีเดียว นับจากนั้นมาฉันคิดในใจว่าเอาละ ใครก็ตามถ้าใส่ชุดอย่างนี้จะต้องรีบวิ่งไปโค้งคำนับเสียโดยไว
นับจากวันนั้นเป็นต้นมาฉันก็จะมาเฝ้ารอดูว่าคนที่ใส่ชุดสีกากีจะขี่รถถีบผ่านมาอีกเมื่อไหร่และก็เมื่อนั้นฉันก็จะโค้งคำนับให้อย่างงามๆมันเป็นการประจบสอพลอหรือเปล่าฉันไม่รู้เพราะเมื่อโตขึ้นได้มีการมีงานทำฉันไม่ได้มีสันดานแบบนั้นมันคงเป็นการกระทำที่เขาเรียกว่าเลียนแบบรุ่นพี่ว่างั้นเถอะซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการเคารพนบนอบผู้ใหญ่
ออกมาจากความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา แล้ววันหนึ่งชายในเครื่องแบบสีกากีที่ฉันเคยโค้งคำนับซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีกันหลายคนอยู่ ฉันก็ไม่ได้จดจำว่าคนไหนหน้าตาเป็นอย่างไรถ้าใส่ชุดสีกากีแล้วก็เป็นอันว่าโค้งคำนับหมดทุกคนไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง ก็ได้มาเยือนถึงถิ่น ผู้ที่มาเยือนนี้รู้สึกจะหนุ่มแน่นกว่าคนอื่นอยู่สักหน่อย เขาได้เรียกฉันเข้าไปหาแล้วพูดว่า บักน้อยๆนี้คงอยากจะไปโรงเรียนเหมือนรุ่นพี่เห็นไปคอยคำนับครูตั้งหลายครั้งแล้ว ไหนลองยกมือขึ้นซิเอาแขนแนบข้างๆหูแล้วเหยียดขึ้นไปลองเอื้อมลงมาจับหูตัวเองอีกข้างหนึ่งซิ ให้แขนวางตรงกลางๆหัว เออ น่าน อย่างนั้นแหละ จับใบหูตัวเองได้หรือยังถ้าจับได้ก็ไปโรงเรียนได้ โอ้ นี่ยังไม่ถึงแต่ก็เกือบแล้วคงอีกไม่นาน เป็นอย่างนั้นจริงๆเพราะในเวลาอีกไม่นานฉันก็ได้ไปโรงเรียน ชายผู้นั้นมารู้ภายหลังว่าแกไปที่บ้านทุกบ้านแถบนั้นเวลานั้นเพื่อพ่น ดีดีที ปราบยุงไม่ใช่ครูแต่แกก็ได้สอนฉันให้รูว่าเด็กๆที่โตขึ้นมาไม่รู้ว่าอายุเท่าใดเมื่อไหร่สมควรไปโรงเรียนความรู้จึงไม่ได้อยู่ในแค่ตำราเท่านั้น โรงเรียนของฉันเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวมี4ชั้นป.1-ป.4 ครู2คน คนละ2ชั้น ครูใหญ่สอน ป.1 ป.2
โรงเรียนอยู่ห่างจากบ้านราวๆ1กิโล แต่ความรู้สึกของเด็กตอนนั้นดูเหมือนว่ามันไกลแสนไกลคงเป็นเพราะไม่ได้มีโอกาสย่างกรายสู่โลกภายนอกเลยตลอดเกือบ24ชั่วโมงฉันจะไม่ยอมห่างย่าเลยไปไหนไปด้วยยิ่งกว่าวัวน้อยติดแม่เสียอีก
กว่าจะชินกับการที่จะต้องห่างไกลสุดที่รักต้องเสียน้ำตาไปหลายกระบุงโกยเลยทีเดียว เสียงระฆังดังขึ้นเด็กๆที่กำลังเล่นกันอยู่รีบวิ่งกรูกันไปที่ข้างรั้วลวดหนามหลังอาคารพ้นจากนั้นไปเป็นที่ดินของชาวบ้านที่ใช้ต้นสบู่ดำปลูกเป็นแนวกั้นรั้วเราเด็กใหม่รุ่นพี่ทำอย่างไรเราต้องตามพอถึงที่หมายทุกนายก็เอาอาวุธประจำกายออกมาเล็งไปที่โคนต้นสบู่ดำลดน้ำหนักตัวเองก่อนขึ้นชั้นเรียนถึงว่าพืชชนิดนี้
ถึงได้เจริญงอกงามดีกว่าีที่อื่น ครูใหญ่ได้บอกให้นักเรียนใหม่เอากระคานชนวนและดินสอหินออกมาเตรียมไว้ให้ทุกคนเข้าแถวเรียงคิวต่อกันเข้าไปหาทีละคนครูใหญ่เอาชอล์คเขียน ก.ไก่ตัวเบ้อเริ่มตรงกลางกระดานให้ เมื่อกลับไปนั่งที่แล้วทุกคนเอาดินสอหินเขียนก.ไก่ตามรอยชอล์คนั้นเบาๆอย่ากดกระดานจะเป็นรอยลบไม่ออกต้องใช้เขียนอย่างอื่นอีกเข้าใจไหม พยายามหน่อยทำมือเบาๆกระดานใครเป็นรอยฉันจะเฆี่ยน
จำไม่ได้หรอกว่าใช้เวลานานปานใดกว่าจะเขียนพยัญชนะครบทุกตัว สระอีก จำนวนตัวเลขอีกรู้แต่ว่าการที่จะได้วิชาความรู้มามันไม่ใช่ของง่ายๆเลยต้องใช้ความอุตสาห วิริยะ เพียร พยายามเป็นอย่างยิ่ง
โรงเรียนมีห้องน้ำสองหลังไว้สำหรับครูและนักเรียนใช้คราวจำเป็นแต่ดูเหมือนว่าตลอดระยะเวลาที่เป็นนักเรีบนที่นี่ฉันแทบไม่ได้ใช้บริการเลยแต่ ถังรองน้ำฝนสองถังริมอาคารเรียนทิศตะวันตกนั้นได้ใช้บริการบ่อยที่สุดเมื่อน้ำในขวดที่แต่ละคนได้เตรียมมาจากบ้านหมดทุกหยดแล้ว ก็้อากาศร้อนเหลือหลายบวกกับการเหน็้ดเหนื่อยหลังจากวิ่งเล่นกันตอนพักน้อย เผ็ดและเค็มจากแจ่วปลาร้าที่ตั้งใจเหลือหลังจากข้าวมื้อเที่ยงไว้กินเล่นแกล้มใบไทรย้อยที่นอกจากจะให้ร่มเงาบังแดด ลม ฝนแล้วยังเป็นแหล่งอาหารยามย่างอีกด้วย
ฉันเรียนกับครูใหญ่ที่ไม่รู้ว่าตารางเรียนตารางสอนหน้าตาเป็นอย่างไร พอเข้าเรียนก็ปฏิบัติตามคำสั่งหากฝ่าฝืนเป็นต้องโดนไม้ที โป๊ก ที่หัว เจ็บจนน้ำตาร่วงแต่ไม่เคยร้องสักแอะ ลูกผู้ชายต้องอดทน ครูใหญ่สอนที่โดนทำโทษเพราะทำผิดขอให้รู้ไว้ ฉันไม่เคยตีเด็กที่ประพฤติชอบ สอนมาตั้งแต่รุ่นพ่อพวกสูอย่ามาหัวหมอกับฉัน ไม่เห็นมีใครกล้าหือกับแกสักรายและสังเกตุว่าถ้าเชื่อผูใหญ่มันได้ดีแทบทุกราย ครูใหญ่จะเขียนวัน วันที่ เดือน พ.ศ.ไว้บนสุดเขียนด้วยเลขไทยขีดเส้นใต้และเส้นกั้นหน้าซึ่งเป็นอันดับแรกที่ทุกคนต้องทำตามนักเรียนใช้สมุดและดินสอดำหลังจากที่หัดเขียนจากกระดานชนวนจนคล่องดีแล้วซึ่งต้องใช้เวลานานอยู่พอสมควร
