แผ่นดินไหว


บทสัมภาษณ์  ศ.ดร.ธนวัฒน์  จารุพงษ์สกุล


นักธรณีวิทยา หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

jthanawat@ymail.com

1 กรกฎาคม 2557


 




 


วิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติของประเทศไทยที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบัน ?


          จะเห็นได้ว่าวิกฤตการณ์พิบัติภัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นชัดเจนมากขึ้นกว่าในอดีต ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในบริเวณอินโดไชน่าที่พบปัญหาพิบัติภัยน้อยที่สุด แต่ใน 20 ปีมานี้ พิบัติภัยเกือบทุกอย่างนั้นเพิ่มขึ้นมาก เช่น พิบัติภัยที่จากแผ่นดินถล่มมากขึ้นกว่า 10 เท่า หรือพิบัติภัยจากการกัดเซาะชายฝั่ง พบว่าเกือบร้อยละ 30% เจอปัญหาการเซาะชายฝั่ง และมากที่สุดที่ประสบภัยพิบัติคือการเกิดแผ่นดินไหวขนาดกลาง 6.3 แมกนิจูด ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 100 ปี 


 


10157131_10152356216360358_5018633283140221327_n


 


แผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงรายขนาด 6.3 แมกนิจูด นี้ถือว่าเป็นแผ่นดินไหวขนาดกลาง ทำไมจึงเกิดความเสียหาย และมีอาฟเตอร์ช็อกมากกว่าแผ่นดินไหวขนาดกลางทั่วไป ?


          สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมานั้นเกิดแผ่นดินไหวขนาดกลาง*ขนาด 6.3 ก็จริง แต่จุดศูนย์กลางการเกิดนั้นเกิดตื้น คือความลึกเพียง 7 กิโลเมตรจากพื้นดินเท่านั้น ซึ่งในทางแผ่นดินไหวถ้าเกิดที่ความลึกน้อยกว่า 10 กิโลเมตร ถือว่าเป็นขนาดตื้น ดังนั้นแม้ความแรงขนาด 6.3 ก็ยังสามารถทำความเสียหายได้บ้าง


          เมื่อเราดูสถิติการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2508 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 50 ปี และเริ่มมีการติดตั้งเครื่องมือที่ใช้ในการวัดแผ่นดินไหวในปี 2507 ซึ่งใน 50 ปีที่ผ่านมาจากการใช้เครื่องมือตรวจวัดที่เรามีอยู่นั้นพบว่าแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางการเกิดในประเทศไทยนั้นมีทั้งหมดประมาณ 106 ครั้ง มี 8 ครั้งที่เป็นแผ่นดินไหวขนาดกลางที่มีขนาดตั้งแต่ 5 ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีครั้งไหนถึง 6 เลย โดยมี 1 ครั้งในปี 2537 ที่อ.พาน จ.เชียงราย เมื่อย้อนกลับไปก็พบว่าไม่มีครั้งไหนที่เกิดแผ่นดินไหว 1 ครั้งแล้วเกิดอาฟเตอร์ช็อกเยอะมากขนาดที่เกิดขึ้นอยู่นี้


 


bm3rl89cyaag_1r_1399291263-tile


          ภาพความเสียหายเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 อ.พาน จ.เชียงราย          


 


           เมื่อเรามาดูแผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดไปนั้นพบว่ามีอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นแล้วเกือบพันครั้ง เมื่อวิเคราะห์ใน 1000 ครั้งที่เกิดนี้ พบว่าเป็นแผ่นดินไหวขนาดกลางรวมกับการเกิดแผ่นดินไหวครั้งแรก (main shock) แล้ว 9 ครั้ง ถือว่าทำลายสถิติที่เคยมีอยู่เลย ทางตัวอาจารย์และหน่วยศึกษาภัยพิบัติและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ จึงเกิดความสนใจและได้ลงพื้นที่ทำการสำรวจ เพราะว่าน่าจะมีอะไรที่ไม่ปกติ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่แผ่นดินไหวในประเทศไทยนั้นจะเกิดคู่กับรอยเลื่อน รอยเลื่อนที่เราคิดว่าเป็นรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวในตอนแรกก็คือกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา http://www.vcharkarn.com/varticle/59940 แต่เมื่อลงสนามกลับพบว่ารอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้เป็นรอยเลื่อนตัวใหม่ รอยเลื่อนตัวใหม่นี้ไม่ใช่รอยเลื่อนที่เพิ่งเกิด คือเป็นรอยเลื่อนที่มีอยู่แล้วเพียงแต่ไม่มีในสารบบของแผนที่


