บังเอิญวันก่อนผมได้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งชื่อ American Dream in China เป็นหนังที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคมจีนที่น่าสนใจทีเดียว สอดคล้องกับคำฮิตในประเทศจีนยุคนี้คือคำว่า "China Dream" เหตุที่อยากจะเล่าถึงเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเป็นหนังที่มีเนื้อหาที่ดี และบอกว่าทุกคนต้องมีความฝัน ถ้าไม่ได้ฝันก็แปลว่าชีวิตนี้คุณไม่มีทางได้ไปถึงจุดนั้นได้

ก่อนอื่นต้องขอท้าวความเล็กน้อยเกี่ยวกับคำว่า American Dream คืออะไร American Dream ได้ถูกจำกัดความโดย เจมส์ ทรัสโลว์ อดัม (James Truslow Adam) นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน มาตั้งแต่ คศ. 1931 American Dream นั้นก็คือสิ่งที่อเมริกันชนฝันเห็นและอยากเป็นนั่นก็คือความสำเร็จ ความมั่งคั่ง และมีชีวิตที่ดี ซึ่งสิ่งนี้ได้ถูกปลูกฝังกันมานานว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน ขอให้ทำงานหนัก และกล้าที่จะริเริ่มหรือฝัน ทุกคนก็ไปถึงฝั่งฝันได้

ส่วนคำว่า China Dream (จงกว๋อม่ง 中国梦) เป็นคำจำกัดความใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2013 โดยประธานาธิบดี สี่จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนนี่เอง โดยเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าฝัน กล้าทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

หนังเรื่อง American Dream in China หรือ จงกว๋อเหอหว่อเหริน (中国合伙人) เป็นภาพยนต์จีนที่สร้างขึ้นมาเมื่อปี 2013 โดยมีเนื้อหาย้อนยุคกลับไปที่สังคมจีนประมาณช่วงทศวรรษ 1980 ที่ประเทศจีนเพิ่งจะเปิดประเทศได้ไม่นาน ความฝันของคนจีนรุ่นหนุ่มสาวในสมัยนั้น ก็คือการได้ออกไปเรียนที่ต่างประเทศ หาประสบการณ์ใหม่ๆ และหางานทำเพื่อสานฝันเหมือนกับคนอเมริกันที่อยู่ในสังคมที่มีโอกาสเท่าเทียมกันบ้าง หนังเรื่องนี้ได้อิงกับชีวิตจริงของนักธุรกิจจีนคนหนึ่งชื่อ ไมเคิล หยู หรือ หยูหมินหง ฉายาคุณครูที่รวยที่สุดในประเทศจีน มีทรัพย์สินกว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.9 หมื่นล้านบาท เพราะว่าคุณไมเคิล เค้าเป็นเจ้าของบริษัทที่ชื่อว่า New Oriental Education and Technology Group Inc ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค (ตัวย่อ EDU) หลายท่านอาจจะสงสัยว่าธุรกิจของ EDU นั้นทำอะไร ทำไมคุณไมเคิลถึงได้รวยขนาดนั้น ธุรกิจของ EDU นั้นก็คือ โรงเรียนสอนพิเศษภาษาอังกฤษครับ โดยนักเรียนที่มาเรียน มีทั้งเรียนภาษาอังกฤษ และเรียนเพื่อเตรียมไปสอบโทเฟิ่ล เพื่อไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ EDU ปัจจุบัน EDU มีเครือข่ายการสอนกว่า 465 แห่งทั่วประเทศจีน มีบุคลากรกว่า 17,000 คน และมีนักเรียนลงทะเบียนเรียนกว่า 10 ล้านคน เรียกได้ว่านักเรียนที่ผ่านการสอบโทเฟิ่ลเพื่อไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา กว่าร้อยทั้งร้อย ผ่านการเรียนมาจาก EDU ทั้งสิ้น ลองไปถามเพื่อนคนไทยที่เคยเรียนที่สหรัฐอเมริกาสิครับ ว่าถ้าเจอนักศึกษาจีนที่สอบโทเฟิ่ลได้คะแนนเยอะๆ มาได้ยังไง ทั้งที่พูดภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้ ก็ต้องไปดูว่า EDU เค้ามีวิธีการติวอย่างไร ทำไมนักเรียนจีนได้คะแนนสูงๆ กันทั้งนั้น จนมียุคหนึ่งสถาบันสอบโทเฟิ่ลถึงกับสงสัยว่ามีข้อสอบรั่วที่จีน ทำให้นักเรียนจีนได้คะแนนสูงๆ ทั้งนั้น ชีวิตของไมเคิล กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เรียกว่าแทบจะเป็นเทพนิยาย ไมเคิล เกิดในครอบครัวชาวนายากจนในมณฑลเจียงซู สอบเข้ามหาวิทยาลัยมาสองรอบสอบไม่ได้ จนสอบรอบที่สาม ที่บ้านขู่ว่าถ้าไม่ได้ ก็ไปทำนาดีกว่า แต่ไมเคิลก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะมีความฝันอยากจะเรียนมหาวิทยาลัย

