วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/66" type="text/javascript"></script>
นักลงทุน
บทความ โดย คุณ ช.ชัยโย เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และชีวิตที่เหนือความคาดหมาย
ผู้เขียน: ช.ชัยโย ชมแล้ว: 20,209 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sun 9 December 2001, 10:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 9 December 2001, 10:59 pm

หน้าที่ 3 - พักยกที่หนึ่ง
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


คำว่า " พักยก " คือหลังจากระฆังดังขึ้นระหว่างชก นักมวยก็จะเข้ามุมมาพักให้หายเหนื่อยในขณะที่ พี่เลี้ยงก็จะมา คอยบอกคอยสอนนักมวย ว่า จุดบกพร่องอยู่ตรงไหนถือซะว่าผมเป็นพี่เลี้ยงที่คอยให้น้ำ แล้วก็คอยสอนมวยรุ่นน้อง แล้วกันนะครับ พักยกที่หนึ่งนี้ จะมาแนะนำวิธีการ CUT LOSS หลายๆๆวิธีที่ผมได้ใช้ และได้ยินจากคำบอกเล่า จากเพื่อนร่วมเล่นหุ้นด้วยกัน คิดว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย






การ CUT LOSS เป็นหัวใจหลักในการเล่นหุ้น จะเปรียบไปก็เหมือนเกราะ ที่คอยป้องกันไม่ให้ผู้ที่ อยู่ภายใต้เกราะ ได้รับบาดเจ็บ เช่น เราซื้อหุ้นมาหนึ่งตัวในราคาที่ 100 บาท เราคาดหวังว่าราคามันจะวิ่งเหนือ 100แล้วเราจะทำกำไร แต่ความไม่แน่นอนในตลาดหุ้นเกิดขึ้นได้เสมอ หากการไม่เป็นไปดังหวัง ราคาหุ้นไหลลงมาต่ำกว่า 100 ที่เราซื้อ หากเราไม่คิดจะจัดการ กับหุ้นตัวนี้ราคานี้เลยก็ทำได้ แต่ความเสียหายที่จะเกิดเราก็ไม่อาจล่วงรู้อีกว่า มันจะมากมาย ขนาดไหน ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมผ่านมา ในตลาดหุ้นบ้านเรา อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หุ้นราคา ร้อยกว่าเมื่อต้นปี อาจจะเหลือไม่ถึงสิบบาทในปลายปีก็เป็นได้ ฉะนั้นนักเล่นหุ้นที่ดี ควรรู้จักใส่เกราะ ป้องกันตนเอง จากราคาหุ้น ที่ไหลลงต่อเนื่อง วิธีการ CUT LOSS ของแต่ละคนส่วนใหญ่จะมีวิธีคิดและใช้แตกต่างกัน แต่จุดประสงค์หลัก ในการ CUT LOSS ก็คือ การหยุดการขาดทุน มีบางคนใช้






วิธีการด้านราคาแบบง่ายๆ นั่นคือ ตัดขายทันทีที่หุ้นหล่นจากราคาที่ซื้อ 5% 7% 10% เช่น ซื้อหุ้นราคา 100 พอราคาหล่น มาถึง 95 หรือ 93 หรือ 90 เราเห็นว่าท่าทางราคาหุ้นตัวนี้มีข่าวไม่ดีมากระทบ หรือ ตลาดถูกกระทบ ด้วยปัจจัยด้านลบหลายอย่าง และเรา คาดว่า ราคาหุ้นจะตกต่ำลงไปกว่านี้ เราก็ขายตัดขาดทุนไปก่อน แล้วถ้าเราคิดว่า หุ้นตัวนี้มีผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น อนาคตยังแจ่มใส เราก็กลับมา รับซื้อคืนต่ำกว่าราคาที่เราขาย เราก็จะได้ ส่วนต่าง ราคาที่ขายไป กับ ราคาที่ซื้อเข้ามาใหม่ ทำให้ยังมีโอกาสฟื้นทุน และได้กำไรในสุด