 


จึงคิดว่ามีรอยเลื่อน 2 แนวที่น่าจะเป็นสาเหตุหลัก


1. รอยเลื่อนเก่า  คือ รอยเลื่อนแม่ลาวกับรอยเลื่อนแม่สรวย


2. รอยเลื่อนใหม่ คือ รอยเลื่อนเชียงรายกับรอยเลื่อนพาน 


 


          รอยเลื่อนทั้ง 4 นี้พบว่ามีการเลื่อนและกระทบให้รอยเลื่อนอื่นเลื่อน ถ้าทฤษฎีถูกคือรอยเลื่อนนั้นจะเกิดความเครียดและเลื่อนตามเหมือนโดมิโน บางรอยเลื่อนมีลักษณะเป็น thrust fault** เล็กๆ คือ เป็นรอยเลื่อนที่มีการเกยกันนิดๆ ตัวหนึ่งเลื่อนไปทำให้อีกตัวมีความเครียด เมื่อเครียดก็เกิดการสะสมพลังงาน พอเลื่อนแล้วก็ทำให้ตัวอื่นเลื่อนด้วยจึงเกิดแผ่นดินไหว ลักษณะแบบนี้เมื่อวิเคราะห์แล้วก็คิดว่าในแผ่นดินไหว 1000 ครั้ง โดยเฉพาะครั้งใหญ่ๆที่เกิดมากกว่าขนาด 5 ขึ้นไปไม่น่าจะเป็นแผ่นดินไหวเพราะรอยเลื่อนเดียว จากการวิเคราะห์ 4 รอยเลื่อนนี้ น้อยที่สุดพบว่าน่าจะเป็น 10 ครั้งของแผ่นดินไหวแต่เกิดคนละจุดกัน ทั้ง 4 รอยเลื่อนนี้เมื่อดูจากแผนที่จะเห็นว่าเวลาเลื่อนแล้วมีการขยับ เรามีการทำอะนิเมชั่นด้วย


 


รอยเลื่อนที่พบเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือไม่ ?


          จากการวิเคราะห์ทางธรณีวิทยาแล้ว พบว่ากลุ่มรอยเลื่อนนี้ศักยภาพเขาเต็มที่แล้วคือโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวได้คือขนาด 6 ±0.3 ซึ่งคราวนี้ที่เกิด 6.3 ก็ถือว่าเต็มที่ ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินใหญ่บริเวณนี้คิดว่าคงจะน้อย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่พฤติกรรมการเลื่อนแล้วชนกันไปชนกันมาแล้วทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกก็คงมีเป็นเดือนๆ และค่อยๆเบาลงเรื่อยๆ แต่อาฟเตอร์ช็อกใหญ่ที่มากกว่า 6 คงเป็นไปได้น้อย จากนี้ไปก็คงจะลดไปเรื่อยๆ


 


ความเสี่ยงในการเกิดแผ่นดินไหวในส่วนอื่นๆของไทย ?


