วัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวตะวันตกที่ไม่เหมือนเด็กไทยก็คือค่านิยมการท่องเที่ยวหลังเรียนจบ ซึ่งสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ เมื่อเรียนจบถ้าไม่ได้มีบริษัทมาจองตัวทำงานแล้ว ก็จะรีบดั้นด้นสมัครงาน เพราะเกรงว่าถ้าไม่รีบสมัครงานหลังเรียนจบ ก็อาจตกงานยาวๆเลยก็เป็นได้ ต่างจากวัยรุ่นฝรั่ง หรือชาวตะวันตก เมื่อเรียนจบชั้นไฮสคูล หรือระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็จะเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆอย่างยาวนาน บางคนอาจกินเวลาเป็นปีๆเลยทีเดียว หลายคนจึงอาจเกิดข้อสงสัยว่าการเที่ยวหลังเรียนจบนี่ดี และมีประโยชน์จริงหรือไม่ ซึ่งเราขอสรุปมาให้ตามนี้

1.มันจะเป็นประโยชน์จะทำให้คุณหางานได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

แน่นอนว่าเรซูเม่คุณจะน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น และHRที่ต้องอ่านประวัติคุณจะต้องเรียกคุณมาเพื่อซักถามอย่างแน่นอน เพราะประวัติแบบนี้แทบหาไม่ได้ในกลุ่มเด็กไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไปสมัครงานในบริษัทต่างชาติ ผู้ที่คัดเลือกคุณอาจสนใจไถ่ถามคุณมากขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้นหากคุณสามารถตอบเรื่องราวเหล่านี้ได้เข้าเป้าและดูเป็นประโยชน์กับงานที่กำลังสัมภาษณ์อยู่ คุณมีโอกาสที่จะได้งานอย่างแน่นอน

เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ก็ขอยกตัวอย่างหนึ่งของผู้ชายที่ชื่อว่าวีรภัทร คันธะ ซึ่งปัจจุบันเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ Saleduck สตาร์ทอัพสุดโด่งดังของประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันเป็นพาร์ทเนอร์หลักของร้านค้าออนไลน์ดังอย่างLazada และเปิดBlogท่องเที่ยวส่วนตัวด้วย โดยภายหลังเรียนจบ วีรภัทรได้เลือกที่จะเดินทางท่องเที่ยวเพื่อตามหาความฝันตัวเอง ด้วยการแบกเป้ไปประเทศจีน รัสเซีย มองโกเลีย และญี่ปุ่น ผ่านเส้นทางรถไฟสายทรานไซบีเรีย ซึ่งในวันที่มาสมัครงานนั้น CEO ประทับใจเรื่องราวสิ่งที่ได้รับจากการเดินทาง และวีรภัทรก็ได้กลายเป็นคนไทยคนแรกของสตาร์ทอัพแห่งนี้ ได้ยินแล้วน่าสนใจใช่ไหมละ

2. จะไม่เสียใจภายหลัง

หลายต่อหลายคนเมื่อตัดสินใจเข้าทำงานออฟฟิศ ก็แทบจะติดกับดักมนุษย์เงินเดือน เพราะรู้สึกว่าหากลาออกก็จะไม่มีกิน และการงานที่ทำอยู่นั้นมั่นคง และได้รับเงินอยู่แล้วทุกเดือน แต่ทว่าเมื่อมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกเสียใจและเสียดายว่า ในช่วงที่ยังมีเวลาและพลังเหลือเฟือ น่าจะออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆให้เรียบร้อยก่อนเริ่มทำงาน เพราะหลังจากที่ทำงานไป จะไปเที่ยวทั้งที ต้องขอวันลา บางครั้งอาจจะได้หยุดแค่ไม่กี่วันเท่านั้น ทำให้ไปได้แค่ทริปใกล้ๆ ยิ่งวันหนึ่งหากมีตำแหน่งใหญ่โต ก็เรียกได้ว่ากลับมาทำอะไรแบบนี้ไม่ได้แล้ว

3.เพิ่มมุมมองใหม่ๆให้กับตัวเอง

เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการเปิดโลกนั่นเอง อันที่จริงเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่บทเรียนไม่สามารถให้คำตอบได้ จะต้องเดินทางมาพบเจอและเรียนรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น เรื่องนี้จะเห็นความแตกต่างได้ชัดระหว่างคนที่ไม่เคยออกเดินทาง ก็คนที่ได้เดินทางสัมผัสสถานที่ต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา สิ่งเหล่านี้จะช่วยหล่อหลอมทัศนคติที่สำคัญและเป็นประโยชน์ทั้งการทำงานและการดำเนินชีวิต

4. จะได้รู้ เข้าใจตัวเองและพบเป้าหมายในชีวิตแน่นอน

คนบางคนเคว้งคว้างมากหลังจากเรียนจบออกมาแล้ว เนื่องจากยังไม่แน่ใจในตัวเอง และไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าต้องการอะไร และวางเป้าหมายอะไรในชีวิตบ้าง การได้เดินทางออกไปท่องเที่ยวนั้น จะทำให้คุณมองเห็นอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งจะช่วยให้คุณคิดได้ว่าความสุขและความต้องการที่แท้จริงของคุณคืออะไร

5.จะเข้าใจความหมายของคำว่าอิสระ

บางคนอาจจะรู้สึกว่าที่ตัวเองเป็นอยู่ทุกวันนี้คือความอิสระอยู่แล้ว แต่นั่นคือความอิสระที่แท้จริงหรือไม่ การได้ออกไปเปิดโลกกว้างด้วยตัวคนเดียว วางแผนการเดินทาง จัดการทุกอย่างในชีวิตโดยไม่ต้องอาศัยคนอื่น จะทำให้คุณเติบโตขึ้นอย่างทวีคูณ โดยเฉพาะคนไทยที่จารีตนั้นมักมีพ่อแม่ช่วยเหลือและหนุนหลังอยู่เสมอ บอกได้คำเดียวว่าเมื่อคุณสลัดทุกอย่างทิ้งทั้งเพื่อน ครอบครัว รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่แบบเดิมๆ มาเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป คุณอาจจะชื่นชอบสิ่งที่เกิดขึ้น หรืออาจกลับไปเห็นคุณค่าของครอบครัวและเพื่อนฝูงก็ได้

อันที่จริงการท่องเที่ยวหลังเรียนจบ ก็คือการค้นหาตัวเองอย่างหนึ่ง หากชีวิตการทำงานหลังเรียนจบนั้นมี40ปี จะแบ่งมาซักปีเพื่อเตรียมความพร้อมก็ไม่น่าใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด ยิ่งปัจจุบันการเดินทางไปยังที่ต่างๆนั้นสะดวกและมีราคาประหยัดขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก การหาที่พัก และตั๋วเครื่องบิน สามารถหาได้ง่ายๆ เพียงแค่เสิร์ชกูเกิล เข้าเว็บค้นหาส่วนลดต่างๆก็ปรากฎขึ้นมาแบบไม่หวาดไม่ไหว หากคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองท่านใดได้อ่านบทความนี้ อยากบอกว่าต้องกล้าปล่อยลูกนก ลูกนกจะบินได้เอง ส่วนจะบินได้สูงแค่ไหนขึ้นอยู่กับความพยายามของลูกนกตัวนั้นเองแล้วล่ะ