และเราก็ไม่ใช่นักเรียนใหม่อีกต่อไป ครูใหญ่ให้หัดคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร คัดไทย แล้วก็พัก ก่อนกลับบ้านจะมีช่วงที่ให้ทุกคนได้ลงไปวิ่งเล่นทำกิจกรรมมากมายตามใจปรารถนา เรีบกว่า พักน้อย ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข สนุกสนาน ของเด็กๆ
การที่เป็นคนรูปร่างไม่สูงใหญ่นักบางทีทำให้ได้เปรียบคนอื่นอยู่บ้าง จำได้ว่ามีเกมส์การละเล่น
ของพวกนักเรียนชายอยู่เกมส์หนึ่งที่ฉันชื่นชอบเป็นพิเศษอาจจะเหมือนขี่ม้าส่งเมืองหรือเปล่าไม่แน่ใจ จากการที่เราได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ครูใหญ่เล่าตอนที่พระนเรศวรกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาพวกเราเลยจับใจความ
ตอนนี้ไปเล่นเกมส์การต่อสู้กันคนตัวใหญ่เป็นช้างให้คนตัวเล็กขี่แล้วพากันไล่เอาเท้ายันคู่ต่อสู้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันทำทุกวิถี
ทางเพื่อจะล้มฝ่ายตรงข้ามให้ได้สนุกมากเพราะฉันมักจะได้ขี่ช้างขี่ม้าบ่อยที่สุดเราสนุกสนานกับการละเล่นนี้อยู่ได้ไม่นานก็ถูกสั่งห้ามเพราะมันอันตราย
ครูใหญ่ว่าอย่างนั้น ท่านจะบอกว่ามันจะอันตรายก็ตอนที่พลาดไปถีบเอาลูกอัณฑะกันสิถึงตายเชียวนาเด็กก็กลัวตายเหมือนกันก็เลยเลิก
มาแสดงหนังแทนก็จำเอาจากหนังกลางแปลงที่บริษัทขายยาถ่ายพยาธิตัวตืดนำมาฉายโฆษณาขายยยานั่นแหละ
มิตรมือหมัด สมบัติมือปืน ไชยามือดาบ ใครชอบ มิตร ชัยบัญชาก็ต่อสู้ด้วยหมัด ชอบ สมบัติ เมทะนีก็ต่อสู้ด้วยปืน ชอบไชยา สุริยันก็ต้องต่อสู้ดว้ยดาบ ปืนก็ใช้มือทำเอาจะยิงใครก็ชี้มือไปตรงคนนั้นแล้วทำเสียงประกอบดังชิ้ว ชิ้วผู้ที่ถูกยิงถูกต่อยก็ต้องทำท่าทางให้สมบทบาทล้มลุกคลุกคลานหงายเหงือกหงายคางก่อนจะสิ้ใจ
ส่วนดาบนั้นต้องมีอุปกรณ์คือก้านมะละกอแห้งพอฟันถูกทีไรจะมีเสียงดังเพียะๆก้านมะละกอหักกระเด็นดูน่ากลัวแต่ไม่เจ็บ
นักเลงสมัยก่อนนำมาใช้ทดสอบนักเลงต่างถิ่นซึ่งไม่มีเจตนาทำร้ายให้ถึงขั้นบาดเจ็บเพียงแต่สั่งสอน
ดว้ยความเอ็นดูเสียมากกว่าโดยการนำก้านมะละกอมาบรรจุน้ำหมากที่คนแก่คนเฒ่ากินหมากแล้วบว้นใส่กระโถนไว้
ดูเผินๆคล้ายเลือด พอได้จังหวะก็ฟาดหัวเพียะก้านมะละกอแตกหักน้ำ้หมากทะลักคนถูกตีวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
มือคลำไปที่หัว ใจเต้นตุบๆร้องไห้ก็ไม่ออกหัวเราะก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกที่ยากแก่การบรรยายในขณะนั้นด้วยสำคัญผิดว่าตัวเองถูกนักเลเจ้าถิ่น
ตีหัวด้วยไม้คมแฝกจริงๆ
พวกเราได้เล่น ได้แสดงบทบาทสมมติต่างๆตามจินตนาการนานพอดูแล้วก็จะได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นถึงจะเมามันกับการเล่นอย่างสนุกสนาน
มากมายเพียงใดพระเอก ผู้ร้าย นางเอก นางอิจฉา ก็ต้องหยุดบทบาทรีบวิ่งขึ้นห้องเรียน ครูใหญ่และครูุอีกท่านก็ต้องปรามกันอีกว่าเบาๆกันหน่อย ช้าๆไว้ไม่ต้องรีบร้อนเดี๋ยววิ่งชนกัน
หรือไม่ก็หกล้มหกลุกเข่าถลอกปอกเปิก หัวร้างข้างแตกกัน การเป็นครูจึงเป็นงานที่แสนหนักเพราะรับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของศิษย์ทุกย่างก้าวของชีวิต
และไม่น่าเชื่อจากเด็กตัวเล็กๆเมื่อสีสิบกว่าปีก่อนได้มามีอาชีครูเป็นเวลากว่ายี่สิบปีแล้ว โอ้ นี่ละหรือที่พระท่านว่า กงกรรมกงเกวียน
ก่อนกลับบ้านทุกคนต้องมาเข้าแถวแยกตามหมู่บ้านซึ่งก็มีสองหมู่บ้านเท่านั้นครูใหญ่กำชับให้ตรวจตราดูความเรียบร้อยของตนเอง อุปกรณ์ต่างๆว่าครบไหม เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ชำรุดฉีกขาดไหม ให้กลับไปซัก ไปซ่อมแซมเสียให้มันเรียบร้อย เอ้า วันนี้บ้านเหนือไปก่อนตัวใหญ่ดูแลน้องๆด้วย พอหางแถวของบ้านเหนือพ้นขอบรั้วโรงเรียนมาได้นิดเดียวในขณะที่หัวแถวของบ้านใต้พยายามเร่งฝีเท้าเพื่อก้าวให้ทัน
ทันมือก็มือ ทันเท้าก็เท้าฟาดเผียะเข้ากลางหลังหรือไม่ก็ยันเปรี้ยงเข้าที่ก้นคนถูกตีตะโกนบอกหัวแถวซึ่งรู้อยู่แล้วล่วงหน้าว่าจะเกิดเตุอันใคขึ้น
ทุกชีวิตของคนบ้านเหนือที่ออกพ้นรั้วโรงเรียนไปก็จะวิ่งกรูกลับมาพร้อมก้อนอิฐ ก้อนหิน เศษดินเศษไม้ ทางบ้านใต้ก็เช่นกัน ต่างคนก็ต่างขว้างปาเข้าใส่กันปาไปด่าไปยกเท้าเปิดก้นแลบลิ้นปลิ้นตาทำทุกอย่างเพื่อฝากความเจ็บแค้นให้ฝ่ายตรงข้าม
คำด่าทอก็ช่างสรรหาเหลือเกินไม่รู้ว่าใครหนอช่างคิดเป็นคนแรกๆ "คนบ้านใต้กินไก่บ่หลกขน พอลนๆกัดกินแต่ก้น" คนบ้านเหยือกินหมากเขือกับไม้แก้งขี้ ฉันเรียนที่นี่ ตั้งแต่ ป.1-ป.4ได้มีส่วนร่วมกิจกรรมทุกวันแต่เป็นที่น่ายินดีไม่เคยมีใครได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่รอยแมวข่วนและพอวันรุ่งพรุ่งนี่เช้า
