e0b8a0e0b8b2e0b89ee0b895e0b8b1e0b894e0b89be0b8b0-001          

 

          ปัจจุบันสังคมกำลังพูดถึงนวัตกรรมทางการศึกษากันอย่างมากมาย นั่นหมายถึงสิ่งใหม่ๆทางการศึกษาที่ยังไม่เคยทำมาก่อน เพื่อยกระดับการศึกษาของไทยนั้นก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป อย่างที่เคยได้มีบทความสัมภาษณ์ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ไปแล้วนั้น http://www.vcharkarn.com/varticle/59278 ได้กล่าวว่าเราควรจะมีตัวประเมินการชี้วัดศักยภาพทางการศึกษาเฉพาะของแต่ละที่ที่ไป ซึ่งถ้าเราดีแล้วเราก็จะเกิดความภูมิใจในสถาบันของเรา ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเทียบกับใครเพราะการจัดอันดับที่เป็นค่านิยมอยู่ในขณะนี้ไม่ใช้ตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุด

          ในขณะที่สังคมกำลังก้าวไกล ต่างๆคนอยู่ในสภาวะที่ต้องแข่งขันกันซึ่งเริ่มตั้งแต่พื้นฐานทางด้านศึกษา เพื่อให้มีงานการทำที่ดีในอนาคต คุณพ่อคุณแม่หลายคนก็คงจะเริ่มวางรากฐานทางการศึกษาให้กับลูกน้อยที่เตรียมจะมาเป็นผู้พัฒนาประเทศชาติในอนาคตเพื่อก้าวสู่ ASEAN Economic Community ต่อไปได้อย่างภาคภูมิ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดหรือไม่ หรือแม้เราอาจจะหาสิ่งที่ดีที่สุดไม่ได้ แต่ก็เพียงแค่สิ่งที่เหมาะสมกับลูกหลานเราในวันข้างหน้าก็พอ

          การศึกษาทางเลือกเป็นทางหนึ่ง ซึ่งหากใครได้อ่านแนวทางการศึกษาแนวทางเลือกกันมาบ้างแล้ว จะพบว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนในแนวนี้กระจายอยู่หลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ตัวอย่างเช่น 

1. โรงเรียนในแนวทาง Neo-humanist คือเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีพัฒนาการสูงที่สุด พื้นฐานจิตใจของมนุษย์นั้นมีความดีงาม มีคุณค่า ใฝ่รู้ มีความต้องการจากภายในที่จะพัฒนาตนเองไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การพัฒนาคนตามแนวนีโอฮิวแมนนิสจึงมีหน้าที่จะต้องช่วยพัฒนาศักยภาพแฝงเร้นที่มีอยู่ในตัวคนเราให้แสดงออกมาได้อย่างสูงสุดด้วย การทำให้คน เราโดยเฉพาะในเด็กๆให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) และการเข้าสู่สภาวะคลื่นสมองต่ำ ในสภาวะนี้เองคน เราจะสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ โรงเรียนในแนวทางนี้ เช่น โรงเรียนอมาตยกุล ที่จัดตั้งขึ้นโดยรองศาสตราจารย์ ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

2013-02-20

 

2. โรงเรียนในแนวทาง Montessori เป็นการนำวิธีการสอนเด็กที่มีพัฒนาการทางสติปัญญาล่าช้าที่ประสบความสำเร็จมาใช้กับเด็กปฐมวัย โดยให้เด็กจับต้องสื่อหรือเล่นอุปกรณ์ต่างๆ ที่เลือกเอง ทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีสมาธิและสร้างสรรค์ เด็กสามารถประสมคำ อ่านคำและฝึกเขียนหนังสือได้ด้วยตนเองตามความสนใจตั้งแต่อายุ 4-5 ปี

3. โรงเรียนในแนวทาง Waldorf อ่านว่า วอล-ดอร์ฟ เป็นการศึกษาทางเลือกอีกรูปแบบในสังคมไทย โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีการสอบ ไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน เด็กๆ เรียนรู้จากการคิดและทำด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ทุกครั้งที่ทำงานเสร็จต้องบันทึกการเรียนรู้ไว้ในสมุด ที่นี่เด็กไม่เบื่อโรงเรียน เพราะวอลดอร์ฟมาจากความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ เด็กๆ ได้เรียนรู้สิ่งที่อยากเรียน รักการค้นคว้า และแนวทางนี้นักการศึกษาเชื่อว่า สามารถพัฒนามนุษย์ได้สมบูรณ์แบบ โรงเรียนในแนวทางนี้ เช่น โรงเรียนปัญโญทัย ที่จัดตั้งขึ้นโดย น.พ. พร พันธุ์โอสถ

4. โรงเรียนวิถีพุทธ (Buddhist School) ป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามแนวทางคำสอนของพระพุทธศาสนา จัดร้อยเรียงเนื้อหาหลักสูตรด้วยการเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เน้นเรื่องปัญญาในพุทธศาสนา คือ ความเข้าใจว่าทุกสิ่งมีความไม่แน่นอน เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามหลักของไตรลักษณ์ที่ทุกคน ทุกชีวิตต้องพบ ต้องเจอ และต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง  โรงเรียนในแนวทางนี้ เช่น โรงเรียนรุ่งอรุณ โดยคณะกรรมการโรงเรียนมีท่านเจ้าคุณพระธรรม-ปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นที่ปรึกษาสูงสุด


 

 

10269558_852800134733334_4433357762498971478_n       1398618865173

          และจากการศึกษาทางเลือกต่างๆที่มีในสังคมตอนนี้ เมื่อในวันที่ 26 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา ทีมงานวิชาการ.คอมได้เดินทางไปที่บ้านสำราญ สถานที่ซึ่งครอบครัวที่สนใจในแนวทางการศึกษาแบบวอลดอร์ฟได้มาทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันและแลกเปลี่ยนกัน ซึ่ง ณ ที่นี้จึงได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณวรณัน โทณะวณิก หรือแม่ตา เจ้าของบ้านสำราญแห่งนี้หรือผู้ก่อตั้ง MAMATA_nurturing nature in your child group คุณแม่ท่านหนึ่งที่ศึกษาและเข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาในแนวทางเลือกแบบวอลดอร์ฟด้วยในปัจจุบัน

 

DSC06820-1 

 