          แผ่นดินไหวของไทยใน 50 ปีที่ผ่านมา มักเกิดขึ้นคู่กับรอยเลื่อน และกลุ่มรอยเลื่อนแต่ละกลุ่มมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อย เช่น รอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนแม่ทาที่อยู่ในแอ่งเชียงใหม่ ซึ่งใน 106 ครั้งที่ผ่านมา กลุ่มที่มีแผ่นดินไหวบ่อยก็คือกลุ่มรอยเลื่อนแม่ทา และมีขนาดมากกว่า 5 สองครั้ง แต่ไม่ได้เกิด 6.3 และตื้นเหมือนเชียงราย ในอดีตที่ผ่านมาจึงไม่เกิดความเสียหาย แต่เราก็ไม่แน่ใจเพราะสิ่งที่เคยเกิดที่เชียงใหม่สภาพธรณีใต้ดินไม่มีใครรู้ ถ้ามันคล้ายๆที่เชียงรายแล้วไปเกิดซ้ำที่เชียงใหม่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะถ้าดูจากสถิติในอดีตกลุ่มรอยเลื่อนที่ขยับและทำให้เกิดแผ่นดินไหวก็คือกลุ่มรอยเลื่อนแม่ทา


 


ทำไมการเกิดแผ่นดินไหวไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ ?


          เพราะแผ่นดินไหวนี้เกิดจากการขยับตัวของเปลือกโลก บริเวณเปลือกโลกที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุดเราเรียกว่า ซุนดา เทรนช์ (sundra trench)*** อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ที่ทำให้เกิดสึนามิในปี 2547 การขยับตัวตรงนี้คิดว่าส่งแรงให้แถบทางภาคเหนือ และแม้กระทั่งประเทศไทยทั้งหมดมีความเครียด  ปกติทุกที่มีรอยเลื่อนอยู่แล้วอาจจะเก่าหรือใหม่ แรงที่เกิดนี้ทำให้เกิดแรงส่งต่อ ทำให้มีการขยับตัวของรอยเลื่อนแล้วมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นซึ่งเป็นกลไกธรรมดาของการเกิดแผ่นดินไหวในโลก ซึ่งพบว่าเรื่องแผ่นดินไหวนั้นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำเรื่องแผ่นดินไหวไม่สามารถรู้ล่วงหน้า จะรู้ล่วงหน้าเพียงระดับวินาทีเท่านั้นไม่สามารถรู้ล่วงหน้าไกลๆได้  แผ่นดินไหวที่แม่นที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์ก็คือแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นมีนักแผ่นดินไหวเป็นหลายหมื่นคนและเป็นถึงระดับโลก ยังสามารถทำนายแผ่นดินไหวล่วงหน้าเป็นรอบคือในรอบ 10 ปี เช่น พูดว่าในรอบ 10 ปี เซนไดมีโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เพียงแค่นั้นเองซึ่งถือว่าแม่น แต่โอกาสที่นักวิทยาศาสตร์จะทำนายแผ่นดินไหวเป็นระดับวัน ณ เทคโนโลยีปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น ก็ไม่สามารถทำได้


 


ลักษณะแผ่นดินไหวที่ทำให้เกิดสึนามิ ?


          แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในทะเล และมากกว่า 7 ริคเตอร์ขึ้นไปจึงจะสามารถเกินสึนามิ แต่ไม่ได้หมายความว่าแผ่นดินไหวที่เกิดในทะเลที่มากกว่า 7 ริคเตอร์ทุกครั้งจะเกิดสึนามิ จะมีปัจจัยอื่นคือการยุบตัว มุดตัวของเปลือกโลก แล้วทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างฮวบฮาบและทำให้เกิดคลื่นในทะเล โอกาสที่เกิดสึนามิไม่ง่าย ไม่มีใครรู้ โอกาสที่ประเทศไทยจะเจอนั้นมีแต่ไม่บ่อย การรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดสึนามิเมื่อไหร่ เกิดจากการศึกษาสึนามิโบราณ