ไมเคิล หยู ผู้ก่อตั้ง New Oriental Education

หนังเรื่อง American Dream in China ก็เป็นหนังที่อิงเรื่องราวชีวิตจริงของคุณไมเคิล โดยมีดาราชื่อดังของจีนสามคน เป็นผู้แสดงนำในหนังเรื่องนี้ คือ หวง เสี่ยว หมิง พระเอกตัวนำของเรื่อง (เล่นเป็น เฉิงตงชิง ซึ่งก็คือไมเคิล นั่นเอง) ตงต้าเหว่ย (เล่นเป็น หวังหยาง เพื่อนสนิทของพระเอก) และเติ้งเชา (เล่นเป็น เมิ่งเสี่ยวจวิน เพื่อนสนิทของพระเอกอีกคน) โดยทั้งสามคนเป็นเพื่อนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้ท้าวความกลับไปถึงยุคทศวรรษ 1980 ที่สังคมจีนเพิ่งเปิดสู่โลกภายนอก อิทธิพลตะวันตกเริ่มเข้ามาในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นแมคโดนัล เคเอฟซี ฯลฯ คนหนุ่มสาวรุ่นนั้นแทบทุกคนมีความฝันอยากไปเผชิญโลกภายนอกที่ต่างประเทศ

เฉิงตงชิง พระเอกของเรา เกิดในครอบครัวชาวนายากจน เป็นคนเปิ่นๆ เชยๆ แต่มีความฝันอยากเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย สอบมาสองรอบก็สอบไม่ได้ จนไปคุกเข่าขอคุณแม่ว่าขอสอบรอบที่สาม คุณแม่บอกว่าถ้าสอบไม่ได้ ให้มาทำนา จนในท้ายที่สุดก็สอบเข้าได้ที่ภาควิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง

หวังหยาง เป็นเพื่อนนักศึกษาของเฉิงตงชิง เป็นคนอารมรณ์ศิลปิน มีแฟนเป็นคนอเมริกันสมัยเรียน เลยทำให้พูดภาษาอังกฤษสำเนียงดี

เมิ่งเสี่ยวจวิน เป็นเพื่อนนักศึกษาอีกคนของเฉิงตงชิง มาจากครอบครัวผู้ดีเก่า คุณปู่และคุณพ่อเรียนจบปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา เมิ่งมีชีวิตที่เป็นคุณชายตั้งแต่เด็กๆ รับเป็นหนุ่มเพอเฟ็คคนหนึ่งเลยทีเดียว ความฝันของเมิ่งคือชีวิตนี้จะไปอยู่พำนักถาวรที่สหรัฐอเมริกา จะไม่กลับมาประเทศจีนอีกแล้ว และจะมีรูปตัวเองขึ้นปกนิตยสารไทม์

เฉิง พระเอกของเรานั้น ชื่นชมและยกให้เมิ่งเป็นไอดอลของตัวเอง เพราะเมิ่งดูดี ฉลาด ภาษาอังกฤษดี และรอบรู้ เฉิงถึงกับถามเมิ่งว่าทำยังไงถึงภาษาอังกฤษดีแบบเมิ่ง คุณชายเมิ่งก็ตอบแบบขอไปทีว่าอ่านหนังสือทั้งห้องสมุดให้จบ และท่องดิคชันนารีทั้งเล่ม เดี๋ยวก็เก่งเอง แถมยื่นดิคชันนารี ที่บ้านให้เฉิงไปนั่งท่อง ปรกฎว่าเฉิงนั่งท่อง และอ่านหนังสือทั้งห้องสมุดจริงๆ หนังสือเยอะมาก จนต้องแอบมาอ่านตอนกลางคืน จนได้พบรักกับแฟนสาวแสนสวยจากคณะนิติศาสตร์ที่มีความฝันอยากไปสหรัฐอเมริกา ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย

ขอเขียนฉบับย่อๆ นะครับ เวลาผ่านไปจนทั้งสามคนรวมทั้งแฟนของเฉิงเรียนจบ ทั้งหมดก็ไปขอวีซ่าสหรัฐอเมริกาเพื่อหาโอกาสไปเรียนต่อ ปรากฎว่า เฉิง ขอเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน เพราะท่าทางไม่น่าจะดูดี หวัง ได้วีซ่าแต่ด้วยอารมรณ์ศิลปิน บอกกับเจ้าหน้าที่สถานทูตว่า ถึงขอได้ก็ไม่ไป เพราะรักประเทศจีน แต่จริงๆ คืออยากอยู่กับแฟนที่ปักกิ่งมากกว่า ส่วนคุณชายเมิ่งผู้ดูดีทุกอย่าง ได้วีซ่าแบบสบายๆ แฟนของเฉิงก็กำลังเตรียมตัวหาทางขอวีซ่า