แม่ตาเริ่มอธิบายจาก "คำว่า MAMATA เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ความรักของคนที่เป็นแม่ (Motherly Love)"

          แรงบัลดาลใจในการก่อตั้งกลุ่มขึ้นมาก็คือลูกสาว หรือหนูพุด เพราะก่อนหน้านี้แม่ตาก็เป็นผู้หญิงที่ชอบทำงานเหมือนคนทั่วๆไป แต่วันหนึ่งก็มาตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นดีสำหรับโลกหรือยัง จึงอยากจะหาสิ่งหนึ่งที่เราตื่นขึ้นมาแล้วเราอยากจะทำทุกวัน และงานนั้นน่าจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆด้วย สุดท้ายก็กลับมามองที่ลูกตามแนวทางการเลี้ยงดูลูกโดยอ่านจากหนังสือ “คุณคือคุณครูคนแรกของลูก” ซึ่งพูดถึงการศึกษาแบบ Waldorf แล้วรู้สึกว่านี่เป็นทางที่ดีที่ลูกจะเติบโตขึ้นมาอย่างเข้าใจธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติ ดูแลธรรมชาติรอบตัว จึงตัดสินใจทำธุรกิจเพื่อจัดจำหน่ายสินค้าที่ใช้ในการเรียนรู้แบบ Waldorf

1398618905698-1

         

แต่ประเด็นหลักจริงๆที่ก่อตั้งกลุ่ม MAMATA ขึ้นมานั้นเรื่องธุรกิจไม่ได้เป็นหลักแต่รู้สึกว่าที่เรามีมุมมองได้อย่างทุกวันนี้ สามารถเลี้ยงดูอบรมลูกให้เติบโตมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นแนวทางการศึกษาแบบ Waldorf นั้นกินใจ โดนใจ และจากการที่ได้ทำหลายอย่าง เล็กๆน้อยๆสะสมมา ประกอบกับผู้รู้ต่างๆ รวมทั้งได้เข้าคอร์สอบรมเป็นระยะๆ จึงรู้สึกว่าอยากจะเป็นคนอาสาเอาสารเหล่านี้แนวทางเหล่านี้ไปให้แก่ครอบครัวอื่นๆให้ได้มีความรู้สึกเป็นสุขกับการที่ได้มีโอกาสเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็ก

          "เพราะรู้สึกว่าการมาถึงของเด็กนั้นเป็นของขวัญที่แสนวิเศษ แต่พ่อแม่หลายคนอาจไม่รู้ว่าเขาได้สิ่งที่วิเศษมา หรือบางคนอาจจะยังรู้ไม่ทัน ก็ทำให้มีอารมณ์โมโห โกรธ ว่าทำไมลูกไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้ดั่งใจ เพราะเรามีมาตรฐานหนึ่งอยู่ แต่จริงๆแล้วของขวัญแต่ละห่อเปิดออกมามันไม่เหมือนกัน ก็เหมือนกับเราเอง เราก็เป็นคนคนหนึ่งที่ไม่เหมือนคนอื่น ลูกเราเองก็เป็นคนอีกคนที่ไม่เหมือนใคร ดังนั้นเราก็ไม่ควรจะไปเปรียบเทียบเขากับใคร" 

 

6-6-2557 11-33-25 6-6-2557 11-34-20 

       

          แต่เราน่าจะมีเวลาที่จะได้เฝ้าสังเกตแล้วดูว่าธรรมชาติแท้ๆในตัวเขาเป็นยังไง เขาต้องการให้เราเข้าไปช่วยเหลือเขายังไง เรามีความเชื่อว่าเด็กทุกๆคนที่ข้ามสะพานสายรุ้งลงมาเกิดบนโลกมนุษย์เขาได้มองและได้เลือกครอบครัวแล้ว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขามาพร้อมกับภารกิจบางอย่าง เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแค่ลูกของเรา แต่มาเพื่อเป็นคนของโลก เขาจะต้องมาดูแลโลกใบนี้ ซึ่งเรามีหน้าที่ทำให้ภารกิจของเขาสำเร็จทั้งในตัวของแม่ตาในฐานะของแม่ และครูเอ๊ะ ในฐานะที่เป็นครู ทำให้ไม่ต้องมีคำถามเลยว่าจะต้องทำอย่างไร

          แนวการศึกษา Waldorf เป็นแนวการศึกษาที่พูดถึงธรรมชาติของมนุษย์ เด็กๆก็มีธรรมชาติที่เขามีมา อุปนิสัยต่างๆ ดังนั้นแนวทางการศึกษา Waldorf จะมีแนวคิดเรื่องของการใช้ศิลปะเข้ามาช่วยในการเรียนรู้ เด็กๆที่ไม่เกินประถมวัย หรือประมาณ 7 ขวบ จะเรียนรู้โลกผ่านการเล่น การเลียนแบบ การทำซ้ำๆ เราจึงไม่จำเป็นต้องสอนว่าจะต้องอย่างไร แต่เราต้องเป็นต้นแบบและทำด้วยกัน พอเรารู้หลักแบบนี้ก็จะเลี้ยงลูกไปตามแนวทางได้ไม่ยาก การศึกษาแบบ Waldorf จะเน้น  3R คือ 1. Rhythm 2. Repetition 3. Reverence

          ครูเอ๊ะอธิบายเพิ่มเติมว่า "จากกิจกรรมที่ให้เด็กๆทำจะมี rhythm ก็คือ จังหวะ คือเราจะทำเหมือนเดิมทุกวัน อย่างตอนเช้าเด็กๆมา ครูก็จะไปรอรับเด็กๆเพื่อให้เขารู้สึกว่าโลกนี้ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามมันน่าอยู่ และปลอดภัยสำหรับเขา ซึ่งในฐานะที่เราเป็นครูก็มอบสิ่งเหล่านั้นให้กับเขา หลังจากนั้นก็ชวนเด็กให้เข้ามาข้างใน เพื่อที่ว่าเขาจะได้สามารถไปได้ในทุกๆที่ที่เราเตรียมจัดกิจกรรมไว้ให้ ซึ่งหลังจากที่เขาเดินทางมาเขาจะรู้สึกต้องการการผ่อนคลาย เราก็จะปล่อยให้เขาเล่นสักพัก แล้วค่อยพาไปทำกิจกรรม อย่างเช่นวันนี้เป็นกิจกรรมสีน้ำ แล้วทุกๆวันเสาร์ในเวลานี้เด็กๆกลุ่มนี้ก็จะได้ทำกิจกรรมสีน้ำ เมื่อเสร็จก็จะได้เล่นแล้วไปทำกิจกรรมร้องเพลงวงกลม และนิทาน ก็จะเป็นแบบนี้ตลอด จะเป็นเรื่องของจังหวะ