          ซึ่งพบว่าในประเทศไทยช่วงทะเลอันดามันโอกาสที่จะเกิดสึนามิใหญ่เหมือนปี 2547 คือทุก 200-300 ปีจะเกิดหนึ่งครั้ง ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดก็ไม่ใช่ง่ายและไม่บ่อย แต่ธรรมชาติก็ไม่แน่นอน วันนี้ พรุ่งนี้ ถ้าธรรมชาติอยู่ในภาวะที่เหมาะสมในการเกิดก็อาจจะเกิดก็ได้ แต่ไม่มีใครรู้ และในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างคนที่ศึกษาแผ่นดินไหวและสึนามิ เรายังไม่มีเครื่องมือเตือนล่วงหน้าว่าจะเกิดแผ่นดินไหวในทะเลวันไหน และที่ยากไปกว่านั้นคือเกิดแล้วมีแผ่นดินยุบตัว มีสึนามิเกิดขึ้นทางวิทยาศาสตร์บอกไม่ได้ ยกเว้นแต่ใช้ศาสตร์อื่นที่มีความแม่นยำกว่า ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีความพยายามเพราะเรื่องแผ่นดินไหวเป็นสิ่งที่ยาก ใน 400-500 ปีมีการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ด้านแผ่นดินไหวและปัจจุบันก็ถือว่าแม่นแล้ว คือเตือนในรอบ 10 ปี อย่างญี่ปุ่นล่าสุดก็มีการเตือนว่าในรอบ 15-20 ปีว่าจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่โตเกียว





*การเปรียบเทียบขนาดแผ่นดินไหว ความรุนแรง อัตราเร่งของพื้นดิน ณ บริเวณจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว และระยะทางที่มีผลกระทบ (จากหนังสือ Eathquake Information Bulletin Vol. 13, No. 14)























































ขนาด (ริกเตอร์)

ความรุนแรง (เมอร์คัลลี่)

อัตราเร่งพื้นดิน (%g)

ระยะทาง (กิโลเมตร)

น้อยกว่า 3.0

I-II ประชาชนไม่รู้สึก ตรวจวัดได้เฉพาะเครื่องมือ

น้อยกว่า 0.1 - 0.19

-

3.0 - 3.9

III คนอยู่ในบ้านเท่านั้นรู้สึก

0.2 - 0.49

24

4.0 - 4.9

IV-V ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกได้

0.5 - 1.9

48

5.0 - 5.9

VI-VII ประชาชนทุกคนรู้สึก และอาคารเสียหาย

2.0 - 9.9

112

6.0 - 6.9

VII-VIII ประชาชนตื่นตกใจ และอาคารเสียหายปานกลาง

10.0 - 19.9

200

7.0 - 7.9

IX-X อาคารเสียหายอย่างมาก

20.0 - 99.9

400

มากกว่า 8.0

XI-XII อาคารเสียหายเกือบทั้งหมด

มากกว่า 100.0

720




หมายเหตุ: ค่า g เป็นแรงโน้มถ่วงของโลก มีค่าเท่ากับ 9.8 เมตร / วินาที (ยกกำลัง 2)


 


**ลักษณะการเลื่อนตัวของแผ่นหินเปลือกโลก


ลักษณะการเคลื่อนตัวของแผ่นหินเปลือกโลกอาจแบ่งรูปแบบใหญ่ๆได้เป็น 3 แบบ ดังแสดงในรูปที่ 1 ดังนี้


1)      การเลื่อนด้านข้าง (Strike-Slip Fault) เป็นลักษณะที่เปลือกแผ่นหินมีการเลื่อนตัวไปทางด้านข้างอย่างเดียว โดยอาจเลื่อนไปทางด้านซ้ายหรือขวาขึ้นอยู่กับการมองจากแผ่นหินด้านใดด้านหนึ่ง


2)    การเลื่อนแบบปกติ (Normal Fault) เป็นลักษณะที่เปลือกแผ่นหินมีการเลื่อนตัวไปในแนวลาดชันของรอยแตก โดยที่แผ่นบนเลื่อนตัวลงต่ำกว่าแผ่นล่าง ลักษณะนี้เป็นการเลื่อนตัวตามแรงโน้มถ่วงโลกโดยธรรมชาติ


3)    การเลื่อนแบบกลับทิศ (Thrust Fault) เป็นลักษณะที่เปลือกแผ่นหินมีการเลื่อนตัวไปในแนวลาดชันของรอยแตกเช่นกัน แต่เนื่องจากแผ่นล่างมีการมุดตัวลงทำให้เกิดแรงผลักแผ่นบนให้ดันเลื่อนตัวขึ้นสูงกว่าแผ่นล่าง


