วิชาการ.คอม - นักลงทุน (เกริ่นนำ) (ยกที่หนึ่ง) (พักยกที่หนึ่ง) (ยกที่สอง : ความกล้ากับความกลัว) (พักยกที่สอง) วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/66" type="text/javascript"></script>
นักลงทุน
บทความ โดย คุณ ช.ชัยโย เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และชีวิตที่เหนือความคาดหมาย
ผู้เขียน: ช.ชัยโย ชมแล้ว: 20,446 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sun 9 December 2001, 10:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 9 December 2001, 10:59 pm

หน้าที่ 1 - เกริ่นนำ
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

นักลงทุน


โดย ช.ชัยโย: tpp456@icqmail.com


คุยกันก่อน




ก่อนอื่นผมต้องขอแนะนำตัวเองก่อน เพื่อที่พี่ๆน้องๆ จะได้รู้ว่ากำลังนั่งฟังใครพูดอยู่ ผมเป็นนักลงทุนคนหนึ่งในตลาดหุ้น เริ่มเข้าชั้นอนุบาลหุ้นเมื่อปี 2532 เป็นปีแรกที่ผมเริ่มเคาะซื้อหุ้นสมัยนั้นยังไม่มีกระดาน อิเล็คโทรนิคใช้กระดาน ไวท์บอร์ด ในการเขียน ก่อนเค้าจะเขียนราคาซื้อราคาขายหุ้นเขาจะมีการเคาะกระดานก่อน เพื่อส่งสัญญาณว่ามีคน จะซื้อหรือจะขาย นี่ก็เป็นที่มาของคำว่าเคาะซื้อและเคาะขาย สิริประสบการณ์ในตลาดหุ้นของผม ก็ร่วมสิบปี สาเหตุที่จำ ได้อย่างแม่นยำ เพราะผมเริ่มทำการซื้อขายหนึ่งเดือน ก่อนที่ จะเกิดเหตุการณ์ ซัดดัม จะบุกเข้าคูเวต ซึ่งคิดว่าหลายคน คงเคยติดตามข่าวในช่วงนั้นนะครับ ว่าสถานการณ์โลก ทั้ง เศรษฐกิจ และการเมือง มันปั่นป่วนแค่ไหน





อดีตก่อนที่ผมจะเข้ามาสู่สังเวียนหุ้น ผมก็เป็นพ่อค้าธรรมดาคนหนึ่ง มีอาชีพค้าผ้าผืนในตลาดสำเพ็ง ซึ่งถือว่าเป็น ถนน เศรษฐกิจ ในยุคแรกๆๆ ของเมืองไทย ซึ่งขณะนี้ ถนนเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะอยู่ในถนนสีลมไปซะแล้ว นี่ล่ะครับ ความเป็นมาของผม นายช.ชัยโย นักชกรุ่นไลท์ไฟลทเวทบนสังเวียนนี้







ไหว้ครู




มิสเตอร์ เดล คาร์เนกี้ เคยกล่าวไว้ว่า การได้ฟังคนคนหนึ่งมาเล่าเรื่องราวในชีวิตให้ฟัง เท่ากับ ท่านได้ย่นเวลาที่จะ เรียนรู้ชีวิต ไปถึงหนึ่งชั่วอายุคน เป็นคำกล่าวที่ทำให้ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เพราะหนังสือบางเล่ม มีคนหลากหลาย มานั่งเล่าเรื่องราว ความถูกผิดที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อที่ผมจะเอามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป และมี บุคคล คนหนึ่ง ต้องการให้ผมมาเล่าบทเรียนราคาสองล้านบาทในตลาดหุ้นให้พี่ๆน้องได้ฟังกัน ผมก็เห็นว่าน่าจะเป็น ประโยชน์ ไม่ว่า ต่อเยาวชน และผู้ที่คิดจะเข้ามาในตลาดทุนเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจว่าจะเล่าให้ฟัง แบบชนิด ชัณสูตรศพ เลยครับ