เจอหน้ากันที่โรงเรียนหรือที่อื่นก็จะไม่มีร่องรอยของความบาดหมางเลยมิหนำซำ้โตเป็นหนุ่มสาวหลังจากที่ฝ่ายชายผ่านการบวชเรียน
สึกออกมาเป็น ทิด แล้ว คู่รักหลายคู่ที่มาจากสองหมู่บ้านตรงข้ามบ้านเหนือ กับบ้านใต้ก็มาแต่งงานกัน บ้านฉันเรียกการกินดอง
กินดอง
สาวกับบ่าว ตั้งแต่กี้ บ่ ช่าง ดื้อ บ่เคยว่า มีมารทาง
ยามเอากัน เป็นผัวเมีย ค่าดอง บ่ แพงซ้ำ
ยามกินดอง บ่เคยฆ่า วัวควาย เลี้ยงแขก
บ่ พิมพ์บัตร หาแจกเจ้า เอาเงินอ้าง อวดซื่อเสียง
ถือขนบ ธรรมเนียม แม้ยามหา เฮ็ดชอบเมื่อ
มีความสุข เป็นหมื่นมื้อ บ่ เคยฮ้าง หย่ากัน ....ลูกอิสาน เอ้ย
โดย : สังพ่อพิมพ์ รัตนคุณศาสตร์
การกินดอง-สมรส
ประเพณีมงคลไทยอีสาน
ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงวัยเบญจเพศ ได้กระทำการบวชเรียนเป็นคนสุกแล้ว ตามบ้านนอก หรือจังหวัดต่าง หัวเมืองในภาคอีสาน นิยมให้ลูกหลานทำการบวชเรียนก่อนจึงจะแต่งงานได้ เมื่อบวชเสร็จและสึกแล้ว ต่อจากนั้น จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ จำจะต้องมีครอบครัว มีเหย้าเรือนเสียทีเพื่อสืบตระกุลต่อไป การเริ่มต้นมีครอบครัวนั้น จำเป็นที่จะต้องเลือกหาหญิงที่ตนชอบ และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะเป็นศรีภรรยาได้ มิใช่อย่างชาวกรุงเทพฯ ที่นิยมหาหญิงที่เป็นคู่ครอง จะต้องเป็นคนสวย (ผู้ชายคนหล่อ) ถึงแม้ว่าจะไม่มีคุณสมบัติที่จะปฏิบัติต่อ ครอบครัว ในการเป็นแม่บ้าน แม่เรือนได้ก็ตาม เพราะความนิยมของชาวกรุงชอบแต่งการฉูดฉาดและเที่ยว ส่วนการงานมัก จะไม่เอาใจใส่ แต่ทางภาคอีสานกลับตรงกันข้าม ผู้ที่จะเป็นภรรยาจะต้องเป็นคนขยันขันแข็งต่อกิจการงาน จะต้อง เอาใจใส่ในครอบครัว มีนิสัยดี ถ้าไม่อย่างนั้นจะอยู่คู่ครองกันไม่ได้นานถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ แม้จะอยู่ครองกับสามีได้ ก็ตาม ย่อมมีเหตุที่จะบังเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่ทางพ่อแม่สามีก็ต้องเป็นญาติพี่น้อง สิ่งที่จะเกิดขึ้นเพราะขาดคุณสมบัติของ ภรรยาหรือศรีสะใภ้ จึงทำให้ขาดความเอ็นดูและความสงสาร ทำให้เกิดเป็นความรังเกียจขึ้น
คำที่ว่า กินดอง นั้น ก็หมายถึงการสมรสนั่นเอง การสมรสนั้นมีสองชนิด คือ อาวาหมงคล ซึ่งหญิงเมื่อแต่งงานแล้ว หญิงนั้นจะต้องมาอยู่บ้านผู้ชายเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ทางฝ่ายชาย อีกวิธีหนึ่งได้แก่วิวาหมงคล คือ ฝ่ายชายจะต้องไป อยู่กับฝ่าย หญิง
ก่อนที่จะทำการสมรสหรือหมั้น ควรจะจดเวลา วัน เดือน ปี เกิด ของคู่สมรสไปให้โหร คุณหารคำนวณหาฤกษ์ เสียก่อน และวันเวลาขันหมากจะออกจากบ้าน จนกระทั่งการรดน้ำและส่งตัว
เมื่อฝ่ายชายทราบกำหนดวันและเวลาแล้ว ก็จัดขันหมากหมั้นซึ่งมีสองขัน ขันหนึ่งใส่ของที่จะไปหมั้น จะเป็นของ หรือ เงิน ทอง เพชร สุดแล้วแต่การตกลงกันทั้งสองฝ่าย แต่มาในสมัยนี้นิยมแหวนหมั้นกันเป็นส่วนมาก หรือไม่อย่างนั้น ก็สุดแล้วแต่ความต้องการของฝ่ายหญิง อีกขันหนึ่งจะใส่ถุงถั่วเขียวหนึ่งถุง และข้าวเปลือกหนึ่งถุง ข้าวตอกหนึ่งถุง ใบเงิน ใบทอง ใบนาก แล้วใช้ผ้าคลุมทั้งสองขันซึ่งเรียกกันว่าขันหมั้น
ส่วนขันหมากนั้นมีหมาก 8 ผล ซึ่งตัดเป็นสะแง้เดียวกัน ส่วนมากนั้นฝานทางก้นหมากออก แล้วทาปูนหรือทาชาด ก้านพลูตรงรอยที่ตัด แล้วใส่ลงในขันใช้ผ้าคลุมสำเร็จรูปปั้นเป็นขันหมากได้ ต่อจากนั้นก็จัดหาคนเชิญขันหมากไว้ให้ พร้อมสรรพ และเชิญผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับหน้าถือตา ให้นำขันหมากไปหมั้นตามเวลาฤกษ์หมั้น และของขวัญสำหรับแถมพก เถ้าแก่ที่นำของหมั้น และคนเชิญขันหมากของหมั้นด้วย ถ้าหากของหมั้นเป็นเงิน เถ้าแก่ฝ่ายหญิงจะต้องนับแลดูให้ครบ ถ้วนตามที่ตกลงกันไว้ ถ้าเป็นทองก็ต้องชั่งดูให้แน่เสียก่อน
เมื่อหมั้นเสร็จแล้วและต่อมา ก็จะถึงกำหนดการแต่งงาน การแต่งงานจะต้องมีขันหมากแต่ง ซึ่งมีขันสามขันใส่ หมากพลูเหมือนขันหมากหมั้น ที่รองขันมีผ้าคลุม แต่ขันหมากแต่งเพิ่มอีกขันสำหรับใส่สินสอดตามที่ตกลงกันไว้ แต่จะต้องใส่ให้เกินสักนิดหน่อย เช่น อย่างตกลงกันเป็นพันเป็นร้อย หมื่นก็ตาม เมื่อนำเงินนั้นใส่ลงขัน ต้องเติมลงไป อย่างน้อยจะหนึ่งหรือ สองเฟื่อง สลึงก็ได้ แต่ต้องใส่ให้เกินไว้นั้นละดี เมื่อเวลา เฒ่าแก่ฝ่ายหญิงนับเงิน จะได้ร้องว่า เงินเกิน ซึ่งจะเป็นเคล็ดที่ดี ขันสินสอดนั้นต้องใส่ถุงถั่วเขียว งาดำ ข้าวเปลือก ข้าวตอก ใบเงิน ใบนาก เหมือนขันหมากหมั้น ส่วนหมากหรือพลูจะต้องใส่ให้มากกว่านี้ แต่ต้องเป็นคู่ๆ ธูปเทียน ผ้าขาวไหว้ผี และผ้าไหว้บิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ ฝ่ายหญิง จะต้องจัดเป็นคู่เหมือนกัน แต่จะมากหรือน้อยสุดแล้วแต่จะตกลงกัน ทั้งสองฝ่าย เมื่อทราบจำนวนแล้วก็จัดใส่ พานนำไปพร้อมกับขันหมาก และจะต้องเตรียมจัดหาคนเชิญไว้ให้พร้อม พอได้ฤกษ์ ผู้เป็นเฒ่าแก่ก็จะได้นำไป ถ้ามีการ กั้นขันหมาก ควรจะห่อเงินเตรียมไปด้วย ฝ่ายหญิงจะต้องหาเด็กเชิญพานหมากลงไปเชิญเถ้าแก่ให้ขึ้นบนเรือนฝ่ายหญิง และมีคนคอยรับขันหมาก ขันสินสอดแต่จะต้องไม่ลืมของแถมพก เถ้าแก่และคนอื่นๆ ที่มาในงานมงคลสมรสนี้