 

6-6-2557 11-53-131398618944847

กิจกรรมสีน้ำกับครูเอ๊ะ

 

6-6-2557 11-43-03 1398618855361

กิจกรรมนิทาน

 

จากนั้นจะเป็น การทำซ้ำ (repetition) คือวันเสาร์ถัดไปก็จะทำเหมือนเดิม ทำซ้ำจนกระทั่งจบคอร์สกิจกรรม เมื่อจบกิจกรรมไปแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถต่อยอดพาเด็กทำกิจกรรมเหล่านี้ เมื่อจบกิจกรรมเด็กก็จะได้ทานอาหารและเข้านอนในเวลาเที่ยง

ส่วนในเรื่องของ reverence ก็คือการน้อมรับ นอบน้อมต่อคุณค่าของทุกสิ่ง อย่างเช่นกิจกรรมสีน้ำ เขาก็ต้องรู้ว่าแต่ละถ้วยสีมีความสำคัญ ก็ต้องขอบคุณแต่ละสีที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ขอบคุณเก้าอี้ที่ให้นั่ง ขอบคุณโต๊ะสำหรับที่วางให้เขารู้สึกตรงนี้ ในกรณีที่เด็กไม่รู้ก็อาจจะยกรื้อทั้งโต๊ะได้ ในฐานะที่เราเป็นครูก็จะเป็นต้นแบบ นำการเรียนรู้ของเขาให้เขารู้ว่ามันมีคุณค่าสำหรับเขา แม้กระทั่งดวงอาทิตย์ต้องขอบคุณที่ฉายแสงลงมาให้บนโลกนี้อบอุ่น ขอบคุณนะสายน้ำที่ทำให้พื้นดินชุ่มฉ่ำ ขอบคุณนะพื้นดินที่ทำให้สัตว์และพืชผักต่างๆได้เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสามารถให้เขาได้เรียนรู้และซึมซับเขาไปข้างใน ทุกอย่างในโลกนี้มีคุณค่าทั้งหมด ต้องดูแล แม้กระทั่งเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมานี้ก็ได้ปลูกฝังไว้ในกิจกรรมที่ให้ทำ เพื่อให้ซึมซับเข้าไปในวิถีชีวิตปัจจุบัน"

 

6-6-2557 11-56-54-tile

กิจกรรมร้องเพลงวงกลม          

 

          Waldorf-Inspired Parent & Child Playgroup ที่ MAMATA จัดขึ้นในครั้งนี้เป็น playgroup ที่เน้นไปที่พ่อแม่ หลายๆบ้านติดต่อมาแล้วบอกว่าอยากหาที่ไว้ให้ลูกเล่นก็จะบอกไปว่าถ้าอย่างนั้นจุดประสงค์ที่นี่ก็อาจไม่ตรงกับที่คุณแม่ตั้งใจ คือที่นี่จะเป็นเหมือนชุมชนของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีความสนใจที่จะหาชุมชนที่มีแนวคิดในการเลี้ยงลูกตามวิถีธรรมชาติ พอเรามารวมกลุ่มกัน โดยมีครูเอ๊ะที่เป็นทั้งคุณแม่และคุณครูมาเป็นผู้นำทำกิจกรรมตามจังหวะที่เลียนแบบตามลมหายใจเข้าออก อย่างที่บอกว่าเด็กมาถึงหายใจเข้ามาก็ต้องปล่อยให้เล่นหายใจออก แล้วค่อยโอบเขาเข้ามาทำกิจกรรมวงกลม เป็นการเลียนแบบธรรมชาติตามจังหวะลมหายใจ และพอคุณพ่อคุณแม่กลับไปนำเอาไปใช้ที่บ้านจะเกิดประโยชน์กับลูกมาก กิจกรรมนี้จึงเน้นในเรื่องของพ่อแม่ให้มาเรียนรู้และนำไปใช้กับลูกต่อ

          โดย playgroup นี้เปิดครั้งแรกในวันเด็กที่ผ่านมา มีทั้งครอบครัวในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และครอบครัวชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยเข้ามาร่วม ซึ่งบางคนก็ได้เคยอ่านแนวทางการศึกษาแบบ Waldorf จากหนังสือมาแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดยังไง พอมาได้เรียนรู้จริงๆก็คือการใช้ชีวิตนี่แหละเพียงแต่จัดให้มีจังหวะเข้าออกเท่านั้นเอง เพื่อให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายเกิดความสมดุล บางคนก่อนที่จะเข้ามาร่วมก็จะคิดว่ายาก แต่ถ้าคนที่เคยเข้ามาร่วมแล้วก็จะรู้ว่าจริงๆมันก็เป็นธรรมชาติของพ่อแม่เช่นกัน อย่างเวลาที่คุณแม่นั่งทำงานหัตถกรรม ลูกก็เล่นอิสระ มันจะทำให้เวลาที่เขากลับไปบ้านก็จะรู้ว่าเวลาที่เป็นเวลาอิสระของเขา ก็จะเป็นเวลาที่แม่ทำงานอยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กๆก็จะเรียนรู้เลียนแบบจากภายในว่าต้องทำอย่างไร เมื่อโตขึ้นเขาจะได้ทำอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ได้ทำ เป็นต้นแบบการเรียนรู้ของเด็ก เป็นการให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เพราะการลงมือทำจะนำไปสู่ความรู้สึกคือเมื่อเห็นผลงานก็จะนำไปสู่ความรู้สึกข้างใน เมื่อเกิดความรู้สึกก็จะนำไปสู่การคิด ทำให้สามารถต่อยอดได้ว่าต่อไปจะทำอย่างไร เมื่อเกิดความรู้สึกที่ดีแล้วความคิดของเราก็จะพัฒนาไปในทางที่ดีด้วย

 

1781463_853387601341254_6882009654564441150_o-tile

พ่อแม่และเด็กๆ ร่วมกันทำกิจกรรมใน Waldorf-Inspired Parent & Child Playgroup และกิจกรรมวันวิสาขบูชา