P1


 


ลักษณะการเลื่อนตัวของแผ่นหิน


 


*** ซุนดา เทรนช์ (Sunda Trench) คือแนวร่องที่เปลือกโลกสามแผ่นมาชนกัน คือ แผ่นอินเดียกับแผ่นออสเตรเลีย และแผ่นพม่า เกิดเป็นร่องเป็นแนวยาวที่ภาษาทางธรณีวิทยาเรียกว่า trench 


 


ข้อควรปฎิบัติก่อนการเกิดแผ่นดินไหว


1. ควรมีไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉาย และกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้าน


2. ศึกษาวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น


3. ควรมีเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน


4. ควรทราบตำแหน่งของวาล์วปิดน้ำ, แก๊ส, สะพานไฟ


5. อย่าวางสิ่งของหนักบนชั้นหรือหิ้งสูงๆ


6. ผูกเครื่องใช้หนักๆ เข้ากับผนังอาคารบ้านเรือนให้แน่น


7. ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนัดหมาย ในกรณีที่ต้องพลัดกัน


 


ข้อควรปฎิบัติขณะการเกิดแผ่นดินไหว


1. อย่าตื่นตระหนก ถ้าอยู่ในบ้านก็ให้อยู่ในบ้าน ถ้าอยู่นอกบ้านก็ให้อยู่นอกบ้าน เพราะคนส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บระหว่างวิ่งเข้าออกจากบ้าน


2. ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือหมอบอยู่ในส่วนของบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรง และให้อยู่ห่างจากประตู ระเบียง และหน้าต่าง ซึ่งพังทลายได้ง่าย


3. หากอยู่ในอาคารสูง ให้รีบออกจากอาคารโดยเร็ว ในโอกาสแรกที่การไหวหยุดสั่น


4. ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้า และสิ่งห้อยแขวนต่างๆ


5. อย่าใช้เทียน หรือสิ่งที่จะทำให้เกิดประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วในบริเวณนั้น


6. ถ้าท่านกำลังขับรถ ให้หยุดรถ และอยู่แต่ภายในรถ จนกระทั่งการสั่นสะเทือนจะหยุด


7. ขณะเกิดแผ่นดินไหว ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาด


8. หากอยู่บริเวณชายหาด ให้รีบหนีห่างจากชายฝั่งไปสู่พื้นที่สูง เพราะอาจเกิดคลื่นสึนามิ


 


ข้อควรปฎิบัติหลังการเกิดแผ่นดินไหว


1. ตรวจหาผู้บาดเจ็บ และทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นก่อน


2. รีบออกจากอาคารที่เสียหายทันที เพราะอาจเกิด (Aftershock)


3. ใส่รองเท้าหุ้มส้นป้องกันเศษแก้ว วัสดุแหลมคม หรือสิ่งหักพังทิ่มแทง


4. ตรวจสอบการรั่วของแก๊ส และท่อน้ำ ถ้าเกิดการรั่วให้รีบปิดวาล์ว


5. ตรวจสอบแก๊สรั่วโดยการดมกลิ่น ถ้ามีกลิ่นให้เปิดประตูและหน้าต่าง อย่าจุดไฟ หรือกดสวิทซ์ไฟ จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแก๊สหลงเหลืออยู่


6. ให้ออกจากบริเวณที่สายไฟขาด และสายไฟพาดถึง


7. เปิดวิทยุฟังคำแนะนำฉุกเฉิน อย่าใช้โทรศัพท์นอกจากจำเป็น


8. สำรวจดูความเสียหายของท่อส้วม และท่อน้ำทิ้งก่อนใช้


9. อย่าเป็นไทยมุงเข้าไปในเขตที่มีความเสียหายสูง หรืออาคารพัง


10. อย่าแพร่กระจายข่าวลือ


 


อ้างอิงเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ ณ วันที่ 04/07/2557


http://www.spu.ac.th/news/18865


http://www.dmr.go.th/main.php?filename=severity


http://www.ndwc.go.th/web/


http://www.vcharkarn.com/varticle/267