บางคนใช้วิธีตัดขาดทุนแบบสั้นมาก คือ ถ้าราคาไหลลงต่ำกว่า สองสเต็บราคา คนที่เล่นระยะสั้น ก็ตัดขายหุ้นทิ้งแล้ว เช่น หุ้นราคา 10 บาท สเต็บราคา จะอยู่ที่ .25 บาท ถ้าราคาไหลรูดลงมาสองสเต็บ คือ ไหลลงมา .50 บาท เขาจะตัดขาดทุนที่ราคา 9.5 แล้วมารับกลับใหม่ที่ราคาต่ำกว่า 9.5 ซึ่งต้องคอยรอดู ความ เหมาะสมที่จะเข้าซื้อคืนด้วยว่าภาวะหุ้นและตลาดมันควรจะซื้อคืนหรือไม่ เป็นต้น






อีกวิธี ก็คือใช้ technical ประกอบการพิจารณา โดยดูจากตัวบ่งชี้ (indicator)โดยอาศัยโปรแกรมวิเคราะห์หุ้น เข้าช่วย ปัจจุบันโปรแกรมประเภทนี้หาซื้อได้ง่าย ตามห้างที่ขายซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ทั่วไป ราคาก็ไม่แพง เพราะบ้านเราส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรมก๊อปปี้ เพราะโปรแกรมแท้ ในไทยยังไม่ค่อยมีตัวแทนจำหน่ายอย่าง เป็นเรื่องเป็นราวซักเท่าไหร่ Indicator ที่นิยมใช้ เป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน ก็มี RSI STOCHATIC MACD และ MOVING AVERAGE เป็นต้น ในที่นี้จะแนะนำ indicator ที่เป็น moving average เพราะเป็น indicator ง่าย ๆ ที่คนทั่วไปรู้จักและดูได้ง่าย




Moving Average ก็คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่คิดจากราคาปิดของหุ้น มาเฉลี่ยกัน แล้วมา Plot เป็นกราฟ เราจะได้กราฟเส้นที่ กราฟ มาทับลงบน กราฟราคาหุ้น หากราคาหุ้นที่เราวิเคราะห์และสนใจจะเข้าซื้อ มีราคาเหนือ กราฟเส้น Moving average ก็ให้คาดคะเนว่ามีโอกาสที่ราคาหุ้นจะเป็นไป ในทิศทางขาขึ้น เราก็อาจจะเข้าซื้อ หรือถ้าเรายังมีหุ้นลักษณะนี้อยู่ เราก็สามารถถือต่อไปด้วยความอุ่นใจ แต่ในทางกลับกัน หากราคาหุ้นวิ่งทะลุตัด เส้นกราฟ moving average นี้ลงมา นั่นแสดงว่าราคาหุ้นมีแนวโน้มจะอ่อนตัวลง หากเราไม่มีหุ้นลักษณะนี้อยู่ เราก็จะไม่เข้าซื้อ เพราะว่าไม่รู้ว่ามันจะตกไปถึงเท่าไหร่ แต่ถ้าเรามีหุ้นลักษณะนี้อยู่ในมือ ก็สมควรที่จะ CUT LOSS ตัดขายออกไปก่อน รอให้ราคามันหยุดลง แล้วเราอาจจะซื้อกลับเข้าพอร์ตในราคาที่ต่ำกว่าที่เราขายไป หรือจนกว่า ราคาของหุ้นตัวนี้ จะเริ่มตัดเส้น moving average ขึ้นมาได้ เหตุผลทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับ เทคนิค moving average