ก่อนอื่น ผมต้องขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ท่านเข้ามาเล่นหุ้นตรงกันข้ามอยากจะเตือน เหมือนพ่อเตือนลูก พี่เตือนน้อง ว่า " ถ้าคิดว่าชีวิตยังมีค่า อย่าเข้ามาตลาดหุ้น " เพราะมันเป็นการพนันดีๆ นี่เองครับ มีเจ้ามือ เหมือนการพนันทุกชนิดแหละครับแล้วเจ้ามือก็แทบจะสามารถกำหนดราคาหุ้นได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ซึ่งสุดท้ายแล้วคนเล่นหุ้นก็มักจะเป็นผู้พ่ายแพ้อยู่ เนืองๆ แต่ถ้าท่านถอนตัวไม่ขึ้น ติดการเล่นหุ้นจน หัวปักหัวปำ ไปบำบัดหาหมอ หาพระแถวถ้ำกระบอกแล้ว ยังเลิกเล่นหุ้นไม่ได้ ผมก็มีข้อแนะนำจากประสบการณ์ มาบอกมากล่าว เพื่อที่ว่าจะได้มีวิชาไว้ต่อสู้กับตลาดทุนที่ค่อนข้างจะผันผวนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ต้องออกตัวอีกนั่นแหละ ว่าผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญมาจากไหน เล่นได้บ้าง เสียบ้าง อย่างไรก็ดี รู้มาก ดีกว่าไม่รู้ จริงไม๊ครับทั่น.....










 



หน้าที่ 2 - ยกที่หนึ่ง
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


"เจ๊กฮุย มาชวนพี่ชายร่วมสายเลือดของผมคุยอยู่เนืองๆในตอนใกล้จะเก็บร้านค้า ส่วนใหญ่แกจะมานั่งนับเงิน ที่ได้ จากตลาดหุ้น ให้ผมและพี่ชายพัง จนพวกเราน้ำลายไหล"




ยกที่หนึ่ง




เจ๊กฮุย มาชวนพี่ชายร่วมสายเลือดของผมคุยอยู่เนืองๆในตอนใกล้จะเก็บร้านค้าส่วนใหญ่แกจะมานั่งนับเงิน ที่ได้ จากตลาดหุ้น ให้ผมและพี่ชายพัง จนพวกเราน้ำลายไหล ฟังๆ แล้วเล่นหุ้นมันง่ายจัง มีแต่ได้กับได้ แถมยังได้เยอะ ซะด้วย ดีกว่าพวกเราเอาเงิน ไปลงทุนฝากกับแบงค์แบบชนิดที่ว่าฟ้ากับเหว กว่าจะได้ดอกเบี้ยเจ็ดเปอร์เซนต์ จาก บัญชีออมทรัพย์ สู้เราเอาเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นดีกว่า นี่คือแง่คิดของผม คนหนุ่มไฟแรง มีดีกรี ปวช เป็นที่ตั้ง ได้เรียนรู้เรื่องตลาดทุนมาบ้างพอเป็นกระสาย แต่พี่ชายของผมไม่ค่อยสนใจ ใฝ่เล่นเหมือนผม




ผมละลายความ อยากเล่นหุ้น ได้สำเร็จในวันหนึ่ง จากการชักชวนของเพื่อนของเพื่อนท่านหนึ่งที่ทำงานเป็น มาร์เก็ตติ้งในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สิโณทัย เครดิตอกริโก ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น SITCA ซึ่งปัจจุบัน บริษัทนี้ ขาไม่แข็งเท่าผม ต้องมีอันเป็นไปล้มหายตายจากไปก่อนผมไปเกิดใหม่อยู่ในรายชื่อ 42 ไฟแนนซ์ที่ถูกปิด วงเงินเริ่มต้นที่ผมเริ่มเล่นอยู่ที่สองแสนบาท หุ้นตัวแรกในชีวิต ที่ผมเข้าซื้อขาย หรือ จะเรียกทับศัพท์ นักลงทุนทั้งหลาย ว่า เข้าไป trade คือ AST หลักทรัพย์เอเชียจำได้ติดหูติดตาคือ ขาดทุนกับหุ้นตัวนี้ 10% เป็นการประเดิมที่เจ็บปวด แต่......ยกแรกนี้ผมไม่ได้แพ้ครับ เพราะหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ ท่านซัดดัม บุกคูเวต วันนั้นผมจำได้อย่างแม่นยำ




พอได้ข่าวจากสื่อมวลชนว่า อีรัคบุกคูเวต ผมยอมขายทุกราคาที่มีการเสนอซื้อ ความเสียหายคือ 10% แต่หลังจากนั้น หุ้นตัวนี้และทุกตัวในตลาด ตกติดต่อกันเป็นเวลาเนิ่นนาน แทบจะไม่มีโอกาส ได้เห็น ราคาที่ผมได้ขายไปเลยครับ