ตอนเช้า บ่าวสาวทำการตักบาตรพระที่นิมนต์มาฉันเช้า เวลาตักบาตรต้องตักด้วยทัพพีอันเดียวกัน ถ้าหญิงจับข้าง บนหญิงนั้นจะมีอำนาจเหนือกว่าชาย ถ้าชายจับข้างบนชายจะมีอำนาจเหนือกว่าหญิง เป็นการถือเคล็ดที่เขาชอบจะสังเหต ถือกันว่า เมื่อถือใครอยู่ข้างบนเป็นอันผู้นั้นดี (แต่ไม่ควรถือในสมัยนี้- เพราะจะแย้งกันถือบน ข้าวจะหก..อิอิ)
พอถึงตอนเย็น บ่าวสาวนั่งฟังสวดมนต์เย็น ในระหว่างนี้จะต้องมีเพื่อนบ่าวสาวนั่งเป็นเพื่อนอยู่ด้วย ฟังพระสวดมนต์เย็นแล้ว ประเคนจตุปัจจัยไทยทานแด่พระสงฆ์ จะเป็นอะไรก็ได้ตามศรัทธา ไม่ควรลืม หมาก พลู และดอกไม้ธูปเทียน ไตรจีวร หรือสะบง เงิน ตามแต่สะดวกและเห็นสมควร
เมื่อได้ฤกษ์รดน้ำ บ่าวสาวขึ้นนั่งบนที่ๆ จัดไว้ หันหน้าไปสู่ทางที่โหรได้กะให้ (ถ้าจะที่โรงแรมต้องเลือกโรงแรม ที่หันหน้าไปทางที่โหรดูให้ ..อิอิ) ชายจะต้องนั่งซ้าย หญิงนั่งขวา (ของคนนั่ง) ท่านผู้ใหญ่ที่ได้รับเชิญมาเป็นประธาน ในงานนี้ จะสวมมงคลให้ศีล ให้พร เมื่อทำการสวมมงคลแล้ว พราหมณ์จะเป็นผู้ส่งสังข์ให้หลั่งน้ำพระพุทธมนต์ และเทพมนต์ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นรดน้ำ แขกที่ได้รับเชิญเข้ารดน้ำต่อๆ กันไปเป็นลำดับ แล้วบิดามารดาถึงวงศ์ญาติ จึงหลั่งน้ำ เมื่อเสร็จแล้ว ผู้เป็นพราหมณ์จึงหลั่งน้ำสังข์และประสาทพรเป็นมงคลแก่คู่บ่าวสาว เป็นการสิ้นสุดในการรด น้ำสังข์ แต่ในตอนนี้เขาจะคอยสังเกตดู ถ้าชายลุกขึ้นปลดมงคลก่อน ชายจะมีอำนาจเหนือหญิง ถ้าเป็นหญิงลุกขึ้นปลด มงคลก่อน หญิงจะมีอำนาจเหนือชาย (งานนี้รับรองไม่มีใครลุกก่อนเป็นแน่) เมื่อแขกที่รดน้ำกลับควรจะให้มีของขวัญแจก เป็นที่ระลึก ในงานมงคลสมรส จะเป็นมาลัยหรือบุหงา ผ้าเช็ดหน้าสุดแล้วแต่ความสะดวก
ตอนค่ำ จะมีการส่งเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าว และต่อจากนั้นก็มีการเลี้ยง เพื่อจะได้แนะนำให้เป็นที่รู้จักกันทั้งสองฝ่าย ต่อจากนั้นจะต้องทำการไหว้บิดามารดา ฝ่ายทางบิดา มารดาจะต้องหาของรับไหว้เจ้าบ่าว เจ้าสาวตามฐานะ ละให้ศีลให้พร แก่คู่บ่าวสาว
สิ่งของที่เป็นอุปกรณ์ในการแต่งงานนั้น ควรจัดไว้ดังนี้ คือ
สิ่งที่ฝ่ายชายจะต้องเตรียม
1. เถ้าแก่ที่จะนำขันหมากมาหมั้น
ก. ขันใส่เงินหรือทองหมั้น ซึ่งจะต้องมีข้าวเปลือก ข้าวตอก ถั่วเขียว งาดำ ใบเงิน ใบทอง ใบนาก หนึ่งขัน
ข. ขันใส่หมากดุจที่ได้กล่าวเบื้องต้น
ส่วนขันหมากแต่งนั้นมี
ก. ขันใส่เงินและทองสินสอด ตามที่ตกลงกันไว้
ข. ขันหมากสองขัน
2. คนสำหรับยกขันหมาก และคนยกพานผ้าไหว้
3. พานผ้าไหว้
4. ของขวัญสำหรับแขกที่มาในงานมงคล
5. เงินสำหรับเป็นค่าผ่านประตู ถ้ามีการกั้นประตู
6. คนสำหรับแห่จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ สุดแต่เห็นสมควร
สิ่งของทางฝ่ายหญิงที่จะต้องเตรียมตอนหมั้น
1. ของขวัญสำหรับแจกเถ้าแก่ ที่นำขันหมากมาหมั้นและคนเชิญขันหมั้นด้วย
2. เถ้าแก่รับของหมั้น
3. อาหารสำหรับเลี้ยงเฒ่าแก่ที่นำขันหมากมาหมั้น และคนเชิญขันหมั้นด้วย
ตอนแต่ง
1. สิ่งของสำหรับตักบาตรตอนเช้า และอาหารสำหรับเลี้ยงพระสงฆ์
2. เถ้าแก่สำหรับรับขันหมากแต่ง และเด็กเชิญพานหมาก เพื่อเป็นการเชื้อเชิญ เถ้าแก่ที่นำขันหมากแต่ง
3. เพื่อเจ้าสาว (เอาความสวยใกล้เคียงกับเจ้าสาว)
4. ของสำหรับแจกเถ้าแก่และแขกที่มาในงาน
5. เครื่องแต่งตัวสำหรับสวดมนต์เย็นและตอนรดน้ำสังข์
6. เครื่องรดน้ำ มีขันขนาดใหญ่ สำหรับใส่น้ำมนต์ และพานสำหรับใส่สังข์ และขันสำหรับรองน้ำที่รด
7. มงคลคู่ สำหรับใช้สวมหัวในเวลารดน้ำ
8. ตบแต่งสถานที่ๆ จะรดน้ำและห้องเรือนหอ
9. เครื่องเรือน
10. ดอแไม้ธูปเทียนสำหรับไปให้วงศ์ญาติ เมื่อแต่งงานกันแล้ว หรือสำหรับไหว้ผีบ้านผีเรือน
11. ของสำหรับถวายพระ ซึ่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะได้ถวายในเวลาเย็น
12. อาหารเลี้ยงบรรดาแขกในตอนค่ำ
13. ของสำหรับแจกผู้ที่มารดน้ำ