 

          นอกจาก Waldorf-Inspired Parent & Child Playgroup ที่จัดขึ้นในวันเสาร์แล้ว ก็ยังมีที่จัดในวันจันทร์ อังคาร พุธด้วย ซึ่งจะเพิ่มจังหวะในการรับประทานอาหาร การพักผ่อนเข้ามา ถ้าเราทำทุกอย่างเป็นจังหวะจริงๆแม้แต่เด็กอายุน้อยที่สุด 1 ขวบ 2 เดือน ที่มาร่วม playgroup เด็กที่บอกว่าไม่อยู่นิ่งหรอก แรกๆก็ไม่นิ่งหรอก พอมาครั้งที่ 3 ก็ทำกิจกรรมกับคุณแม่อยู่ในวงได้เลย เพราะตอนแรกๆก็แทบไม่มีเด็กอยู่ในกิจกรรมวงกลมเลยมีแต่คุณพ่อคุณแม่ แต่ก็จะบอกให้คุณพ่อคุณแม่ทำไปเลยเพราะถ้าเราทำเดี๋ยวลูกก็จะหันมาสนใจ ส่วนใหญ่เด็กจะเป็นอย่างนั้น ถึงเด็กจะมีออกจากกลุ่มไปบ้าง แต่สายตาของเขาก็ยังจ้องมองมาที่กลุ่มว่าทำอะไรกันบ้าง จากที่มองไปไม่สนใจก็จะค่อยๆหันมามองภายในกลุ่มกิจกรรมและค่อยๆเข้ามาร่วมกิจกรรม

          นอกจากนั้นยังมี Study group คือแนวทางการศึกษาแบบ Waldorf นั้น ชุมชนสำคัญมาก ที่ MAMATA _nurturing nature in your child นี้จะไม่ได้เป็นผู้สอนแต่ทุกคนจะมาเอิ้อกันเพราะทุกคนมีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งทางเราจะได้รับการอบรมมาจากหลายที่ จากการอ่านหนังสือ ซึ่งการทำ study group เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชุมชนเพราะได้มีโอกาสมานั่งอ่านหนังสือที่สนใจร่วมกัน อย่างแม่ตาเคยได้ไปอบรมกับอาจารย์ซูซาน เวเบอร์ เรื่องของการดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิด - 3 ขวบ ในแนวการศึกษา Waldorf ควบคู่กับวิธีการของดร.เอมี่ พิคเลอร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยโรงเรียนดุลยพัฒน์ ขอนแก่นร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อได้รับการอบรมมาก็อยากเผยแพร่ให้กับทุกคน จึงมีการจัด study group ขึ้นมา ปรากฏว่ามีคนสนใจมาร่วมฟังเป็นอย่างมาก ก็รู้สึกดีใจเพราะรู้สึกว่านี่แหละเป็นพลังของชุมชน

 

60255_833843496628998_978161846_n

ใบรับรองการเข้ารับการอบรมของแม่ตา

 

          นอกเหนือจากนั้นยังมีการอบรมเกี่ยวกับงานหัตถกรรม เพราะคุณพ่อคุณแม่หลายคนก็อยากทำอะไรให้ลูกด้วยตัวเอง หรือบางคนคิดว่าตัวเองทำไม่ได้แต่พอได้ลองทำซึ่งมักจะให้เริ่มทำด้วยมือโดยไม่ใช้อุปกรณ์ก่อน เช่น ทำ finger knitting ซึ่งจะทำให้เห็นว่าด้วยมือของเราก็สามารถทำอะไรให้ลูกได้ ไม่ต้องไปซื้อของเล่นที่แพงหรือของเล่นที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เพราะผ้าแค่ผืนเดียวมันสามารถแปลงร่างได้เป็นอะไรหลายอย่าง แล้วเราก็ใส่ชีวิตลงไปในนั้น เช่นเป็นคน สัตว์ สายลม ซึ่งเด็กจะเกิดความมหัศจรรย์ว่าทำไมแม่สามารถทำได้ทุกอย่างแค่ผ้าผืนเดียว “ก็เพราะเราเป็นแม่ของเขา” จึงกลับไปคิดว่าทุกครั้งที่เราทำงานฝีมือไม่ใช่แค่เราช่วยลูกเราแต่เราได้เยียวยาเด็กน้อยในตัวเราด้วย เพราะแม่ตาเชื่อว่าพวกเราทุกคนมีเด็กน้อยในตัว ทุกคนก็เคยเป็นเด็กมาแล้ว และเราก็รู้สึกว่าบางอย่างมันขาดหายไป มันยังอยู่แต่เราหามันไม่เจอ

          การศึกษาแบบ Waldorf เป็นเรื่องของการนำเอาศิลปะทั้ง 7 อย่างมาใช้ในแนวของมนุษยปรัชญา

             ศิลปะทั้ง 7 ของมนุษยปรัชญา ถูกกล่าวขึ้นมาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1908 ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ได้กล่าวถึงพลังทั้ง 7 ของศิลปะ โดยเรียงลำดับความมีอิทธิพลกับลำดับของจิตวิญญาณด้านต่างๆดังนี้
             1. สถาปัตยกรรม (Architecture)
             2. งานปั้น (Clay)
             3. วาดภาพ ระบายสี (Painting)
             4. ดนตรี (Music)
             5. ภาษา (Speech) และการละคร (Drama)
             6. จิตลีลา (Eurythmy)
             7. ศิลปะแห่งชีวิต


ซึ่งทำให้รู้ว่าศิลปะหลายแขนงทำให้เราค้นพบว่าแท้จริงแล้วมีศิลปินอยู่ในตัวเรา ขอเพียงเราลงมือทำมันออกมา ที่สำคัญคือต้องทำให้เสร็จ ดังนั้นต้องเริ่มทำเรื่องเล็กๆก่อน แล้วค่อยทำเรื่องที่ใหญ่ขึ้นยากขึ้น ซึ่ง craft workshop คุณแม่ก็สามารถทำงานไปแล้วดูลูกเล่นไปด้วยได้ ลูกก็ยังคงเล่นได้อิสระ

 

1398618827393-tile

อุปกรณ์ศิลปะของการศึกษาแนว Waldorf ทุกอย่างมาจากธรรมชาติ แม้กระทั่งสีน้ำ

         