เฉิงตงขิง หนุ่มจากบ้านนอกผู้มีความฝัน

ในวันที่เฉิงและหวัง ไปส่งเมิ่งที่สนามบิน เมิ่งบอกว่าชีวิตนี้จะไม่กลับมาประเทศจีนอีกแล้ว เฉิงและหวังเสียใจมากที่ชีวิตนี้จะไม่ได้เจอเพื่อนอีกแล้ว แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป เฉิง เรียนจบก็เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และได้เสียแฟนไป เพราะว่าแฟนของเฉิงได้วีซ่าสหรัฐอเมริกา และโทรมาบอกเฉิงว่าได้แฟนใหม่เป็นฝรั่งที่นั่น พร้อมขอเลิก ชีวิตของเฉิงซวยซ้ำสอง คือโดนไล่ออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะไปฝ่าฝืนกฎไปแอบสอนพิเศษข้างนอก เพื่อหารายได้เพิ่ม ในวันที่เฉิงสูญสิ้นทุกอย่างทั้งการงานและความรัก ในระหว่างขนของออกจากที่พักในมหาวิทยาลัย มีนักศึกษาสาวคนหนึ่งวิ่งมาหา แล้วถามว่าเฉิงจะไปสอนที่ไหน เค้าอยากให้เฉิงสอนภาษาอังกฤษเค้าต่อ เค้าต้องสอบโทเฟิ่ลไปเรียนต่อสหรัฐฯ เรียนกับเฉิงสนุกดี มีเทคนิคที่สอนแล้วเข้าใจและจำได้

นี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่พลิกผัน เฉิงเลยจัดโต๊ะนั่งสอนภาษาอังกฤษในร้านเคเอฟซี ปรากฎว่านักเรียนมาขอเรียนเพิ่มเรื่อยๆ ขนาดคนมากินไก่ทอด กับพนักงานในร้านยังมาขอเรียนด้วย เฉิงรับมือไม่ไหวกับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะไม่มีสถานที่ และกำลังพอ เลยไปชวนหวัง ที่ขณะนั้นโดนแฟนอเมริกันทิ้ง หวังก็ตอบตงลงมาร่วมเป็นติวเตอร์อีกคน โดยแอบไปใช้สถานที่โรงงานเก่าร้างที่ถูกทิ้งไว้ เฉิงกับหวัง ช่วยกันหานักเรียนเพิ่ม โดยแปะโปสเตอร์ตามเสาไฟฟ้า และนักเรียนบอกต่อๆ กัน ไม่นานทั้งสองคนก็มีนักเรียนเพิ่มเป็น 2,000 คน และมีรายได้เป็นกอบเป็นกำแบบที่ทั้งคู่เองก็ไม่เคยได้จับเงินมากขนาดนี้มาก่อน และตั้งชื่อโรงเรียนว่า New Dream เพื่อให้นักเรียนที่มาเรียนที่นี่ สามารถสานฝันขอวีซ่าได้ไปเรียนที่อเมริกากันทุกคน

ในขณะที่ทั้งคู่กำลังรุ่ง คุณชายเมิ่งของเราหลังจากได้ไปอเมริกา และเรียนจบปริญญาโทแล้ว แต่การงานก็ไม่ได้รุ่งอย่างที่คิด เพราะเรียนจบก็มาทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยทำหน้าที่ให้อาหารหนูทดลอง แต่ตอนหลังก็ตกงานเพราะที่มหาวิทยาลัยรับคนมาทำงานแทนที่เป็นคนจีนเหมือนกัน คุณชายเมิ่งก็เลยต้องตกงานไปทำงานเป็นเด็กเก็บจานที่ร้านอาหาร ทำงานหนักมากจนทนไม่ไหว เพราะตอบตัวเองไม่ได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ กลับเมืองจีนดีกว่า จนมาเซอร์ไพรส์ว่าเฉิง เด็กหนุ่มจากบ้านนอกที่สมัยก่อนไม่มีอะไรสู้เมิ่งได้เลย กลับกำลังพลิกสถานการณ์กลายเป็นเศรษฐี

โปสเตอร์หนังเรื่อง American Dream in China (中國合伙人)

ท้ายที่สุดเฉิงก็ชวนเมิ่งเข้ามาร่วมลุยงาน New Dream อีกคน จนในที่สุด New Dream ก็กลายเป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่มีนักเรียนมากที่สุดในประเทศจีน แต่แล้ว New Dream ก็ถูกสถาบันโทเฟิ่ลที่สหรัฐฯ ฟ้องร้อง เพราะเอาข้อสอบโทเฟิ่ลเก่าๆ ไปเฉลยและสอนนักเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาติ

เมิ่ง เป็นตัวแทน New Dream ไปเจรจาในรอบแรก พบว่า โดนดูถูกจากคนอเมริกันสารพัดตั้งแต่ที่สนามบิน จนถึงที่เจรจา ซึ่งก็เหมือนกับที่เมิ่งเคยโดนตอนมาทำงานเป็นเด็กเก็บจานที่ร้านอาหาร แต่ในขณะที่เมิ่งกำลังเดินเซ็งอารมณ์ก็เห็นจอ LED ที่หน้าตลาดหลักทรัพย์ประกาศว่า SINA บริษัทจีนที่เป็นเจ้าของ Social Network ชื่อ Weibo จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ เป็นวันแรก เมิ่งรู้ได้ทันทีว่าการที่จะไม่ให้คนจีนถูกดูถูก เค้าจะต้องเอา New Dream เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ ให้ได้ เลยเอาแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์กลับไปเสนอเฉิง แต่ไม่บอกสาเหตุที่แท้จริง เฉิงปฏิเสธแผนหลายรอบ เพราะไม่เห็นว่าจะเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ New Dream จะได้ประโยชน์อะไร และทั้งคู่ก็ทะเลาะกันรุนแรงหลายครั้งเกี่ยวกับแผนเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์

จนในท้ายสุดสถาบันโทเฟิ่ลก็เริ่มรุกหนักจะฟ้องค่าเสียหายเป็นเงินมหาศาล กว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะ blacklist นักศึกษาจีนที่มีคะแนนโทเฟิ่ลสูงๆ สามซ่ากล้าท้าฝันของเราเลยบินไปเจรจาเองที่สหรัฐอเมริกา และที่นั่นเฉิงได้รู้เหตุผลจริงๆ ของเมิ่ง เพราะเมิ่งพาไปดูสถานที่จริงที่ตัวเองโดนดูถูก ทั้งร้านอาหารที่เคยทำงานด้วย เฉิงได้รับทราบก็บอกว่า "ไป กินข้าวเที่ยงเสร็จ เราจะไปกระทืบฝรั่งกัน"

ในการเจรจาครั้งสุดท้าย เฉิงได้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพในการจดจำหนังสือเป็นเล่มๆ โดยท้าให้ฝรั่งถามข้อกฎหมายที่ถกกันในวันนี้ ซึ่งเฉิงได้อ่านแค่รอบเดียวระหว่างนั่งเครื่องบินจากจีนมาสหรัฐฯ ซึ่งถึงกับทำให้ฝรั่งปากค้าง เฉิงสรุปว่า เฉิงไม่ได้เป็นนักเรียนที่โดดเด่น ก็ยังจำข้อความในหนังสือเป็นเล่มๆ ได้ ทำไมนักเรียนจีนจะทำคะแนนสอบภาษาอังกฤษได้สูงๆ จะไม่ได้ และบอกว่า New Dream ยินดีจ่ายค่าเสียหาย แต่ไม่ใช่ราคานี้ แถมชักชวนว่าสถาบันควรมีพาร์ทเนอร์แบบ New Dream เพราะว่าจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด NBA ยังต้องเอาเหยาหมิงมาเล่น เพื่อดึงดูดผู้ชมชาวจีนเลย ท้ายสุดการเจรจาจบกันด้วย Happy Ending โดยเฉิงประกาศว่าจะเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และท้ายสุดเฉิงก็ทำตามความฝันได้สำเร็จ ด้วยการเอา New Dream เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อเมริกา

เฉิงไม่ได้มีที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แต่มาจากพื้นฐานคนธรรมดาเดินดิน สอบเข้ามหาวิทยาลัยจนได้ และทำตามที่ตัวเองฝัน ซึ่งเส้นทางจะคล้ายคลึงกับแจ๊คหม่า ผู้โด่งดังทีเดียว ซึ่งแจ๊คหม่าเคยบอกว่า เค้าไม่ใช่คนเก่ง ถ้าเค้าทำได้ ทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน ขอให้มีความฝัน คนเราไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่คำว่าล้มเลิกครับ ขอให้มี Passion ในสิ่งที่ตัวเองทำ รับประกันความสำเร็จ

ตัวอย่างหนังเรื่อง American Dream in China

ท้ายสุดเราก็หวังว่าสักวันหนึ่งรัฐบาลไทยจะจำกัดความคำว่า Thailand Dream กับเค้าบ้างครับ

โดย: ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์

ที่มา: สามซ่ากล้าท้าฝัน American Dream in China