14. พราหมณ์สำหรับส่งสังข์
15. คนปูที่นอน เขานิยมเลือกผู้ที่แต่งงานครั้งเดียว และอยู่มาด้วยกันจนแก่เฒ่า
อ้างอิงจาก หนังสือ ประเพณีพิธีมงคลไทยอิสาณ โดย จ.เปริยญ
การกินดอง ขั้ตอนชีวิตอันดับที่สามของลูกผู้ชายไทยอีสาน
อันดับชีวิตขั้นที่ 3 ต่อจากการบวชมาก็คือ การกินดอง ชีวิตขั้นนี้โบราณถือว่าสำคัญมาก เพราะเป็นชีวิตต้องพึ่งตัวเอง และต่อสู้อุปสรรคนานานับประการ เป็นชีวิตที่ก้าวหน้าขึ้น เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นพ่อคน แม่คน ดังนั้นผู้ที่จะก้าวขึ้นสู่ชีวิตขั้นนี้ จะต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ การกินเลี้ยงในงานเอาผัวเอาเมียเรียก การกินดอง ที่นิยมทำกันมี 2 แบบ คือ
* ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้วชายไปอยู่ที่บ้านของหญิง เรียก อาวาหะมงคล พิธีนี้โบราณถือว่าดีนัก ดังภาษิตที่ว่า "เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่าปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย"
ใส่บาตร ไหว้พราหมณ์
สวมมาลัย เจิมหน้าบ่าวสาว
* ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้ว หญิงไปอยู่ที่บ้านของชาย เรียก วิวาหะมงคลี พิธีนี้โบราณถือว่าไม่ดี ดังภาษิตว่า " เอาลูกใภ้มาเลี้ยงย่า ปานเอาผีเอาห่ามาใส่เฮือนใส่ชาน"
การเลือกคู่ครอง
ชายหญิงที่สมสู่อยู่ร่วมกันโดยฐานะเป็นผัวเมียกัน เรียกว่า คู่ครอง โบราณแยกคู่ครองไว้ 2 พวก พวกหนึ่งเคยอยู่ร่วมในชาติปางก่อน อีกพวกหนึ่งได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
การเลือกคู่ครองหนังสือ ธรรมดาสอนโลก ว่าไว้ดังนี้
1. หญิงชายที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ควรเลือกเป็นคู่ครองแล้วให้ทำตามประเพณี และต้องเคารพผี (ค้ำ) เรือน ถ้าไม่ทำมักเกิดโทษไม่ตายก็หย่าร้างหาความสุขความเจริญไม่ได้
2. หญิงชายที่พ่อแม่ตายแล้ว ไม่ควรเลือกเป็นคู่ครอง ถ้าจำเป็นได้เลือกให้ปลูกปะรำนอกเรือน และ สมมาโคตรวงศ์ที่นั่นจักอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าไม่ทำดังกล่าวมาจักเกิดโทษ ไม่หม้ายก็ร้างไม่มีความเจริญรุ่งเรือง
3. ชายหญิงที่พ่อตายแล้ว ไม่ควรเลือกเป็นคู่ครอง ถ้าเลือกจักเกิดเป็นโทษแก่ตนเองและบริวาร หาความสุขกาย สบายใจไม่ได้แล
4. ฝ่ายชายที่พ่อตาย ฝ่ายหญิงที่แม่ตาย ไม่ควรเลือกเป็นคู่ครอง ถ้าเลือกจักเกิดโทษ ไม่ตายก็หย่าร้าง หรือจักเป็นอันตราย แก่ลูกที่เกิดมา
5. ฝ่ายหนึ่งทุกข์ฝ่ายหนึ่งมั่งมี ควรเลือกเป็นคู่ครอง ถ้าทุกข์ทั้งสองฝ่ายไม่ควรเลือกเป็นคู่ครองเลย จักทุกข์ได้ยากลำบากแล
6. หญิงคนใช้ในเรือน หรือหญิงที่ชอบเล่นหอก ดาบ หลาว แหลมไม่ควรเลือกเป็นคู่ครอง เพราะจะนำความวิบัติมาสู่ตนแล
7. พญาเอาคนใช้เป็นคู่ครองจักเกิดความฉิบหายแล
8. เอาลูกสาวเป็นคู่ครองจักเข็ดขวาง พินาศ ฉิบหาย มากนักแล
9. เอาทาสเป็นคู่ครองจักเกิดความฉิบหายแล
คู่ครองที่เจริญ คู่ครองที่เสื่อม
1. มีความเคารพ พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และสิ่งศักสิทธิ์
2. รักใคร่นับถือญาติพี่น้อง
3. เมียปฏิบัติผัวดังนี้
* เคารพและรักผัว
* ตื่นก่อนนอนที่หลังผัว
* ปฏิบัติ ปัฏฐากผัว (จัดของกินของใช้)
* วันศิล วันพระสมมาผัว
* เวลากินให้ผัวลงมือก่อน
* เดินบนเรือนให้ค่อยเดิน
* อย่าพูดเสียงดัง
* เอาเท้าผัวเช็ดผมก่อนนอน
1. เอาเสื้อผ้าเก่ามารองหรือหนุนศีรษะนอน
2. เอาไม้แก่นหรือไม้หางครกมอง (กระเดือง) ถูตัว
3. เอาชายผ้า (กะเตี่ยว) ที่นุ่งมาเช็ดหน้า
4. ดุด่ากัน
5. กระทืบเท้าก่อนขึ้นบันได
6. เอาผ้าซิ่นปัดป่ายหลังผัว
7. กลางคืนปัดกวาดเรือน เวลาปัดกวาดเอามือผลักหลังผัว
8. ฝน (ลับ) มีด พร้า สิ่ว ขวาน หอก ดาบ ตอนกลางคืน
การเลือกคู่ครอง ถ้าเลือกได้ดีทำได้ถูก จะมีความสุขความเจริญอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ถึงทุกข์จนมาก่อน ก็จะมั่งมีกลายเป็นเศรษฐีไปก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่คู่ครองนั้นจะมีความรักสมัครสมานถูกต้อง ปรองดองกันได้น้อยมากเพียงใด หากเลือกแล้วแต่ไม่ได้ดี หรือหาดีไม่ได้ถือว่าเป็นกรรมของเราอยู่ก็ไม่ดี หนีก็ไม่รอด ให้ถือว่า กกมิ่งแขวนกกแนนห้อย ดังภาษิตโบราณว่า "ชะตามาตกนี่จำหนีก็ได้อยู่ แผ่นดินท่อหมากบ้า แผ่นฟ้าท่อด้งหม้อนขอเมี้ยนกระดูกดอม"
ลักษณะของชาย ชายที่ดีต้องประกอบด้วยลักษณะดังนี้
* รูปสมบัติ มีรูปร่างสมประกอบ ไม่พิกลพิการเสียแข้งขา หู ตา เป็นต้น
* คุณสมบัติความรู้ ประพฤติดีมีศีลธรรม เคารพต่อกฏหมายและจารีตประเพณีของบ้านเมือง
