สัมภาษณ์ ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล
นักธรณีวิทยา หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ติดตามบทสัมภาษณ์เรื่องพิบัติภัยอื่นๆของ ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ได้ที่

1. วิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติของประเทศไทย (ตอนที่ 1 ข้อสันนิษฐานล่าสุดของแผ่นดินไหวเชียงราย) 
http://www.vcharkarn.com/varticle/60997
2. ความน่าจะเป็นของการเกิดสถานการณ์อุทกภัยในปี 2557
http://www.vcharkarn.com/varticle/61402

          ประเทศไทยเจอปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งตั้งแต่ปี 2535 และในปี 2535-2545 ได้มีการแก้ไขปัญหานี้ไปโดยใช้เงินถึง 8,000 กว่าล้านบาท ในปี 2549 ชายฝั่งอ่าวไทยกับอันดามันรวมกันประมาณ 2,600 กิโลเมตร หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่เจอปัญหาการกัดเซาะตั้งแต่ 5 เมตร ถึง 20 เมตร ประมาณ 600 กิโลเมตร คิดเป็น 22% ของชายฝั่งทั้งหมด หลังปี 2549 รัฐบาลได้ลงโครงสร้างที่ใช้แก้ปัญหาการกัดเซาะใช้เงินอีกหมื่นกว่าล้าน ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้ และ "ชายฝั่งที่มีปัญหาการกัดเซาะก็ขยายไปถึง 800 กว่ากิโลเมตร" และหลายที่ที่ไม่เคยเจอปัญหาการกัดเซาะในปี 2549 ก็มาเจอ เช่น ที่พัทยา บางแสน หัวหิน 

          ตอนนี้สภาพการกัดเซาะของประเทศเป็นภัยพิบัติธรรมชาติที่วิกฤตที่สุด โดยเฉพาะที่หาดพัทยาที่ตอนนี้วิกฤตเพราะถือว่าไม่มีหาดแล้ว มีเฉพาะตอนน้ำลง จากที่ได้ศึกษาหาดพัทยาตั้งแต่ปี 2554 พบว่าหาดพัทยาเหลือหาดแค่ 3-5 เมตร จาก 35 เมตร ซึ่งถ้าไม่ทำอะไรเลยภายใน 5 ปี จากปี 2554 จะไม่มีหาดเหลือเลย คือจะมีหาดแค่ตอนน้ำลง 5 เมตร ก็จะหาย จึงมีการศึกษาออกแบบหาดพัทยาไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และยื่นให้กับหน่วยงานที่ดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านหมดแล้วเพื่อที่จะนำหาดพัทยากลับมาให้สวยเหมือนเดิมคือมี 35 เมตร เหมือนปี 2495 ในขณะนี้กรมเจ้าท่าได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่จะทำจริง 

สภาพชายหาดพัทยา

          นอกจากนี้คณะกรรมการสภาวิจัยร่วมกับกรมเจ้าท่าได้ไปดูงานที่บาหลีแก้ปัญหาการกัดเซาะแบบที่ใช้โครงสร้างน้อยที่สุดคือการใช้ทราย ซึ่งปัจจุบันเป็นวิธีที่นิยมทั่วโลก เพราะจากการแก้ปัญหาที่ผ่านมาพบว่ายิ่งเราแก้ปัญหาโดยการใส่โครงสร้าง ยิ่งใส่โครงสร้างหาดก็ยิ่งพังมากขึ้น ซึ่งวิธีนี้ปัจจุบันทั้งยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่นเลิกใช้ไปแล้ว กลับมาใช้วิธีที่เรากำลังใช้ที่พัทยาแทน คือถ้าขาดก็ไปหาตะกอนชนิดเดียวกันกับหาดมาเติม บาหลีก็เป็นแห่งหนึ่งที่ได้รับเงินช่วยเหลือจาก The Japan International Cooperation Agency (JICA) เพื่อทำให้หาดกลับมา เราก็ได้ไปดูหาดที่เขาทำ วัสดุที่ใช้ก็เป็นวัสดุธรรมชาติดังนั้นแน่นอนว่าการกัดเซาะก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ตลอดอยู่แล้ว เราก็ปล่อยให้เกิดต่อไป การเติมทรายไม่ใช่ว่าหาดจะอยู่ตลอดไปโดยไม่มีการกัดเซาะเกิดขึ้นอีก มันก็จะเป็นไปตามธรรมชาติแบบนี้ไปโดยจะมีช่วงการเติมทรายอยู่ อย่างการศึกษาถึงหาดพัทยาอาจจะต้องเติมทรายทุกๆ 5-10 ปี ก็ต้องมีการดูแลซ่อมเรื่อยๆเหมือนกับเวลาเราซื้อรถมาใช้ 