แต่อาซ้อข้างร้านผม แกคงเล่นเยอะหรือประสาทช้ากว่าผม แก cut ไม่เป็นไม่ยอมขาดทุนเหมือนผม ทำให้ จำนวนยอดขาดทุนเทียบเป็นเปอร์เซนต์แล้ว มากมายเหลือเกิน เท่าที่จำได้ แกถือหุ้นตัวนี้จนหมดสงครามอ่าวต่อเนื่อง มาถึงคดีเสี่ยสอง แกถึงได้หลุดจากพันธนาการในหุ้นตัวนี้ "บทเรียนบทแรกที่อยากจะให้รับรู้กันถ้วนทั่ว และถือเป็นกลยุทธแบบพื้นฐานที่ค่อนข้างจะทำยาก นั่นคือ Cut Loss หรือภาษาไทย เรียกว่า ตัดขาดทุน หรือ หยุดการขาดทุน"




ในการเล่นหุ้น ก็คือการเก็งกำไร สมองต้องไวในการประมวลเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่นในกรณีนี้ สงครามอ่าว ฟังดูก็รู้ว่า จะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจทั้งมวล หากที่นั่นไม่สงบมันต้องยังผลต่อเนื่อง ไปยังราคาน้ำมันแน่นอน ไม่รวมทั้งภัยพิบัติจากสงครามที่จะเยิ่นเย้ออีกด้วยและสุดท้ายก็จะส่งผลต่อตลาดทุนทั่วโลก ราคาหุ้นไม่ว่า จะราคาไหนย่อมทนสภาวะเสื่อม ของเศรษฐกิจที่กำลังลงเหว ไม่ได้หรอกครับไม่ว่านักวิเคราะห์จะเชียร์อย่างไรก็ไม่มีทางที่มันจะยืนอยู่ หรือวิ่งขึ้นต่อไปได้ สรุปแล้วการลงทุน ครั้งแรกในชีวิต ก็ต้องขาดทุนตามภาวะตลาดแต่สัณชาติญาณของมนุษย์ที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ และแน่นอนที่สุดไม่ได้ทำให้ผม และพี่ชาย หยุดการลงทุนในตลาดได้ครับทุกวันนี้ผมมองโลกในแง่ดีตรงที่ว่า หากพวกเรา ประสบ ความสำเร็จในยกแรก พวกเราคงต้อง นำเงินทั้งหมดมาละเลงในตลาดทุนจนสิ้นเนื้อประดาตัวก็เป็นไปได้ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมมอง จำเสี่ยคนหนึ่งที่เอาปืนจ่อคอตัวเอง ไปโวยวายที่ตลาดหลักทรัพย์เมื่อหลายปีก่อนได้ไหมครับ เพื่อนร่วมนักลงทุนท่านนี้ หมดตัวเป็นหนี้โบรค เพราะแกหลงทางครับ เหตุผลที่แกหลงทาง เพราะแกได้เงินจากตลาดง่ายๆ ร่วม 30 ล้านบาทไทย แล้วแกก็ถาโถมทั้งต้นทั้งกำไรมาเล่นซ้ำร้ายยังยืมเงินโบรคมาเล่นอีกเพราะความโลภ สุดท้าย กำไรกับทุนที่ลงไป กลายเป็นใบแจ้งหนี้ ที่สำคัญไม่ใช่หนี้สาธารณะด้วยสิครับ แกก็เลยเครียดจัด แทนที่จะ โทษตัวเอง กลับไปโทษผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ จำไว้อีกบทเรียนนะครับอย่าไปโทษใครเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น กับท่าน อย่าไปโทษนายก อย่าไปโทษ ชวลิต อย่าไปโทษมาร์เก็ตติ้ง จงโทษความโลภที่เกาะกุมหัวใจ สลัดมันทิ้งให้ได้ นะครับความโลภ เพราะมันจะบดบังความเป็นจริงทุกอย่าง ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์




วิธีที่จะสลัดความโลภที่ผมใช้และใช้ได้สำเร็จในระดับหนึ่งก็คือ การทำบุญ ส่วนท่านอื่นจะหาวิธีสลัดความโลภยังไงก็คงต้องไป ศึกษาเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้งนะครับมันเป็นเคล็ดลับอีกเคล็ดลับหนึ่งที่จะทำให้ท่านต่อสู้กับตลาดทุนที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว และรุนแรงแห่งนี้ได้