ภาพ set index


ก่อนอื่น ผมต้องขอพูดถึงคำว่าทิศทางหุ้นก่อนนะครับ ในตลาดหุ้นทุกตลาด ไม่ว่าไทยหรือเทศ คนที่จะเป็น trader หรือ ผู้ลงทุนได้นั้น คือคนที่ต้องรู้ให้ได้ว่าตลาดในขณะนี้ เป็นขาขึ้น หรือขาลง และยากขึ้นไปอีก ต้องรู้ให้ได้อีกว่าตลาด ในอนาคตมันจะไปทางทิศทางเป็นขาขึ้นหรือขาลงกันแน่ จะไช้นั่งเทียน ดูทางใน หรือถามเกจิอาจารย์ ก็คงลำบาก และมันก็เป็น วิธีที่ไม่เป็นวิทยาศาตร์ ชาวตะวันตก ก็เลยคิดหาวิธี ที่จะสืบหาว่าทิศทางตลาดตอนนี้และต่อไป จะเป็นเช่นไร ก็เลยคิดโดยใช้วิชาคณิตศาสตร์สถิติ มาช่วยสืบค้นว่าหุ้นตัวนี้จะอยู่ในทิศทางใดในอนาคต ซึ่งหลักคิดส่วนใหญ่ก็จะเป็นว่า ถ้าราคาหุ้นจะเป็นขาขึ้นได้ ราคาหุ้นนั้นจะต้องมีราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ว่าความเป็นจริงในตลาด สำหรับหุ้นหนึ่งๆ บางวันก็ขึ้น บางวันก็ลง ไม่ค่อยแน่นอน นักคณิตศาตร์ท่านหนึ่ง ก็ค้นคิดหาค่าเฉลี่ยราคาของหุ้นนั้นเพื่อใช้พิจารณาว่าขณะนี้เป็นขาขึ้นหรือขาลง โดย plot ทับกับกราฟราคาหุ้นนั้นๆ ก็จะทราบแนวโน้มเป็นต้น






ปัญหาต่อไปก็คือ เราจะใช้จำนวนวันเท่าไหร่ในการคิดหาแนวโน้มว่าตลาดจะอยู่ภาวะขาขึ้นหรือขาลง เส้นค่าเฉลี่ยที่ใช้กัน มีจำนวน 5 วันบ้าง 10 บ้าง 21 บ้าง 50 บ้าง 200 ก็มีครับ การใช้จำนวนวันในการหาค่าเส้นเฉลี่ยให้ได้ผลต่อตลาดหรือตัวหุ้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่หลักๆ แล้วคนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ที่เล่นกันระยะสั้นๆ ก็มักจะใช้เส้น 10 วัน ซึ่งจากประสบการณ์ในตลาดทุนบ้านเรา ผมว่าน่าจะใช้เส้น 10 วัน เพราะนักเทคนิคส่วนใหญ่จะใช้เส้น 10 วัน ทำให้เกือบเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งตลาดสำหรับคนที่เล่นระยะสั้น และสำหรับเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน จะบอกทิศทางว่าตลาดแน้วโน้มใหญ่ในขณะนั้นเป็นขาขึ้นเต็มรูปแบบเลยทีเดียว เส้น 200 วัน จึงเหมาะกับนักลงทุน ที่ชอบจะถือยาว กล่าวคือ ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่าเส้น 200 วัน ก็จะไม่เข้าซื้อไม่ว่ากรณีใด และเมื่อเข้าซื้อแล้ว จะถือหุ้นตัวนั้นจนกว่าราคาหุ้น จะตัดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันลงมา ในตลาดหุ้นบ้านเรามีความผันผวนรุนแรงมาก คนจับจังหวะซื้อถูกขายแพงได้ ถึงจะเป็นผู้ชนะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ จะใช้วิธีการแห่ซื้อตามกัน ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม รึอาจเป็นเพราะพวกเราเมื่อชาติก่อนเกิดเป็นแมงเม่า ที่ชอบไปไหนมาไหนกันเป็นฝูง ก็เป็นไปได้




ภาพ set index และ moving average 10



ติดตามต่อไปใน ยกที่สองครับ



<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 25 ม.ค. 2550 (13:58)
อยากรู้ว่าใครบ้างหรือบุคคลกลุ่มอาชีพไหนที่จะสามารถเข้าไปเล่นหุ้นได้ และต้องมี qualify อะไรบ้างคะ
จาก..คนอยากเล่นหุ้น (IP:58.8.90.142)


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


wimma
(Dr.Wim)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,213 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 6 ปี
แบ่งปันความรู้ 203 ครั้ง
ได้รับดาว 169 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.