การเติมทราย

          หาดพัทยาที่เราใช้มาเป็นเวลา 40-50 ปี โดนการกัดเซาะมาเป็นเวลานานจนเป็นแบบปัจจุบันเพราะเราไม่เคยไปดูแล ดังนั้นหลังจากนี้ไปเราก็จะต้องคอยดูแลคอยเติมทราย การกัดเซาะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก สภาวะเรื่องของโลกร้อน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำแข็งละลายส่งผลให้หาดทั่วโลกกว่า 40% เจอวิกฤตการกัดเซาะ จึงต้องมีการใส่โครงสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะเข้าไป แต่เดี๋ยวนี้ก็หันมาใช้วิธีเติมทรายกันแล้วเหมือนวิธีที่เราจะทำกันที่หาดพัทยา แต่ทั้ง 800 กว่ากิโลเมตรที่ถูกกัดเซาะนั้นเราต้องมาดูภาพรวมว่าแต่ละบริเวณนั้นกิจกรรมที่ใช้มีอะไรบ้าง การเติมทรายถึงจะดีที่สุดแต่ก็ต้องดูว่าบริเวณไหนที่จำเป็นเพราะเมื่อเติมแล้วก็ต้องดูแลรักษาค่อนข้างมากและแน่นอนว่าต้องใช้เงินลงทุนในการทำสูง ดังนั้นจึงต้องดูว่าตรงไหนเหมาะกับกิจกรรมของอะไร เช่นหาดท่องเที่ยวอย่างพัทยาก็ต้องใช้การเติมทราย หาดที่เป็นชุมชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหาดก็อาจต้องใช้โครงสร้างแข็ง หาดที่ไม่มีผู้คนอยู่หรือเป็นแค่สวนอาจจะต้องปล่อยให้ถูกกัด ดังนั้นต้องดูเป็นส่วนๆไปว่าการลงทุนที่จะรักษาหาดตรงนั้นคุ้มหรือไม่คุ้ม ถ้าเราทุ่มทุนรักษาหาดทั้ง 800 กิโลเมตรเลยก็จะเป็นการไม่คุ้ม เพราะเราก็ยังมีปัญหาภัยพิบัติด้านอื่นๆอีกที่ต้องดูแลต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันน้ำท่วม แผ่นดินถล่ม แผ่นดินไหว ซึ่งประเทศที่ร่ำรวยก็ไม่ทำทุกตารางนิ้วเช่นกัน

          การกัดเซาะชายฝั่งนั้นเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ชายฝั่งของทุกประเทศทั่วโลกถึง 40% ในประเทศญี่ปุ่นประเทศหนึ่งที่เจอการกัดเซาะหนัก ก่อนหน้าเคยใส่โครงสร้างแข็งที่เรียกว่า tetrapod แต่พบว่ายิ่งใส่มากยิ่งพาตัวทรายออกนอกชายฝั่ง ประเทศญี่ปุ่นมีสภาพอยู่ในมหาสมุทร ไหล่ทวีปลาด เวลาใส่โครงสร้างทรายก็จะไหลออกไปข้างนอกมหาสมุทรตามกลับมาไม่ได้ ตอนหลังจึงต้องรื้อโครงสร้างนี้ออกแล้วไปซื้อทรายจากออสเตรเลียมาใส่ แต่อย่างหาดพัทยาของเราเมื่อโดนกัด ทรายก็ยังโดนพัดมากองอยู่ด้านนอก เราสามารถสูบกลับมาได้

โครงสร้าง tetrapod ที่ประเทศญี่ปุ่นเคยใช้

ทรายที่นำมาเติมนั้นตามหลักการมีอยู่ 3 แหล่ง คือ

1. เมื่อโดนกัดเซาะน้ำจะพาทรายมาอยู่บริเวณปากแม่น้ำ จากนั้นคลื่นก็จะพาทรายมาที่ชายหาด เราก็ไปดูว่าปากแม่น้ำบริเวณไหนเหมาะสม

2. ทรายเดิมที่กัดจากหาดพัทยาแล้วไปกองอยู่ด้านนอก ก็ไปตามเอากลับมา

3. ไปหาแม่น้ำโบราณ เช่น หมื่นปีก่อนประเทศไทยมีแม่น้ำโบราณใหญ่ๆ เราก็ใช้เครื่องมือสำรวจเหมือนสำรวจน้ำมัน ออกสำรวจหาแม่น้ำโบราณเพื่อไปเอาทรายกลับมา ซึ่งตอนนี้ทำอยู่ โดยปีนี้มีแผนที่จะทำที่สงขลา

          การสำรวจชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะนั้นทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นดูด้วยสายตา เก็บทราย หรือใช้เครื่องมือ ซึ่งตอนนี้ได้ทำการสั่งเครื่องมือมาเรียกว่า "Multibeam" ที่ติดไว้ในเรือแล้วสามารถที่จะสแกนเป็นภาพ 3 มิติ ใช้คลื่นเสียงส่งไปแล้วสะท้อนกลับมาก็จะรูความลึก โดยเก็บทุกๆ 100 เมตร จากนั้นก็เก็บข้อมูลในโปรแกรมเพื่อสร้างให้เราเห็นภาพ 3 มิติ

การสำรวจชายฝั่งโดยใช้ Multibeam

          ประเทศไทยโชคดีที่บรรพบุรุษของเราเลือกสถานที่ที่ตั้งที่ทำให้ค่อนข้างมีพิบัติภัยน้อย แต่ในอนาคตก็ไม่แน่เหมือนกันเพราะเรื่องพิบัติภัยมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น น้ำท่วมในปี 2554 ที่ผ่านมาเราถือว่าเป็นน้ำท่วมที่ใหญ่ที่สุดของโลก คำว่าที่สุดของนักพิบัติภัยจะดูใน 2 มุม คือในมุมของพิบัติภัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมาก กับพิบัติภัยที่ทำความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจมาก ในมุมของพิบัติภัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากนั้นบ้านเราไม่ติดอันดับ เรามีคนเสียชีวิตในน้ำท่วมปี 2554 ประมาณ 6 ร้อยกว่าคน พิบัติภัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนั้นคือน้ำท่วมที่แยงซี 3 ล้านกว่าคน แต่ถ้าพิบัติภัยที่ทำความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ก็คือการเกิดสึนามิที่เซนได ประเทศญี่ปุ่นในปี 2554 เกิดความเสียหายประมาณ 238 พันล้านเหรียญสหรัฐ GDP ของประเทศลดลงประมาณ 4.1% 

          ส่วนน้ำท่วมปี 2554 ของเรานั้นมากเป็นอันดับ 8 ของโลกเกิดความเสียหายประมาณ 50 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ GDP ของประเทศลดลงประมาณ 3.1% ซึ่งพิบัติภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ถือว่าเป็นการบริหารจัดการที่ผิดพลาด เพราะแม่น้ำของเรานั้นถือว่าเป็นเพียงลุ่มน้ำเล็กๆเมื่อเทียบกับน้ำท่วมที่สร้างความเสียน้อยกว่าเราในอันดับที่ 9 หรือ 10 เช่น แยงซีหรือมิซซิสซิปปี้ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่ใหญ่กว่าเรามาก ดังนั้นลุ่มน้ำเล็กๆอย่างของเราจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างภัยพิบัติได้มากกว่า 

          ประเทศไทยควรจะต้องให้ความสำคัญอย่าไปมองเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อที่จะพัฒนาค้าขายให้ประเทศเราร่ำรวยขึ้นเพียงอย่างเดียว อย่าลืมมองถึงการป้องกันพิบัติภัย น้ำท่วมปี 54 เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจเหมือนกับเราเก็บเงินมาทั้งชีวิต แต่ถ้าประเทศเราไม่ได้วางระบบพิบัติภัย ตัวพิบัติภัยก็อาจจะทำความเสียหายมากกว่าทรัพย์สินของเรา ในประเทศที่เจริญแล้วเขาจะใช้เงินส่วนหนึ่งจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาป้องกันพิบัติภัย คืออาจจะลดความรุนแรงพิบัติภัยจากขนาดใหญ่ให้เป็นขนาดเล็กๆได้ ความเสียหายที่จะกระทบต่อ GDP หรือเศรษฐกิจก็จะลดน้อยลง ดังนั้นเราควรที่จะต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์นอกจากที่จะพัฒนาเพียงแค่เรื่องเศรษฐกิจและสังคม ต้องกลับมามองเรื่องของพิบัติภัยด้วย เพราะพิบัติภัยเราไปหยุดเขาไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะใช้องค์ความรู้ทางด้านวิชาการที่เรามีอยู่ไปลดความเสียหายจากพิบัติภัยที่เกิดขึ้นกับคนไทยให้น้อยลงได้ ซึ่งอาจารย์คิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ภาพจาก

http://www.holidaythai.com/board/picture/481134d3e5a1f47e8b.jpeg

http://www.bwn.psu.ac.th/beachfill.html