หมดยกที่หนึ่ง.... หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ



หน้าที่ 3 - พักยกที่หนึ่ง
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


คำว่า " พักยก " คือหลังจากระฆังดังขึ้นระหว่างชก นักมวยก็จะเข้ามุมมาพักให้หายเหนื่อยในขณะที่ พี่เลี้ยงก็จะมา คอยบอกคอยสอนนักมวย ว่า จุดบกพร่องอยู่ตรงไหนถือซะว่าผมเป็นพี่เลี้ยงที่คอยให้น้ำ แล้วก็คอยสอนมวยรุ่นน้อง แล้วกันนะครับ พักยกที่หนึ่งนี้ จะมาแนะนำวิธีการ CUT LOSS หลายๆๆวิธีที่ผมได้ใช้ และได้ยินจากคำบอกเล่า จากเพื่อนร่วมเล่นหุ้นด้วยกัน คิดว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย






การ CUT LOSS เป็นหัวใจหลักในการเล่นหุ้น จะเปรียบไปก็เหมือนเกราะ ที่คอยป้องกันไม่ให้ผู้ที่ อยู่ภายใต้เกราะ ได้รับบาดเจ็บ เช่น เราซื้อหุ้นมาหนึ่งตัวในราคาที่ 100 บาท เราคาดหวังว่าราคามันจะวิ่งเหนือ 100แล้วเราจะทำกำไร แต่ความไม่แน่นอนในตลาดหุ้นเกิดขึ้นได้เสมอ หากการไม่เป็นไปดังหวัง ราคาหุ้นไหลลงมาต่ำกว่า 100 ที่เราซื้อ หากเราไม่คิดจะจัดการ กับหุ้นตัวนี้ราคานี้เลยก็ทำได้ แต่ความเสียหายที่จะเกิดเราก็ไม่อาจล่วงรู้อีกว่า มันจะมากมาย ขนาดไหน ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมผ่านมา ในตลาดหุ้นบ้านเรา อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หุ้นราคา ร้อยกว่าเมื่อต้นปี อาจจะเหลือไม่ถึงสิบบาทในปลายปีก็เป็นได้ ฉะนั้นนักเล่นหุ้นที่ดี ควรรู้จักใส่เกราะ ป้องกันตนเอง จากราคาหุ้น ที่ไหลลงต่อเนื่อง วิธีการ CUT LOSS ของแต่ละคนส่วนใหญ่จะมีวิธีคิดและใช้แตกต่างกัน แต่จุดประสงค์หลัก ในการ CUT LOSS ก็คือ การหยุดการขาดทุน มีบางคนใช้






วิธีการด้านราคาแบบง่ายๆ นั่นคือ ตัดขายทันทีที่หุ้นหล่นจากราคาที่ซื้อ 5% 7% 10% เช่น ซื้อหุ้นราคา 100 พอราคาหล่น มาถึง 95 หรือ 93 หรือ 90 เราเห็นว่าท่าทางราคาหุ้นตัวนี้มีข่าวไม่ดีมากระทบ หรือ ตลาดถูกกระทบ ด้วยปัจจัยด้านลบหลายอย่าง และเรา คาดว่า ราคาหุ้นจะตกต่ำลงไปกว่านี้ เราก็ขายตัดขาดทุนไปก่อน แล้วถ้าเราคิดว่า หุ้นตัวนี้มีผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น อนาคตยังแจ่มใส เราก็กลับมา รับซื้อคืนต่ำกว่าราคาที่เราขาย เราก็จะได้ ส่วนต่าง ราคาที่ขายไป กับ ราคาที่ซื้อเข้ามาใหม่ ทำให้ยังมีโอกาสฟื้นทุน และได้กำไรในสุด






บางคนใช้วิธีตัดขาดทุนแบบสั้นมาก คือ ถ้าราคาไหลลงต่ำกว่า สองสเต็บราคา คนที่เล่นระยะสั้น ก็ตัดขายหุ้นทิ้งแล้ว เช่น หุ้นราคา 10 บาท สเต็บราคา จะอยู่ที่ .25 บาท ถ้าราคาไหลรูดลงมาสองสเต็บ คือ ไหลลงมา .50 บาท เขาจะตัดขาดทุนที่ราคา 9.5 แล้วมารับกลับใหม่ที่ราคาต่ำกว่า 9.5 ซึ่งต้องคอยรอดู ความ เหมาะสมที่จะเข้าซื้อคืนด้วยว่าภาวะหุ้นและตลาดมันควรจะซื้อคืนหรือไม่ เป็นต้น