          หนูพุดลูกสาวของแม่ตาก็เรียนอยู่โรงเรียนในแนวการศึกษาแบบ waldorf เช่นกัน เป็นโรงเรียนที่ชุมชนช่วยกันสร้าง คุณพ่อคุณแม่แบ่งงานกันทำหน้าที่ ครูก็ทำหน้าที่ เป็นโรงเรียนทุกคนเป็นเจ้าของ เป็นสาเหตุที่หลายคนบอกว่าไม่มีเวลาถ้าจะให้ลูกมาเรียนโรงเรียนในแนวนี้ ก็ทำให้ต้องส่งไปโรงเรียนที่เป็นหน้าที่ของครู แต่สำหรับแม่ตาถูกใจโรงเรียนในแนว waldorf เพราะเปิดโอกาสให้เรามีส่วนร่วมในการให้การศึกษา เรารู้จักลูกเรามากที่สุดแล้ว พ่อแม่ก็จะทำงานร่วมกับคุณครูเหมือนเพื่อนพี่น้อง ครูก็จะคอยดูว่าเด็กต้องการการช่วยเหลือเพิ่มเติมในส่วนไหนบ้างในด้านการศึกษา เด็กในแนวนี้จะได้เรียนจริงๆก็เมื่อมีฟันแท้ซี่แรกขึ้นหรือประมาณ 7 ขวบ จะได้ขึ้นเรียน ป.1 จะได้รู้จัก ก ไก่ ข ไข่ ซึ่งก็จะมีคนถามว่าลูกจะเรียนทันคนอื่นไหม แต่อันนี้ก็ขอตอบจากประสบการณ์โดยตรงว่าแม่ตาไม่ได้สอนอะไร แต่หนูพุดตอนที่ 4 ขวบ 9 เดือน เขาสามารถอ่านตัวเลขได้หมดและเข้าใจ สามารถนับและผสมเลขได้โดยไม่เคยใช้บัตรคำ

เราจะไม่ทดสอบถามว่าอันนี้อะไร ไหนนับให้ฟังสิ เพราะแนวทางการศึกษา Waldorf ไม่สอนเด็ก ไม่ไปกระตุ้นเขาให้ใช้ความคิดก่อนวัยอันควร

          ► เด็กๆมีพลังชีวิตซึ่งจำเป็นที่ต้องใช้สร้างอวัยวะแขนขา กาย ใจ ให้สมบูรณ์แข็งแรงในช่วงเวลา 7 ปีแรก

          ► ในช่วง 7-14 ปีจะเป็นช่วงของอารมณ์ความรู้สึก ความงามต่างๆ เพลงเพราะๆ อาหารสวยๆ อะไรที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกทั้งหลาย บทกลอน บทกวี ก็จะจำเป็นกับเขา

          ► และในช่วงอายุ 14-21 จะเป็นช่วงเวลาที่เขาได้ใช้ความคิด

ดังนั้นเมื่อรู้แนวทางแล้วเราจะไม่ไปเร่งให้เขาได้ใช้ความคิด อย่างช่วงประถมวัย เช่น ถามว่าวันนี้ครูสอนอะไร วันนี้ไปเรียนสนุกไหมทำอะไรบ้างก็จะไม่ถาม แต่เราก็จะรู้ว่าลูกเราจะพามันออกมาอย่างอิสระ จะรู้เลยว่าไปโรงเรียนร้องเพลงอะไร ครูเล่านิทานเรื่องอะไร เพราะในช่วงที่เขาเล่นอิสระเขาจะแสดงออกมาให้เราเห็นเอง

 

 399840_513570908678242_1037914322_n

ภาพเปรียบเทียบระหว่างของเล่นเด็กในยุคปัจจุบันและเด็กที่เรียนในแนวทาง Waldorf  

 

          การศึกษาในโรงเรียนแนวทางแบบ Waldorf นี้ จะสูงสุดที่ชั้นมัธยมศึกษา ดังนั้นเมื่อเด็กจบแล้วต้องไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งตัวแม่ตาเองก็ยังไม่มีประสบการณ์ แต่เคยหารายละเอียดจากเด็กที่เคยเรียนและจบไปแล้วจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็พบว่าสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้โดยการสอบตรง หรือบางคนก็อาจจะเว้นเรียนไป 1 ปี เพื่อไปลองฝึกงานหาสิ่งที่ตัวเองต้องการทำ บางคนก็ใช้เวลาช่วงนี้ปูพื้นวิชาการเพื่อที่จะเข้าไปยังคณะที่ตัวเองต้องการ ซึ่งที่ผ่านมาก็จะมีทั้งที่ไปเป็นหมอ วิศวกร 

นอกจากนี้ในส่วนต่างประเทศก็จะมีการติดตามเรื่องราวการใช้ชีวิตในแนวการศึกษาแบบ Waldorf ตั้งแต่เด็กเริ่มเรียนจนกระทั่งจบ ซึ่งครูเอ๋ ดร.อรุโณทัย ไชยช่วย คุณครูนักการศึกษาบำบัด ที่นำเอาแนวทางของรูดอล์ฟ สไตเนอร์ มาใช้ ได้นำเอาวีดีโอมาเผยแพร่ให้ดู แม้แต่ตัวครูเอ๋เองครอบครัวของสามีชาวเยอรมันก็เรียนในโรงเรียนแนวการศึกษาแบบ Waldorf มาเช่นกัน ตั้งแต่พ่อแม่ก็เป็นคุณครู Waldorf  ตัวสามีของครูเอ๋และพี่สาวก็เรียนจบโรงเรียน Waldorf  ซึ่งสามีครูเอ๋เองก็จบปริญญาเอกเป็นวิศวกร ส่วนพี่สาวก็เป็นแพทย์ ซึ่งสิ่งที่ได้ยินได้ฝังมาก็เชื่อว่าเมื่อเราได้ปลูกฝังพลังเจตน์จำนงให้แก่เด็ก คือให้เด็กได้ลงมือกระทำในช่วงก่อน 7 ขวบ feeling ในช่วง 7-14 ปี และ thinking ในช่วง 14-21 ปี

 

ตัวอย่างแนวทางการศึกษาแบบ Waldorf ในต่างประเทศ

 