* ฐานะสมบัติ มีเรือนชานบ้านช่องที่ทำมาหากิน ชายที่มีลักษณะดังนี้สมควรที่หญิงจะเลือกเอาเป็นคู่ครองอย่างแท้จริง
ลักษณะของหญิง หญิงที่ดีต้องประกอบด้วยลักษณะดังนี้
* หญิงที่ดีสมควรที่ผู้ชายจะเลือกเอาเป็นคู่ครองต้องมีลักษณะไม่เหมือนผู้ชาย แต่เพราะผู้หญิงนอกจากเป็นเมียแล้ว จะต้องเป็นแม่เรือนอีกด้วยจึงต้องเพิ่มลักษณะแม่เรือนเข้าอีก คือ ต้องรู้จักเรือน 3 น้ำ 4
o เรือน 3 นั้น ได้แก่
1. เรือนผม
2. เรือนไฟ
3. เรือนนอน
เรือนทั้งสามนี้ต้องรักษาให้สะอาด
o น้ำ 4 นั้น ได้แก่
1. น้ำกิน
2. น้ำใช้
3. น้ำเต้าปูน
4. น้ำใจ
น้ำเหล่านี้ต้องให้สะอาดและให้เต็มบริบูรณ์ ดังภาษิตว่า "หญิงใดสมบูรณ์ด้วยเฮือนสามน้ำสี่ เป็นหญิงดีเลิศล้ำสมควรแท้แม่เฮือน"
การเล่นสาว
การที่ชายไปพูดเกี้ยวพาราสีหญิงเรียกการเล่นสาว การเล่นของคนโบราณเป็นการแสดงวัฒนธรรมอันดีอย่างหนึ่ง คือ คนโบราณนั้น เมื่อสมัครรักใคร่กันแล้ว ไม่มีการล่วงเกินแม้กระทั่งจับมือถือแขน มีความซื่อสัตย์ต่อกัน ถึงผู้ชายจะไปค้าขายเป็นแรมปีก็รอคอย ชายก็เหมือนกัน เมื่อสมัครรักใคร่กันแล้ว ก็ทำการสู่ขอตามประเพณี
การโอม
การไปสู่ขอหญิงสาวมาให้เป็นเมียของชาย เรียก การโอม การโอมนั้นทำดังนี้ คือ จัดขันหมากธรรมดา มีหมากจีบพลูพันใส่ขัน 1 ขัน กับเงิน 3 บาท เงินนี้เป็นค่าจ้างพ่อแม่ของหญิง เรียก เงินไขปากไขคอ ใช้ให้เจ้าโคตรฝ่ายชาย 2 คน นำขันหมากนี้ไป ขอต่อพ่อแม่ของหญิง ถ้าพ่อแม่ของหญิง ยินยอมที่จะยกลูกสาวให้ก็จะรับเอาเงิน 3 บาท นั้น แล้วคาด ค่าดอง ถ้าไม่ตกลงก็ส่งเงินคืน
ขันหมาก ค่าดอง
ค่าดอง
ราคาตัวของหญิงหรือสินสอด เรียก ค่าดอง เมื่อพ่อแม่ของหญิงตกลงปลงใจแล้วจะต้องมาตีราคาของหญิงเป็นน้ำเงิน การตีราคานั้นถือตามฮีตบ้านครองเมือง จารีตมีว่า ถ้าเป็นเจ้าเมือง อุปราช ราชบุตร เมืองแสน เมืองจันทร์ ตีราคาค่าตัว 6 ตำลึง ถ้าเป็นลูกตาแสง นายกรม นายกอง ตีราคาค่าตัว 3 ตำลึง ถ้าเป็นลูกคนธรรมดาสามัญ ตีราคาค่าตัว 6 บาท การมาดค่าตราคาของหญิงนั้น เจ้าโคตรฝ่ายชายมักจะขอต่อรอง ถ้าตกลงกันเท่าไรจะต้องนำเงินนั้นมาให้แก่หญิงในวันแต่งงาน
การหมาย
การสู่ขออีกอย่างหนึ่งเรียก การหมาย คือ เจ้าโคตรฝ่ายชายจัดหาหมากพลู กล้วยอ้อย แล้วข้าวต้ม เต็ม 2 กระหยั่ง ให้คน 2 คน นำไปขอหญิงต่อพ่อแม่ของหญิง ถ้าพ่อแม่ของหญิงพอใจก็รับเอาไว้ ไม่พอใจก็ไม่รับ เมื่อรับของหมายแล้ว ภายหลังเกิดไม่พอใจจะแต่งงานด้วย ถ้าเป็นชายไม่พอใจของที่นำไปหมายพร้อมกับเงิน 3 บาท ตกเป็นของหญิง ชายเรียกเอาคืนไม่ได้ ถ้าหญิงไม่พอใจชายต้องเสียเงินค่าข้าวต้ม 2 กระหยั่ง เป็นเงิน 5 บาท และคืนเงินไขปาก 3 บาทให้แก่ชาย หากตกลงปลงใจทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหญิงจะแจกข้าวต้ม 2 กระหยั่งให้พี่น้องกินพอถึง 3 วันแล้วนำกระหยั่งเปล่า 2 ใบ ส่งคืน ให้แก่ฝ่ายชายแล้วตกลง หาฤกษ์งามยามดีเพื่อประกอบพิธีต่อไป
สวมแหวนหมั้น
ของฝาก
สัญญลักษณ์แห่งความรักใคร่ที่ฝ่ายชายนำไปมอบให้แก่ฝ่ายหญิงเรียก ของฝาก ของฝากนั้นมีสร้อยแหวน เงินคำ เป็นต้น หญิงจะต้องเก็บรักษาของนั้นไว้มิให้สูญเสียเมื่อผู้หญิงเกิดไม่พอใจต้องส่งสิ่งของของทั้งหมดคืนให้แก่ชาย แต่ถ้าเกิดความไม่พอใจ ไปแต่งงานกับหญิงอื่นของฝากทั้งหมดตกเป็นของหญิง ผู้ชายจะเรียกเอาคืนมาไม่ได้ ของฝากชนิดนี้รู้กันเฉพาะชายหญิง จึงเรียกของชนิดนี้ว่า ของฝากปกปิด
ของฝากอีกชนิดหนึ่งเป็นของเปิดเผยรู้เห็นกันทั่วไปในพวกวงศาคณาญาติ เป็นของฝากที่นำไปสู่ขอหญิงสาวมีขันหมาก กล้วย อ้อย ข้าวต้ม 4 กระหยั่ง และตะกร้าใบเล็กสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ของมี ไข่ ถั่ว งา พลู หมาก ข้าวสาร สีเสียด เม็ดฝ้าย ข้าวเปลือก ตะกร้านี้มีจำนวนไม่เท่ากัน ถ้าจะนำไปสู่ขอหญิงที่เป็นลูกคนแรก และลูกคนสุดท้องใช้ ตะกร้า 32 ใบ ของหญิงที่เป็นลูกคนกลางใช้ตะกร้า 16 ใบ กับเงินอีก 2 บาท ให้ฝ่ายชายนำสิ่งของเหล่านี้ไปขอต่อหน้าพ่อแม่ของฝ่ายหญิง เมื่อพ่อแม่ของหญิงรับสิ่งของเหล่านั้นไว้ ถือว่าเป็นการยินยอมยกลูกสาวให้ พ่อแม่หญิงจะเอาข้าวต้ม 2 กระหยั่ง กับเงิน 2 บาท จากฝ่ายชายแล้วส่งข้าวต้ม 2 กระหยั่ง กับค่าของฝากเป็นเงิน 10 บาทคืนให้แก่ฝ่ายชาย ส่วนของนอกนั้นพ่อแม่ ของฝ่ายหญิงจะแจกให้แก่พี่น้องของตนทั้งหมด
สวมแหวนหมั้น หมั้นหมาย
การปลูกเรือนใหม่
เมื่อตกลงจะแต่งงานกันแล้ว ฝ่ายชายจะจัดหาไม้ เครื่องเรือนนำไปปลูกที่บ้านของฝ่ายหญิง การปลูกก็บอกเล่าญาติพี่น้องให้มาช่วย สำหรับอาหารการกิน เป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิงจัดหา การปลูกจะต้องทำให้เสร็จ ในวันเดียวกัน ส่วนที่นอนมีเสื่อ มีหมอน เป็นต้น เป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิงจะต้องจัดหาไว้ให้พร้อมสรรพ