อีกวิธี ก็คือใช้ technical ประกอบการพิจารณา โดยดูจากตัวบ่งชี้ (indicator)โดยอาศัยโปรแกรมวิเคราะห์หุ้น เข้าช่วย ปัจจุบันโปรแกรมประเภทนี้หาซื้อได้ง่าย ตามห้างที่ขายซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ทั่วไป ราคาก็ไม่แพง เพราะบ้านเราส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรมก๊อปปี้ เพราะโปรแกรมแท้ ในไทยยังไม่ค่อยมีตัวแทนจำหน่ายอย่าง เป็นเรื่องเป็นราวซักเท่าไหร่ Indicator ที่นิยมใช้ เป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน ก็มี RSI STOCHATIC MACD และ MOVING AVERAGE เป็นต้น ในที่นี้จะแนะนำ indicator ที่เป็น moving average เพราะเป็น indicator ง่าย ๆ ที่คนทั่วไปรู้จักและดูได้ง่าย




Moving Average ก็คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่คิดจากราคาปิดของหุ้น มาเฉลี่ยกัน แล้วมา Plot เป็นกราฟ เราจะได้กราฟเส้นที่ กราฟ มาทับลงบน กราฟราคาหุ้น หากราคาหุ้นที่เราวิเคราะห์และสนใจจะเข้าซื้อ มีราคาเหนือ กราฟเส้น Moving average ก็ให้คาดคะเนว่ามีโอกาสที่ราคาหุ้นจะเป็นไป ในทิศทางขาขึ้น เราก็อาจจะเข้าซื้อ หรือถ้าเรายังมีหุ้นลักษณะนี้อยู่ เราก็สามารถถือต่อไปด้วยความอุ่นใจ แต่ในทางกลับกัน หากราคาหุ้นวิ่งทะลุตัด เส้นกราฟ moving average นี้ลงมา นั่นแสดงว่าราคาหุ้นมีแนวโน้มจะอ่อนตัวลง หากเราไม่มีหุ้นลักษณะนี้อยู่ เราก็จะไม่เข้าซื้อ เพราะว่าไม่รู้ว่ามันจะตกไปถึงเท่าไหร่ แต่ถ้าเรามีหุ้นลักษณะนี้อยู่ในมือ ก็สมควรที่จะ CUT LOSS ตัดขายออกไปก่อน รอให้ราคามันหยุดลง แล้วเราอาจจะซื้อกลับเข้าพอร์ตในราคาที่ต่ำกว่าที่เราขายไป หรือจนกว่า ราคาของหุ้นตัวนี้ จะเริ่มตัดเส้น moving average ขึ้นมาได้ เหตุผลทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับ เทคนิค moving average




ภาพ set index


ก่อนอื่น ผมต้องขอพูดถึงคำว่าทิศทางหุ้นก่อนนะครับ ในตลาดหุ้นทุกตลาด ไม่ว่าไทยหรือเทศ คนที่จะเป็น trader หรือ ผู้ลงทุนได้นั้น คือคนที่ต้องรู้ให้ได้ว่าตลาดในขณะนี้ เป็นขาขึ้น หรือขาลง และยากขึ้นไปอีก ต้องรู้ให้ได้อีกว่าตลาด ในอนาคตมันจะไปทางทิศทางเป็นขาขึ้นหรือขาลงกันแน่ จะไช้นั่งเทียน ดูทางใน หรือถามเกจิอาจารย์ ก็คงลำบาก และมันก็เป็น วิธีที่ไม่เป็นวิทยาศาตร์ ชาวตะวันตก ก็เลยคิดหาวิธี ที่จะสืบหาว่าทิศทางตลาดตอนนี้และต่อไป จะเป็นเช่นไร ก็เลยคิดโดยใช้วิชาคณิตศาสตร์สถิติ มาช่วยสืบค้นว่าหุ้นตัวนี้จะอยู่ในทิศทางใดในอนาคต ซึ่งหลักคิดส่วนใหญ่ก็จะเป็นว่า ถ้าราคาหุ้นจะเป็นขาขึ้นได้ ราคาหุ้นนั้นจะต้องมีราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ว่าความเป็นจริงในตลาด สำหรับหุ้นหนึ่งๆ บางวันก็ขึ้น บางวันก็ลง ไม่ค่อยแน่นอน นักคณิตศาตร์ท่านหนึ่ง ก็ค้นคิดหาค่าเฉลี่ยราคาของหุ้นนั้นเพื่อใช้พิจารณาว่าขณะนี้เป็นขาขึ้นหรือขาลง โดย plot ทับกับกราฟราคาหุ้นนั้นๆ ก็จะทราบแนวโน้มเป็นต้น