ซึ่งในขวบ 7 ปีแรกถ้าเราฝึกให้เขาได้ทำอะไรได้อย่างเต็มที่ตามพลังเจตน์จำนงของเขามันก็จะส่งผลให้ในวันหนึ่งถ้าเขาเติบโตขึ้นแล้วเขาเจอภารกิจอะไรที่เขาจะต้องทำ เขาจะทำด้วยตัวของเขาเองเพราะเขาทำด้วยความอยากทำ ทำจากใจของเขา เมื่อถึงเวลาในวัยเรียนเขาจะอยากนั่งเรียนจากที่พ่อแม่ของเด็กประถมหลายคนมาเล่าให้ฟังก็รู้สึกชื่นใจ เพราะขนาดจะให้หยุดเรียนไปเที่ยวก็ไม่อยากหยุดเพราะกลัวว่าจะกลับไปตามเพื่อนไม่ทันเพราะแนวการศึกษา Waldorf จะมีบทเรียนหลักเรื่องละ 2-3 อาทิตย์ แล้วก็เปลี่ยนเรื่องไป ทำให้เด็กกลัวไม่ได้เรียนและเรียนไม่ทัน

          เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อเขาโตขึ้นต้องเจอกับอะไร แต่ถ้ามีพื้นฐานจิตใจกับทัศนคติแบบนี้เขาก็จะสามารถผ่านไปได้ แม่ตาเชื่อว่าแค่มีโรงเรียน Waldorf  เกิดขึ้นในประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ต้องบอกด้วยว่าประสบความสำเร็จในมาตรฐานของใคร ถ้าตามมาตรฐานที่เป็นอยู่คนก็จะบอกว่าเด็กที่จบอนุบาล Waldorf มาสอบเข้าสาธิตไม่ได้หรอก "ก็ไม่ได้หรอกค่ะเพราะเด็กไม่เคยเรียน" เราก็เลยมองว่าแค่มีชุมชนโรงเรียน Waldorf เกิดขึ้นในประเทศไทยขอให้พ่อแม่ ครูช่วยกันตั้งใจทำ จริงๆแล้ว 80% ของครูในโรงเรียน Waldorf ก็คือพ่อแม่ คือจะมีคอร์สฝึกหัดครูในโรงเรียน Waldorf เหมือนครูเอ๊ะที่จบมาแล้ว ส่วนแม่ตากำลังเรียนอยู่ ใช้เวลาเรียน 3 ปี แต่การเรียนรู้ในแนวทางนี้ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

 

6-6-2557 11-37-55

ครูเอ๊ะ และแม่ตา

ดังนั้นถ้าถามว่าแนวทางในการศึกษาแบบ Waldorf นี้แตกต่างจากแนวการศึกษาทางอื่นอย่างไร ก็ขอตอบจากที่เคยได้ศึกษาแนวทางอื่นมาบ้าง คือมองว่าเป็นแนวการศึกษาที่เอื้อให้พ่อแม่ ครู และคนที่ทำงานร่วมใกล้ชิดกับเด็กได้พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาโดยมีศิลปะเป็นเครื่องมือ นี่คือสิ่งรู้สึกว่าแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และเราจะรู้สึกว่าเราจะตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นและมีพลังที่เติมได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ทำงานตรงนี้มาไม่เคยมีวันไหนเลยที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่อยากทำ ยิ่งเวลาเห็นเด็ก เห็นใบหน้าของคุณพ่อคุณแม่ที่เขารู้สึกเป็นสุขใจ บางคนเดินเข้ามาขอบคุณที่ทำให้เขามีความสุข ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีคุณค่า เวลาคนเรามีความสุขมันจะล้นออกไปหาคนอื่น ซึ่งถ้าเราไม่ได้พัฒนาตนเอง คอยเติมให้ตัวเองอยู่เรื่อยๆ ก็ยากที่จะเอาความสุขนั้นล้นไปหาเด็กๆที่อยู่ใกล้ๆเรา

 

DSC06685_resize         

คุณพ่อคุณแม่ และน้องจ๊ะจ๋า ครอบครัวที่มาเข้าร่วม workshop

 

"น้องสามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆได้มากขึ้น
เพราะก่อนหน้านี้คุณปู่คุณย่าจะเป็นคนเลี้ยงน้องมา
ทำให้ไม่ค่อยกล้าเวลาที่ต้องเจอผู้คน      
ตอนนี้น้องก็มีความมั่นใจมากขึ้น ปรับตัวเล่นกับเพื่อนๆ 
อย่างการกระทำบางอย่างทำให้เห็นว่าบางทีเราไม่ต้องมาสอนว่า
ก่อนกินข้าวให้ล้างมือนะ เราพาเขาทำเป็น step เรื่อยๆ
แล้วเขาก็จะรู้เองว่าก่อนกินข้าวเขาต้องล้างมือ" 

 

 

         

 

          สำหรับแม่ตามองว่าเราไม่ได้เอาการศึกษา Waldorf มาตั้ง แล้วจะทำอย่างไรให้เหมือนการศึกษา Waldorf แต่เรากำลังบอกว่าวิถีชีวิตของบ้านเรามันเป็นแบบนี้ แล้วเราเอาคำว่าการศึกษา Waldorf มาอธิบายมากกว่า เพราะมันเข้ากับวิถีของเรา อยากเชื้อเชิญให้คุณพ่อคุณแม่ลองเข้าใจอาจจะโดยการอ่านหนังสือ ในเว็บไซต์ซึ่งมีเยอะมาก ลองค่อยๆศึกษาแล้วดูว่าที่บ้านเราทำอะไร ก็จะรู้สึกว่าฉันทำนี่ มันเป็นธรรมชาติ แล้วเราก็จะรู้เลยว่าถ้าเราดูแลลูกเราด้วยวิถีทางแนว Waldorf เราแทบไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย ของเล่นก็แทบไม่ต้องซื้อเพราะพ่อแม่ก็อาจจะทำด้วยตนเองได้

 

67830_10151191648863651_32116074_n

ภาพครอบครัวอบอุ่นของแม่ตา คุณวรณัน โทณะวณิก  คุณพ่ออาสาฬห์ ชมจินดา และลูกสาวหนูพุด          

 

