ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 พ.ค. 2550 (20:38) มันเจ๋งไปเลย! จินตนาการสูงจริงๆนะคนสมัยก่อนเนี่ย ทีหลังเอามาลงใหม่นะคะ เอ้อ!เกือบลืมไป เคยอ่านเจอเรื่องจักรราศีที่ 13 ในบล็อคของรุ่นพี่ที่โรงเรียน เค้าบอกว่าจักรราศีนี้ น้อยคนนักที่จะรู้จัก (ตัวคนเขียนเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน ^^") เห็นว่ามันน่าสนใจดีนะคะ ลองอ่านกันดู....
กลุ่มดาวคนแบกงู (Ophiuchus)
ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดของกลุ่มดาวโอฟิอุคชัส
หรือ กลุ่มดาวคนแบกงูนั้น ก็จะขออธิบายถึงเรื่องของจักราศีที่ 13 นี้ก่อน
เนื่องจากทุกคนคงจะทราบกันดีว่าจักราศีนั้นมีอยู่ 12 ราศี
อันถือเป็นกลุ่มดาวและราศีประจำเดือนทั้ง 12 นี้ด้วย
ความหมายของกลุ่มดาวจักราศี (Zodiac constellations) นั้นก็คือ
กลุ่มดาวที่อยู่บนเส้น Ecliptic ซึ่งเป็นแนวที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดาวเคราะห์
เคลื่อนผ่านนั่นเอง และมีอาณาเขตออกไปจากเส้น Ecliptic ข้างละ 8-9 องศา
ซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ 12 กลุ่มดาวเท่านั้นแต่มีอยู่ถึง 13 กลุ่มด้วยกัน
นั่นคือรวมกลุ่มดาวคนแบกงู (Ophiuchus) เข้าไปด้วย
ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงกลุ่มดาวจักราศีแล้ว ในทางดาราศาสตร์ (Astronomy)
และในทางโหราศาสตร์ (Astrology) จะมีไม่เท่ากัน
โดยทางดาราศาสตร์จะมีอยู่ 13 กลุ่มดาว และในทางโหราศาสตร์จะมีอยู่ 12 กลุ่มนั่นเอง
กลุ่มดาวคนแบกงูนั้นอยู่แทรกระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู
ดังนั้นถ้าหากนับกันจริงๆ โดยให้กลุ่มดาวแกะเป็นจักราศีแรกแล้ว
กลุ่มดาวคนแบกงูก็จะเป็นจักราศีที่ 9 แทนที่กลุ่มดาวคนยิงธนูไป
แต่เนื่องจากว่ากลุ่มดาวนี้อาจจะไม่คุ้นกัน ดังนั้นก็เลยจัดเป็นจักราศีที่ 13 ไป
กลุ่มดาวคนแบกงู มีความสูงประมาณ 40 องศา กว้าง 25 องศา
จะขึ้นและตก ทางทิศตะวันออก - ตะวันตกพอดี เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดจะอยู่สูงเป็นมุมเงย 75 องศา
โดยดาวดวงบนสุดของกลุ่มจะอยู่ที่จุด กึ่งกลางท้องฟ้าพอดี
ดวงอาทิตย์โคจรผ่านกลุ่มดาวคนแบกงูนี้ในช่วงระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 17 ธันวาคม
รวมใช้เวลา 18 วัน ซึ่งจะเห็นว่ามากกว่ากลุ่มดาวแมงป่อง
ซึ่งดวงอาทิตย์ใช้เวลาแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นก็ผ่านไปได้
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลุ่มดาวคนแบกงู
บริเวณกลุ่มดาวคนแบกงูนี้ มีรายงานการเกิดดาวโนวา (Nova star) หลายครั้งมาก
ครั้งแรกสมัย 134 ปีก่อนคริสตกาลโดยนักดาราศาสตร์กรีก Hipparchos
, ครั้งที่ 2 ในปีค.ศ.123 , ครั้งที่ 3 ในปี 1230 , ครั้งที่ 4 ซึ่งเรียกว่า ดาวเคปเลอร์
(Kepler's star) ในปี 1604 และครั้งที่ 5 ในปี 1848
Ophiuchus เป็นคำที่มาจากคำ 2 คำในภาษากรีก
แปลว่า งู (Serpent) และ การถือ (Holding)
งูที่คนแบกงูถือไว้นั้น คือกลุ่มดาวงู (Serpent) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
อยู่ทางซ้ายและทางขวาของกลุ่มดาวคนแบกงู โดยทางหางงูซึ่งอยู่ทางซ้าย
มีฃื่อว่า Serpens Cauda และทางหัวงูซึ่งอยู่ทางขวามีชื่อว่า Serpens Caput
ชื่อของกลุ่มดาว Ophiuchus นี้เป็นนามของเทพแอสคูลาพิอัส (Aesculapius)
ผู้ X วชาญในด้านการใฃ้ยา พืช และพลังการรักษาโดยใช้พืชสมุนไพร
เขาเป็นลูกของเทพอพอลโล (Apollo) และเทพคอโรนิส (Coronis)
อีกทั้งยังได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาจาก ไครอน (กลุ่มดาวคนยิงธนู) อีกด้วย