ปัญหาต่อไปก็คือ เราจะใช้จำนวนวันเท่าไหร่ในการคิดหาแนวโน้มว่าตลาดจะอยู่ภาวะขาขึ้นหรือขาลง เส้นค่าเฉลี่ยที่ใช้กัน มีจำนวน 5 วันบ้าง 10 บ้าง 21 บ้าง 50 บ้าง 200 ก็มีครับ การใช้จำนวนวันในการหาค่าเส้นเฉลี่ยให้ได้ผลต่อตลาดหรือตัวหุ้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่หลักๆ แล้วคนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ที่เล่นกันระยะสั้นๆ ก็มักจะใช้เส้น 10 วัน ซึ่งจากประสบการณ์ในตลาดทุนบ้านเรา ผมว่าน่าจะใช้เส้น 10 วัน เพราะนักเทคนิคส่วนใหญ่จะใช้เส้น 10 วัน ทำให้เกือบเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งตลาดสำหรับคนที่เล่นระยะสั้น และสำหรับเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน จะบอกทิศทางว่าตลาดแน้วโน้มใหญ่ในขณะนั้นเป็นขาขึ้นเต็มรูปแบบเลยทีเดียว เส้น 200 วัน จึงเหมาะกับนักลงทุน ที่ชอบจะถือยาว กล่าวคือ ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่าเส้น 200 วัน ก็จะไม่เข้าซื้อไม่ว่ากรณีใด และเมื่อเข้าซื้อแล้ว จะถือหุ้นตัวนั้นจนกว่าราคาหุ้น จะตัดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันลงมา ในตลาดหุ้นบ้านเรามีความผันผวนรุนแรงมาก คนจับจังหวะซื้อถูกขายแพงได้ ถึงจะเป็นผู้ชนะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ จะใช้วิธีการแห่ซื้อตามกัน ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม รึอาจเป็นเพราะพวกเราเมื่อชาติก่อนเกิดเป็นแมงเม่า ที่ชอบไปไหนมาไหนกันเป็นฝูง ก็เป็นไปได้




ภาพ set index และ moving average 10



ติดตามต่อไปใน ยกที่สองครับ


หน้าที่ 4 - ยกที่สอง : ความกล้ากับความกลัว
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


ตอนที่ผมเดินเข้าตลาดหลักทรัพย์ใหม่ๆๆ ผมไม่ค่อยมีความคิดที่จะร่ำรวยจากตลาดทุนเท่าไรหรอกครับ เพราะตอนนั้นเงินทองเหลือกิน เหลือใช้ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรก็อยู่อย่างสบายๆๆ เพียงแต่อยากโชว์ผู้คนว่าผมก็เล่นหุ้นเป็นเหมือนกัน กลัวเชยน่ะครับผมยังไม่รู้จักความกลัว หรือความกล้า เหมือนกับเด็กทารกที่ เพิ่งลืมตาดูโลก ไร้เดียงสา เวลามีคนเอานิ้วมาจะจิ้มลูกกะตาทารก ทารกก็ไม่หลบหรอกครับ เพราะแกเพิ่งเกิด ไม่รู้ว่าถ้าถูกนิ้วจิ้มตาจะเจ็บปวดยังไง ต่อเมื่อถูกจิ้มตา แค่ทีเดียวเท่านั้นแหละครับ ก็รู้จักที่จะ "กระพริบตา"






ความกลัวเกิดขึ้น และโดยสัญชาตญาณของมนุษย์ ก็สอนให้คนหาวิธีป้องกัน นี่คือจุดอ่อนอันหนึ่งที่พวกนักลงทุนรายใหญ่ใช้หลอกให้รายย่อยกลัว แล้วขายหุ้นออกมาทั้งๆๆที่ราคาหุ้นนั้น ๆๆ ถูกสุดๆๆแล้ว คนขวัญอ่อนอย่างผม ก็เพลี่ยงพล้ำเพราะกลยุทธนี้มาหลายครั้งแล้ว ก็เลยเอามาตีแผ่ให้พ่อแม่พี่น้องรับรู้กันไว้นะครับ จะได้ไม่เสียของให้