          สุดท้ายอยากจะบอกว่าจริงๆแล้วถ้าเราในฐานะที่เป็นคุณคุณแม่ลองหมั่นสังเกตลูก อยากให้ทำอะไรแบบมี จังหวะแบบแผน ทำแบบซ้ำๆ และทำด้วยความเคารพนบนอบต่อสรรพสิ่ง ถ้าเราสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องก็จะพบการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ที่เราเคยบอกเขาเป็นเด็กไม่น่ารัก จริงๆเขาง่ายมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดอะไรที่เราไม่พึงพอใจให้กลับมาแก้ไขที่ตัวเอง เพราะตัวเราไม่ได้ perfect เราเป็นมนุษย์ เรากำลังทำงานทำความเข้าใจเรื่องของมนุษย์ และอย่าได้โทษตัวเอง เราจึงต้องปรับปรุงต้องพัฒนาตนเองซึ่งแนวทางการศึกษาแบบมนุษยปรัชญาหรือ Waldorf นี้มีเครื่องมือเป็นศิลปะทั้ง 7 เพื่อให้เราได้ฝึกฝนความเป็นมนุษย์เพื่อหวังว่าวันหนึ่งเราจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ


         

          นวัตกรรมการศึกษาแนววอลดอร์ฟมีรากฐานมาจากมนุษยปรัชญา (Anthroposophy)โดย ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner 1861-1925) ได้นำมาจัดการศึกษาในโรงเรียนที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนามนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ด้วยการพัฒนากาย (Body) จิต (Soul) และจิตวิญญาณ (Spirit)ให้บรรลุถึง ความดี (Good) ความงาม (Beauty) ความจริง (Truth) แนวคิดของมนุษยปรัชญาที่เป็นรากฐานสำคัญในการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ เชื่อว่า เมื่อมองดูการเกิดและเติบโตของเด็กคนหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่า กาย (Body) เป็นส่วนที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้ในโลก ส่วนจิตวิญญาณ (spirit) เป็นจิตเดิมแท้ของเด็กเองที่ มาจากโลกเบื้องบน และเชื่อมโยงกันด้วยวิญญาณ (Soul) พ่อแม่และครูมีส่วนช่วยให้การเชื่อมโยงนี้เป็นไปอย่างราบรื่นกลม กลืน ความสำคัญของครูในอนุบาลวอลดอร์ฟ จึงต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจ “เด็กตามธรรมชาติ” (Natural Childhood) และภาวะกึ่งฝัน (Dreamy stated) ที่มีอยู่ในวัยเด็ก การศึกษาจึงเสมือนการทำหน้าที่ปลุกให้เด็กค่อยๆตื่นขึ้นมาในโลก หาวิธีเชื่อมโยงเด็กสู่โลกที่เขาได้ลงมาเกิด ครูยังต้องใส่ใจในการเตรียมสิ่งแวดล้อม สถานที่ อาคาร ห้องเรียน บริเวณสวน ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ และของเล่นที่เด็กเล่น ให้เด็กสามารถเชื่อมโยงที่มาที่ไปในธรรมชาติได้ ตลอดจนพลังธรรมชาติของโลก คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ครูได้นำมาประสานในกิจกรรมต่างๆในอนุบาลวอลดอร์ฟอย่างมีศิลปะ เพื่อให้เด็กได้เข้าถึงธรรมชาติอันแท้จริงของโลก

 

139861884856713986188949981544593_853387248007956_1563095139913694137_n

 

คำกล่าวจาก น.พ. พร พันธุ์โอสถ

“ระบบการศึกษาตอนนี้ไม่ได้สอนให้คิด ไม่ได้ลงมือทำจริงจัง ไม่เน้นคุณค่าที่แท้จริงภายในมนุษย์”

รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ต้นแบบแนวคิด

การศึกษาแบบวอลดอร์ฟมาจากแนวคิดของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ เขาคนนี้เกิดในหมู่บ้านเล็กๆ บริเวณพรมแดนฮังการี-โครเอเชีย เมื่อปี ค.ศ.1861 

สไตเนอร์ เป็นคนใฝ่รู้ ชอบที่จะเรียนรู้ในทุกๆ เรื่อง ตอนอายุ 14 ปีเขาเริ่มสอนพิเศษให้เด็กและผู้ใหญ่ในวิชาใดก็ตามที่ลูกศิษย์อยากเรียน และเขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองด้วยการสอนพิเศษเพียงอย่างเดียวจนถึงอายุ 30 ปี 

ที่น่าทึ่งคือ เขาสามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับจิตวิญญาณอิสระของมนุษย์มาใช้กับการเรียนรู้ทุกสาขาวิชา โรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรกตามแนวทางสไตเนอร์อยู่ที่สตุทการ์ท ประเทศเยอรมนี ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1919  

สไตเนอร์เชื่อในธรรมชาติของมนุษย์ ตลอดชีวิตของเขาใช้เวลาในการค้นหารายละเอียดปลีกย่อยของความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิญญาณกับวัตถุ เพราะเขาเชื่อว่า “วิทยาศาสตร์จะต้องกลายเป็นศิลปะ เมื่อเราต้องการเข้าถึงความลับแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์”

การศึกษาในแนวทางของเขา สอนให้เด็กเป็นนักคิดและศิลปินในตัวเอง เป็นนักจิตวิทยา และนักสรีรวิทยา ผสมผสานอย่างลงตัวในคนคนเดียวทั้งมิติกาย จิตวิญญาณ และจิตใจ 

แนวการศึกษาของสไตเนอร์ค่อยๆ ขยายไปยังต่างประเทศ จนเมื่อเขาถึงแก่กรรมเมื่อปี คศ. 1925 โรงเรียนวอลดอร์ฟกลายเป็นโรงเรียนเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป แม้สมัยฮิตเลอร์ปกครองจะสั่งปิดโรงเรียนวอลดอร์ฟเมื่อปี คศ.1938 แต่แนวความคิดยังสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

90 ปีวอลดอร์ฟในปี 2552 แนวคิดนี้ยังแพร่หลายไปทั่วโลก ปัจจุบันมีโรงเรียนอนุบาลตามแนวนี้กว่า 90 แห่ง โรงเรียนประถมและมัธยมศึกษากว่า 640 แห่ง ศูนย์บำบัดกว่า 300 แห่งและสถาบันฝึกหัดครูกว่า 50 แห่งใน 56 ประเทศ

 

ดร.อรุโณทัย ไชยช่วย - ครูเอ๋

ครูเด็กพิเศษ ผู้ศรัทธาในการศึกษาวอลดอร์ฟ

"ทำไมถึงต้องเป็นการศึกษาวอลดอร์ฟ"