กล่าวกันว่า ฮิปโปเครติส (Hippcrates) แพทย์ชาวกรีกผู้มีชื่อเสียง
อีกทั้งเป็นบิดาแห่งการแพทย์แผนสมัยใหม่นั้น เป็นหลานรุ่นที่ 15 ของเขา
แอสคูลาพิอัสนั้น ถือว่าเป็นหมอคนแรก และความสามารถของเขาก็ได้นำความหายนะ
มาสู่ตัวของเขาเองอีกด้วย เรื่องราวเริ่มขึ้นจากวันหนึ่ง
เมื่อเขาไปหาเพื่อนก็พบว่ามีงูตัวหนึ่งอยู่ในห้องนั้น เขาจึงได้ฆ่ามันเสีย
แต่เรื่องน่าตกใจยังไม่หมดเพียงแค่นี้ ซักพักหนึ่งก็มีงูตัวที่สองเลื้อยเข้ามาในห้องนั้น
โดยที่ในปากของมันนั้นคาบสมุนไพรอย่างหนึ่งมาด้วย
มันเอาสมุนไพรให้งูตัวที่ตายแล้วนั้นกิน และก็สามารถทำให้มันฟื้นจากความตายขึ้นมาได้
ซึ่งด้วยสมุนไพรนี้นี่เองที่ทำให้แอสคูลาพิอัสนั้นมีพลังอันยิ่งใหญ่
ที่เหนือกว่าชีวิตและความตาย เขาได้ท่องเที่ยวไปทั่ว
ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้การใช้ยาจากสมุนไพรต่างๆอีกด้วย
ซึ่งก็ทำให้ชื่อเสียงในด้านการเป็นผู้รักษาซึ่งชีวิตของผู้คนนั้นขจรขจายไปทั่ว
ครั้งหนึ่ง แอสคูลาพิอัส ได้บอกว่าเขาจะทำให้ ฮิปโปลีตุส (Hippolytus)
นั้นฟื้นจากความตายขึ้นมาโดยการเย็บตัวให้ติดกัน ทั้งนี้เนื่องจากม้าที่เขานั่งนั้น
ได้ตื่นวัวและได้วิ่งลากเขาไป ซึ่งนั่นก็ทำให้ตัวฮิปโปลีตุสนั้นขาดเป็นท่อนๆเสียชีวิตไป
จากการที่ แอสคูลาพิอัสได้ช่วยทำให้ผู้คนให้ฟื้นจากความตาย
ซึ่งก็รวมไปถึง โอไรออน (Orion) นายพรานผู้มีชื่อเสียง
ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกศรอันเกิดจากความเข้าใจผิดของคนรักด้วยนั้น
ทำให้ความอดทนของฮาเดส เทพแห่งโลกใต้พิภพนั้นสิ้นสุดลง ฮาเดสได้บอกให้เซอุส
หยุดยั้งการฟื้นคืนชีพของผู้คนที่เสียชีวิตไปแล้วเสีย นอกเสียจากเทพเจ้าเท่านั้น
ที่จะให้เป็นอมตะได้ และฮาเดสยังได้บอกกับเซอุสอีกว่า
การที่อนุญาตให้แอสคูลาพิอัสทำการฟื้นคืนชีพให้แก่มนุษย์ที่ตายไปแล้วนั้น
ก็เปรียบเหมือนกับการมอบความเป็นอมตะให้แก่เหล่ามวลมนุษยชาตินั่นเอง
เซอุสเห็นด้วยกับคำเตือนของพี่ชายของตน จึงได้ขว้างสายฟ้าไปยังแอสคูลาพิอัส
ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเสียชีวิตในทันทีและก็เป็นการสิ้นสุดการฟื้นคืนชีพของมนุษย์ไปด้วย
แต่ว่าจากการที่เซอุสไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย
และก็นับถือในความสามารถอันแท้จริงของแอสคูลาพิอัสด้วย
เซอุสจึงนำเขาขึ้นไปไว้เป็นกลุ่มดาว Ophiuchus บนท้องฟ้า
โดยให้มีงูรัดพันกายไว้ด้วย ซึ่งก็คือความสามารถของเขาอันได้มาจากงูนั่นเอง
แอสคูลาพิอัส ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าแห่งการแพทย์นั้น จะมีงูพันกายอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งนั่นก็คือเหตุผลที่เราเห็นงูปรากฎอยู่บนสัญลักษณ์ของโรงพยาบาล
และสถานบำบัดโรคต่างๆนั่นเอง (ไม่ทราบว่า งูพันคบเพลิงซึ่งเป็นเครื่องหมายของสาธารณสุขไทยนั้น จะมาจากเหตุผลเดียวกันหรือเปล่า ใครทราบเมล์มาบอกให้ด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง)
และคำว่า "Hygiene" ซึ่งหมายถึง การอนามัย และคำว่า "Panacea"
อันแปลว่ายาครอบจักรวาลนั้น ก็มาจากชื่อลูกสาวทั้งสองของแอสคูลาพิอัส
ซึ่งมีชื่อว่า ไฮเจีย (Hygeia) และ พานาเซีย (Panacea) นั่นเอง
ปล. ไม่ค่อยได้ชมดาวกลุ่มนี้นัก ขอบคุณ แม่มดแห่งซาเล็ม มาก
ที่นำมาเป็นความรู้
----------------------------------------------------------------------
ถ้าหากใครสนใจข้อมูลนี้อีก ลองไปอ่านดู (อันที่จริงก็ไปยืมเค้ามาหมดแล้วแหละ ฮ่าๆๆ)
ต้องขอบคุณพี่ต่าย รุ่นพี่ที่แสนดีของ Poylittlegirl มากค่ะ
http://tai-lk.space.live.com/