เครื่องสมมา
ผ้าแพรของสมมา ของหมั้น
สิ่งของมี เสื่อ หมอน เสื้อ ผ้าซิ่น ซึ่งฝ่ายหญิงจัดทำเพื่อนำไปสมนาคุณแก่ฝ่ายชาย เรียก เครื่องสมมา ของเหล่านี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิงจะต้องเตรียมไว้ก่อนวันงาน เมื่อแต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำของเหล่านี้ไปสมมาแด่เจ้าโคตรฝ่ายชาย
ผลไม้ เหล้ายา
พิธีกินดอง
การกินดองเป็นพิธีที่จัดให้ใหญ่โตตามฐานะ ทำให้เสร็จภายในวันเดียว ณ ที่บ้านฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเตรียมการต้อนรับญาติพี่น้องจะมาช่วยเหลือ มีอาหารการกินเลี้ยงกันอย่างอุดมสมบูรณ์ที่บ้านฝ่ายชาย ยกเครื่องขันหมาก และพาขวัญออกมาตั้งไว้ที่บ้านฝ่ายหญิง ยกเครื่องสมนา เครื่องปูที่นอน และพาขวัญออกมาตั้งไว้ เมื่อญาติพี่น้องมาพร้อมกันแล้วจึงทำการสู่ขวัญ พิธีสู่ขวัญน้อย เมื่อได้เวลาฤกษ์งามยามดีแล้วต่างฝ่ายต่างทำการสู่ขวัญที่บ้านใครบ้านมัน พอสู่ขวัญเสร็จแล้วก็ผูกข้อต่อแขน ฝ่ายชายแห่ขันหมากมาบ้านฝ่ายหญิง
กินดอง กินดอง
พิธีแห่ขันหมาก
เครื่องขันหมากมี 3 ขัน ขันใส่เงินค่าดอง 1 ขัน ใส่หมากจีบ พลูแนบ 1 ขัน ใส่เหล้ายา 1 ขัน ทั้งสามนี้ใช้ผ้าสีต่างๆ คลุม ขันใส่เงินค่าดองให้ผู้เฒ่าเจ้าโคตรถือเดินออกก่อน ขันหมากและขันเหล้ายา ให้หญิงสาวบริสุทธิ์ 4 คน หามเดินตามหลัง พาขวัญเดินออกก่อนคู่บ่าวและญาติพี่น้องแห่แหนไปตาม เมื่อไปถึงเรือนผู้หญิงแล้ว เจ้าโคตรฝ่ายหญิงจะออกมารับเชิญให้ขึ้นไปบนเรือน
เมื่อขึ้นไปถึงแล้วเจ้าโคตรฝ่ายชายจะยกขันทั้ง 3 ให้ฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงเปิดขันค่าดองออกมานับ ถูกต้องแล้วมอบให้แก่พ่อแม่ของหญิง ส่วนขันเหล้ายาและหมากพลูก็แจกแบ่งตามกันเคี้ยวกัน อาหารการกินที่ฝ่ายหญิงจัดไว้ก็นำมาเลี้ยงดูกัน
พิธีสู่ขวัญกับก่าย
พิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีบายศรีสู่ขวัญ
พอเสร็จการเลี้ยงแล้วก็มีการสู่ขวัญกับก่าย คือ ให้หญิงชายคู่นั้นเข้าพาขวัญด้วยกันเอามือก่ายกัน ให้แขนท้าวก่ายแขนนาง เอาแขนชายทับแขนหญิง เสร็จผูกแขนให้ชายหญิงแล้วเอาไข่มาปอก ใช้เส้นผมตัดตรงกลาง ตรวจดูไข่ว่าเต็มหรือไม่ ถ้าเต็มก็หมายความว่าบ่าวสาวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสมบูรณ์ตลอด แล้วยื่นไข่ครึ่งหนึ่งให้ชาย ครึ่งหนึ่งให้หญิง ชายเอาไข่ของตนป้อนหญิง หญิงเอาไข่ของตนป้อนชาย เสร็จแล้วผู้ชายจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปสมมาพ่อแม่ โคตรวงศ์ของหญิง แล้วฝ่ายชายพากันกลับไปบ้านของตน
ป้อนไข่บ่าวสาว
พิธีสมมา
เมื่อผู้ชายกลับไปแล้วเจ้าโคตรฝ่ายหญิงจะนำผู้หญิงไปสู่เรือนพ่อแม่ฝ่ายชาย เมื่อสมมาของที่จะสมมาพ่อแม่ผู้ชาย มีผ้า 1 ผืน ซิ่น 1 ผืน กับ เสื้อ 1 ผืน สมมาพ่อแม่ของผู้ชายโดยไม่คิดมูลค่าเจ้าโคตร ฝ่ายชายนอกนี้จะสมมาด้วยเสื่อสาด อาสนะอย่างหนึ่ง อย่างใดก็ได้ ตีเป็นราคาผูกเป็นเงินพอเสร็จแล้วกลับบ้านของตน
ผูกแขนบ่าวสาว พ่อพราหมณ์ผูกแขนให้พร
พิธีส่งตัวผู้ชาย
ส่งตัวเจ้าบ่าว
เวลาส่งผู้ชายไปอยู่เรือนผู้หญิงนั้น กำหนดเวลาโฮมแลง คือเวลาบ่าวโฮมสาว ประมาณว่า 2 ทุ่มเศษ เมื่อได้เวลาแล้วพากันแห่ชายไปส่งผู้เป็นหัวหน้าร้องบอกไปว่า "แม่เฒ่าเอยลูกเขยมาแล้ว ไขป่องเอี่ยมเยี่ยมเบิ่งลูกเขย" เมื่อไปถึงแล้วฝ่ายหญิงจะมาคอยต้อนรับเชื้อเชิญขึ้นไปบนเรือน แล้วนำอาหารมาเลี้ยงดูกันตามธรรมเนียม
พิธีปูที่นอน
พิธีปูผ้าปูที่นอน งานเลี้ยงฉลองสมรส
เมื่อเสร็จการเลี้ยงแล้ว ผู้เฒ่าเจ้าโคตร ( ชายหญิง ) ที่มีฐานะดี มีความประพฤติดี มีลูกเต้าอยู่ด้วยกันมาไม่เคยหย่าร้างกันเป็นผู้ปูที่นอน ให้ปูของผู้ชายให้สูงไว้ทางขวา ของผู้หญิงให้ต่ำไว้ข้างซ้ายผ้าปูของผู้ชาย แล้วก็ทำพิธีนอนก่อน แล้วจึงลุกขึ้นมาจูงผู้หญิงเข้าไปก่อน จูงผู้ชายเข้าไปทีหลัง แล้วปิดประตูให้ชายหญิงนอนด้วยกันพอเป็นพิธี จึงเปิดประตูให้ชายหญิงออกมานั่งข้างนอกต่อหน้าผู้เฒ่าเจ้าโคตรทั้งสองฝ่าย การมอบตัวเจ้าโคตรฝ่ายหญิงจะได้บอกสอนหญิงให้รู้จักฮีตผัวครองเมีย รู้จักฮีตบ้านครองเรือน ให้ฮักแพงอยู่ดีกินดีด้วยกันตลอด พอจบการสอนแล้วเจ้าโคตรฝ่ายชายจะมอบหมายสายเส้นฝากฝังผู้ชายให้เป็นลูกเป็นเต้า เป็นอันเสร็จพิธีการกินดองแต่เพียงเท่านี้
การซู