รายใหญ่ไปง่ายๆ รายใหญ่จะมีวิธีการเล่นซับซ้อนกว่ารายย่อยมากครับ รายย่อยจะเทรดโดยการซื้อถูกขายแพง ลงทุนตามอัตภาพ มีมากก็ซื้อมาก มีน้อยก็ซื้อน้อย ผิดกับรายใหญ่ที่เป็นทั้งพวกกองทุน และก็พวกกลุ่มชนคนปั่นหุ้น ทั้งหัวแดง แล้วก็หัวดำ ยิ่งตอนนี้มีพวกไต้หวันเข้ามาร่วมเล่นด้วยแล้ว ชั้นเชิงหลอกล่อแพรวพราว จนผมไม่รู้ว่าผมจะตามทันพวกนี้หรือไม่






พวกรายใหญ่เวลาต้องการซื้อหุ้น จะต้องการซื้อหุ้นในจำนวนมากๆๆ และพวกเขาไม่ได้ไล่ซื้ออย่างรายย่อยที่ทำกันหรอกครับ พวกเขาจะค่อย ๆๆ สะสมหุ้นในราคาที่เขาคาดว่าไม่แพงเหมาะกับปัจจัยพื้นฐาน แต่ตอนทำราคาสูง ๆ พวกเขาก็ใช้หุ้นในมือที่มีอยู่มาทำราคาให้สูง จนเราน้ำลายไหลแหละครับบางครั้งก็มักต้องการราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานซะด้วยซ้ำ เพื่อเวลาขายจะได้กำไรมหาศาลเขาใช้กลยุทธนิ้วจิ้มตาเด็กไงครับ ในการเก็บหุ้น เป็นกลยุทธหนึ่งที่ค่อนข้างได้ผลในระดับหนึ่ง คือทำทีเป็นทิ้งหุ้นในมือจำนวนมหาศาล ทั้งๆๆ ที่หุ้นที่เห็นนว่าพวกเขาเคาะขายเป็นแสน เป็นล้านหุ้น ที่แท้พวกเขาตั้งซื้อทิ้งไว้ก่อนเปิดทำการแล้วล่ะครับพอรายย่อยเห็น การทิ้งแบบถล่มทะลายทั้ง ๆๆๆ ที่ไม่มีข่าวอะไรกระทบหุ้นตัวนั้นเลยก็ตาม รายย่อยที่มีหุ้นตัวนั้น ๆๆ ในครอบครอง ก็จะคิดมาก เกรงว่าราคาหุ้นจะทรุดลงไปอีก แรก ๆๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ทิ้งตามหรอกครับ จนราคาหุ้นมันไหลรูดลงไปมากๆๆๆ มาตัดใจขายตามรายใหญ่ ก็ขาดทุนป่นปี้แล้วล่ะครับ ส่วนพวกรายใหญ่ก็ทำการกดหุ้นไป ซื้อหุ้นไปจนได้จำนวนที่ต้องการ ก็จะเก็บไว้ทำราคาในโอกาสที่อำนวย ถ้ารายใหญ่ใช้กลยุทธดังกลาวไม่สำเร็จ เนื่องจากรายย่อยที่ถือหุ้นไว้มีความมั่นใจกับหุ้นตัวนี้มาก ไม่ยอมขายหุ้นออกมา กอดไว้อย่างเหนียวแน่น พวกรายใหญ่ก็ยังมีแผนบี ที่จะทำลายความหวังของรายย่อยต่อไป เพื่อที่จะให้รายย่อยคายหุ้นในมือออกมาในราคาต่ำๆ




แผนบีของรายใหญ่ก็คือ ใช้สื่อต่าง ๆๆๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ โดยจ้างพวกนักวิเคราะห์ประโคมข่าวในแง่ลบ ต่อหุ้นตัวนั้นๆๆ รายย่อยส่วนใหญ่จะใช้ข้อมูลตามสื่อต่างๆๆมาเครื่องตัดสินใจอยู่แล้ว สุดท้ายก็ไม่อาจทานทนที่จะถือหุ้น ต่อไปได้ จำเป็นต้องคายหุ้นออกมา ทั้งๆที่ขาดทุนแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว






ทุกวันนี้ผมเลิกอ่านข่าว จากพวกนักวิเคราะห์ทุกสื่อแล้ว หันมาให้ความสำคัญในการวิเคราะห์ทางเทคนิคเคิลจากโปรแกรม สำเร็จรูปทั่วไป เช่น Metastock , Advanc Get เป็นต้น หากใครสนใจจะศึกษาการเล่นหุ้นด้วยเทคนิค ก็ลองติดต่อที่ http://www.set50.com ">http://www.set50.com ดูนะครับ ที่นั่นมี support ทั้งโปรแกรมและสอนเทคนิคให้ด้วยครับ ต้องบอกก่อนว่าผมไม่มีส่วนได้ ส่วนเสียกับเวปนี้นะครับ เพียงแต่เห็นว่าเมืองไทยมีเพียงเวปเดียวในขณะนี้ที่ี่ support เรื่อง เทคนิคเคิลให้กับผู้สนใจทั่วไป






วันนี้ขอพูดเรื่องความกลัวไว้เพียงเท่านี้ครับ คราวหน้าค่อยมาว่ากัน ถึง ศาตร์แห่งความกล้า ซึ่งผมให้ความน้ำหนักความสำคัญทั้งสองเรื่องนี้ครับ



หน้าที่ 5 - พักยกที่สอง
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

เทคนิคแท่งเทียน






ผมเหมาเอาว่าคนที่อ่านบทความต่อไปนี้ ยังไม่รู้จัก กราฟในรูปแท่งเทียน แล้วกันนะครับ กราฟแท่งเทียนเท่าที่ผมทราบประวัติคร่าว ๆๆ มาจากประเทศญี่ปุ่นที่เค้าใช้จดราคาสินค้าเกษตร ในสมัยก่อน จำไม่พลาดก็มีใช้กันมาราวร่วมร้อยปีแล้วน่ะครับ ฮิตมาถึงปัจจุบัน แสดงว่่ามันต้องมีอะไรเสน่ห์อะไรสักอย่างแหละครับ กราฟแท่งเทียน หรือ เรียกเป็นภาษา ประกิตว่า CANDLE STICK จะมีรู้ร่างคล้ายธูป เอ๊ยคล้ายเทียนน่ะครับดังตัวอย่างต่อไปนี้



ในราคาหุ้นแต่ละวัน จะมีข้อมูลราคาหุ้นนั้น ๆ ดังนี้ คือ ราคาเปิด ราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิด ถ้าเป็นกราฟเส้นธรรมดา จะมีเพียงราคาปิดเท่านั้น กราฟแท่งเทียน เลยบอกเราถึง ทุกราคาที่เกิดขึ้นในวันนั้น ๆๆๆ




ประโยชน์ของรูปแท่งเทียน ไม่เพียงแต่บอกราคาหุ้นได้ระเอียดครบถ้วนเท่านั้น แต่มันยันบอกแนวโน้วในวันต่อๆไปด้วย ผมคงขยายลึกให้ละเอียดได้ยากครับ เพราะ รูปแบบ (Pattern) ของเทคนิคแท่งเทียน มีเป็นสิบ ๆๆ คงต้องไปหาหนังสือจากเวปต่าง ๆๆ ที่ขายกันน่ะครับ ตามร้านหนังสือทั่วไปรู้สึกว่าเค๊าจะเลิกพิมพ์ขายไปแล้วล่ะครับ คงเพราะเจ้าของสำนักพิมพ์เจ๊งหุ้นกันไปหมดแล้ว จุดธูปไม่ข้องเกี่ยวกับหุ้นไปแล้วมังครับ ฮ่า ๆๆๆๆ




แต่ก็จะแสดงรูปภาพตัวอย่าง เทคนิคของแท่งเทียน สักสองสาม ตัวอย่างแล้วกันนะครับ




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 25 ม.ค. 2550 (13:58)
อยากรู้ว่าใครบ้างหรือบุคคลกลุ่มอาชีพไหนที่จะสามารถเข้าไปเล่นหุ้นได้ และต้องมี qualify อะไรบ้างคะ
จาก..คนอยากเล่นหุ้น (IP:58.8.90.142)


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


wimma
(Dr.Wim)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,431 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 6 ปี
แบ่งปันความรู้ 203 ครั้ง
ได้รับดาว 169 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.