เพราะการศึกษาวอลดอร์ฟ ให้เด็กได้เป็นเด็ก พัฒนาเด็กส่งเสริมเด็กตามแนวธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ (ไม่ใช่ให้เด็กได้อยู่แต่กับธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ต่อต้านเทคโนโลยี แยกให้ออกนะคะ ใครที่ฟังต่อๆกันมา การศึกษาวอลดอร์ฟ พัฒนาคนตามธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ค่ะ อย่าจำหรือสนใจแค่คำว่า ธรรมชาตินะคะ แต่ให้ใส่ใจในคำว่า ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์) การศึกษาวอลดอร์ฟทำตรงกันข้ามกับการศึกษาแนวอื่นค่ะ

การศึกษาวอลดอร์ฟ จะเริ่มโดยการส่งเสริมให้เด็กใช้พลังเจตจำนง(willing หรือ การกระทำ) ในการเรียนรู้ในการใช้ชีวิต เพื่อให้ความตระหนักรู้เกิดขึ้นที่การกระทำ ให้เด็กได้ใช้ มือ แขนขา ในการเรียนรู้โดยผ่านการเล่น ไม่ใช่เน้นที่เรียนโดยการนั่งจำ เมื่อเด็กอยู่ในวัยอนุบาล

เมื่อเริ่มเข้าประถม จะเน้นไปที่การใช้พลังเจตจำนงเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก(feeling หรือหัวใจ จิตใจ) ให้เด็กได้ถ่ายทอดความรู้สึก ออกมาเป็นรูปธรรม วิชาการที่เป็นนามธรรม ครูจะทำให้เด็กเข้าใจเป็นรูปธรรม โดยการลงมือทำ ผ่านงานศิลปะ งานฝึมือ งานไม้ เด็กจะเริ่มเขียนได้ อ่านออกอย่างเข้าใจเมื่ออยู่ปอสอง เทอมปลาย

เมื่อเข้ามัธยมสามขึ้นไป วัยรุ่นนี้จะเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิด(thinking หรือ การใช้หัวสมอง) เพื่อถ่ายทอดผ่านความรู้สึก ผ่านการได้ลงมือกระทำ วัยรุ่นนี้จะได้การเรียนรู้คุณค่าในตนเองโดยการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การทำเพื่อผู้อื่น เขาจะได้ไปฝึกงานเพื่อช่วยเหลือสังคม คิดสร้างโปรเจ็ค เพื่อถ่ายทอดความคิด

นั่นคือ การศึกษาวอลดอร์ฟ จะเริ่มกระบวนการการพัฒนาคน จาก willing ไปสู่ feeling และ thinking ค่ะ และในระดับอุดมศึกษา นักศึกษาที่ได้เรียนก็จะได้รับการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาพลังทั้งสามนี้ควบคู่กันไปค่ะ เรียนโดยใช้ความคิด(think) ผ่านการลงมือทำ(will) พัฒนาความรู้สึก(feel) ผ่านดนตรี ศิลปะ งานฝีมือ ยูริทมี่

แต่หากมองที่การศึกษาแนวอื่น ไม่ว่าระดับไหนก็ช่าง จะเริ่มที่ ความคิด(think) โดยการนั่งฟังท่องจำ วันๆต้องใช้แต่หัวสมอง(think)ในการเรียนรู้ ไม่ได้ขยายผลไปที่ หัวใจความรู้สึกความเข้าใจ(feel) มีแต่จำแต่ไม่เข้าใจ เด็กก็ย่อมนำไปใช้ไปลงมือทำไม่ได้

การเรียนการสอนแบบนี้ จึงไม่ตอบโจทย์ การพัฒนาคนตามธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ไงคะ

คนเราจะเติบโตจากเด็กทารกหัวโตๆ ถ่ายพลังไปที่ความยาวของแขนขา ให้ได้ใช้แขนขาในการเรียนรู้ชีวิต มาเลี้ยงดูหัวที่เล็กลงทุกวัน ให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การได้ใช้แขนขา ใช้กายในการทำกิจกรรมต่างๆ คือการเพิ่มเซลสมองที่ดีที่สุดค่ะ เพิ่มและสร้างเซลสมองที่มีคุณภาพพร้อมที่จะเรียน เมื่อเวลาแห่งการเรียนรู้มาถึง

ที่ครูเอ๋เขียนขึ้นมานี้ ไม่ใช่เพราะอยากให้ทุกคนมาเรียนแนววอลดอร์ฟ
แต่เพื่ออยากแก้ข้อเข้าใจ ผิด จากหลายๆคน ที่แค่ฟังต่อกันมา แล้วไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วไปบอกต่อกันผิดๆ ว่าวอลดอร์ฟล้าหลัง ไม่สนใจเทคโนโลยี หรือกลัวว่าลูกไปเรียนแล้ว จะอยู่ในสังคมได้อย่างไร

หากเราเข้าใจ ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าการศึกษาแนวไหน ก็มีคุณค่าต่อเด็กค่ะ

ต้นไม้มีรากที่มั่นคงแข็งแรง ย่อมรักษาชีวิตของมันได้ ไม่ว่าเจอสภาพอากาศแบบไหน

คนที่ได้รับการพัฒนากายให้แข็งแรงก่อน ให้มีใจที่มั่นคง แล้วสามารถคิดเป็น นั่นคือคนที่ควรจะเป็นคนในแบบที่เราในฐานะพ่อแม่ ต้องการมิใช่หรือ"

 

 

อ้างอิงเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ ณ วันที่ 05/06/2557

1.  http://www.panyotai.com/

2.  https://parentschool.wordpress.com/

3.  taamkru.com/th/นีโอฮิวแมนนิส/

4.  taamkru.com/th/มอนเตสซอรี่/

5.  taamkru.com/th/วิถีพุทธ/

6.  taamkru.com/th/วอลดอร์ฟ/

7.  http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20090915/77011/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9F.html

8.  http://b4ucloset.weebly.com/1/post/2011/05/1.html

9.  นวกานต์ ราชานาค  http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=navagan&month=01-2009&date=09&group=2&gblog=33

มูลนิธิโรงเรียนอนุบาลบ้านรักและ 7 Arts Inner Place (สตูดิโอศิลปะด้านใน)