ยังมีพิธีแต่งงานอีกแบบหนึ่ง การซู เมื่อชายหญิงชอบพอกันแล้วมิได้บอกพ่อแม่ผู้หญิงให้ทราบก่อน ด้วยเกรงจะเกิดความผิดหวัง จึงตกลงกับหญิงนัดวันเวลาที่จะไปสมสู่อยู่ร่วมให้หญิงทราบ ภายหลังจึงบอกให้พ่อแม่ของหญิงทราบ แล้วทำพิธีสู่ขวัญให้
การตาบฮ้างตาบหม้าย
ในการแต่งงาน ถ้าฝ่ายใดเคยเป็นฮ้างหรือหม้ายมาก่อน ฝ่ายนั้นจะต้องตาบฮ้างหรือหม้าย เช่น เมื่อผู้ชายบริสุทธิ์ไปแต่งงานกับหญิงที่เป็นฮ้างหรือหม้าย ควรจะแต่ง 20 บาทก็ลดลงมาเพียง 10 บาท การทำดังนี้ถือว่า เป็นความยุติธรรมดีเหมือนกัน การกินดองของคนโบราณนั้น หลังจากกินดองนี้แล้วจะต้องกินอีก 5 ครั้ง
1. ครั้งที่ 1 เรียก การแปลงขึ้น
เมื่อชายหญิงอยู่ด้วยกันมา 9 วัน แล้วผู้ชายจะต้องจัดหาเหล้า 1 ไห ไก่ต้ม 1 ตัว ถ้วย 1 ใบ เงิน 6 ลาด ไปไหว้ผู้หญิงเอาเหล้าไหไก่ตัวไปเลี้ยงญาติฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงต้องเก็บรักษาไหเปล่า ถ้วยเงิน 6 ลาดไว้ ถ้าส่งของเหล่านี้คืนให้ชายถือว่าหย่าร้างกัน ถ้าไม่ส่งคืนถือว่ายังเป็นผัวเมียกันอยู่ การนำของเหล่านี้ไปเลี้ยงผีหญิงก็เพื่อให้ผีฝ่ายหญิงหันมานับถือชาย จะเรียกว่าเปลี่ยนแปลงของฮักษาก็น่าจะถูก
2. ครั้งที่ 2 การกินกก
การกินเลี้ยงในเวลาได้ลูกคนแรก เรียกการกินกก คือเมื่อผัวเมียอยู่ด้วยกันมาได้ลูก 1 คน หรืออยู่ด้วยกันครบ 3 ปี แต่ไม่ได้ลูกก็ต้องจัดการกินดอง ผู้ชายจัดหาหมู 1 ตัว เหล้า 6 ไห ผู้หญิงหมู 2 ตัว เหล้า 8 ไห เอาไปรวมทำอาหารไปเลี้ยงที่บ้านผู้หญิง แต่แยกกันทำ เสร็จแล้วฝ่ายชายนำอาหารไปเลี้ยงผีฝ่ายหญิง แล้วเลี้ยงเจ้าโคตรทั้ง 2 ฝ่ายเช่นกัน เป็นเสร็จพิธีการกินกก
3. ครั้งที่ 3 การกินกาว
เมื่อผัวเมียอยู่ด้วยกันมาได้ลูกคนที 2 ต้องจัดการกินเลี้ยงอีกครั้งหนึ่ง การกินครั้งนี้เรียก กินกาว คือฝ่ายชายจัดหาหมู 1 ตัว ควาย 1 ตัว หญิงจัดหาหมู 1 ตัว ไปทำอาหารรวมกันที่บ้านผู้หญิง เสร็จแล้วนำไปเลี้ยงผีฝ่ายหญิง แล้วเลี้ยงเจ้าโคตรทั้ง 2 ฝ่าย เสร็จแล้วฝ่ายชายนำเงิน 6 ตำลึง กับควาย 1 ตัว (ถ้าควายไม่มีจะนับเอาตัวที่ฆ่าเลี้ยงเจ้าโคตรก็ได้) ไปขอหญิงจากพ่อแม่หญิงมาอยู่เรือนพ่อแม่ฝ่ายชาย ครั้นได้แล้วก็นำไปส่งที่บ้านฝ่ายชายเป็นอันเสร็จพิธีการกินกาว
4. ครั้งที่ 4 การกินซอด
เมื่อผัวเมียได้ลูกคนที่ 3 แล้ว ต้องจัดการกินเลี้ยงอีก ฝ่ายชายหาควายมา 1 ตัว ไปทำอาหารที่บ้านฝ่ายหญิง แล้วนำไปเลี้ยงผี เสร็จแล้วเลี้ยงเจ้าโคตรทั้ง 2 ฝ่าย
5. ครั้งที่ 5 หมูถมฮอย
เมื่อผัวเมียอยู่ด้วยกันได้ลูกคนที่ 4 ก็มีการกินเลี้ยงอีก การกินเลี้ยงในครั้งนี้เรียก หมูถมฮอย หรือเรียก ควายแม่ลูกผูกถุนแม่มันเลี้ยงลูกมันฆ่า การทำมีดังนี้ คือ ผู้ชายจัดหาหมูมาต้ม 1 ตัว หรือจะหาควายตัวเมียที่มีลูกติดเอามาผูกไว้เสามุมที่เรือนของหญิง แม่เอาไปเลี้ยง ลูกมันฆ่าทำอาหาร เสร็จแล้วนำไปเลี้ยงผี และหาไก่เป็นมาอีก 1 ตัว ผูกไว้ที่บันไดเรือนชั้นล่างมอบให้ผู้ที่ไปติดต่อขอหญิงมาให้เป็นเมียเอาไปเลี้ยง ไก่ตัวนี้มีชื่อว่า ไก่ซากปกนกซากห่ม แล้วนำอาหารไปเลี้ยงผู้ที่ไปขอหญิงมาให้สู่ขวัญ ให้เป็นเสร็จพิธีการกินดอง 5 ครั้ง ของคนโบราณเพียงเท่านี้
>
โอวาทธนญชัยเศรษฐี
เหมาะสำหรับหญิงที่จะไปเป็นแม่เรือนควรศึกษาและปฏิบัติให้ได้ จึงจะได้รับความสุขเรื่องมีอยู่ว่า ธนญชัยเศรษฐี เมื่อจะส่งนางวิสาขาไปเป็นเมียของมิคารเศรษฐี ให้โอวาทคำสอน 10 ข้อ
1. อย่านำความผิดในบ้านไปเผยนอกบ้าน
2. อย่านำความนินทานอกบ้านเข้ามาในบ้าน
3. ใครให้จึงให้
4. ใครไม่ให้ก็อย่าให้
5. ญาติฝ่ายผัวหรือฝ่ายเมียที่ยากจนมาขอพึ่ง เขาจะให้หรือไม่ให้ก็ควรจะช่วยเหลือเขา
6. พ่อผัวแม่ผัวทำงาน อย่านั่งดูเฉยจงช่วยเหลือท่าน
7. ไม่บริโภคอาหารก่อนพ่อผัวแม่ผัว หามาให้แล้วจึงบริโภคภายหลัง
8. ตื่นก่อนนอนทีหลัง
9. ให้ยำเกรงพ่อผัวแม่ผัว เหมือนกลัวไฟหรืองูพิษ
10. ให้เคารพพ่อผัวแม่ผัวเหมือนเทวดา
โอวาททั้ง 10 ข้อนี้ เหมาะสำหรับหญิงที่จะไปเป็นลูกสะใภ้
หน้าที่ผัว ที่ผัวจะต้องทำต่อเมีย หน้าที่เมีย ที่เมียจะต้องทำต่อผัว
1. ยกย่องนับถือเมีย
2. ไม่ดูหมิ่นเมีย
3. ไม่นอกใจเมีย
4. มอบให้เมียเป็นแม่เรือน
5. ให้เครื่องแต่งตัวเมีย
1. ทำการงานของผัว
2. สงเคราะห์คนข้างเคียงผัว
3. ไม่นอกใจผัว
4. รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาไว้
5. ไม่เกียจคร้านในกิจการงาน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 พ.ค. 2550 (21:03) พ่อ แม่ เป็นผู้ให้กำเนิดชีวิต แต่เราผู้มีชีวิตอยู่ มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง และทำกรรมดีเพื่อชีวิตที่ดี ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขค่ะ
ด้วยความนับถือ
คิม