วิชาการ.คอม - เบิ่งฮ่องกง (เกริ่นนำ) (ถึงแล้วหนอ....ฮ่องกง) (ที่พัก....ฮ่องกง ยามราตรี) (ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ) (การคมนาคม) (การคมนาคม2) (วัยรุ่นฮ่องกง......ชอปปิ้ง) (สุขาอยู่หนใด) (โอเชี่ยนปาร์ค) (พิพิธภัณฑ์) (ลาก่อนฮ่องกง) วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/67" type="text/javascript"></script>
เบิ่งฮ่องกง
เที่ยวฮ่องกง สี่วัน สี่คืน โดย คุณสุทธิรา พิสิษฐ์กุล
ผู้เขียน: wimma ชมแล้ว: 66,118 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 2 October 2002, 7:57 am ปรับปรุงล่าสุด: Wed 2 October 2002, 7:57 am

หน้าที่ 1 - เกริ่นนำ
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ขอบอกเล่าเก้าสิบกันก่อนว่าที่ได้ไปเบิ่งฮ่องกงครั้งนี้ เพราะได้รับอภินันทนาการจาก คุณวิมม่า ได้ให้ตั๋ว เครื่องบิน และที่พักฟรี ให้เลือกวันไปเองแต่ต้องไม่เกิน 27 เม.ย นี้ ได้จับยามสามตาและดูฤกษ์ อุบากองได้ฤกษ์เดินทาง ในวันที่ 30 มีนาคม- 3 เม.ย พอรู้วันเดินทางแล้วหลังจากนั้น ก็เสาะแสวงหาหนังสือท่องเที่ยวฮ่องกง มาอ่าน เพื่อ เตรียมตัวรู้เขารู้เรา ไปหาทั้งร้านหนังสือในท้องถิ่น และตามร้านหนังสือใหญ่ๆในกรุงเทพฯ ไม่มีใครเขียน ออกมาขายแฮะ หายากหาเย็นดีแท้ ทีท่องเที่ยว ที่อื่นๆมีขายกันครืด แม้กระทั่งเที่ยวเนปาลประเทศกระจิ๊ด บนเทือกเขาหิมาลัยโน้น ไปแสนยากลำบาก บางคนเกือบไปตายที่นั่นเพราะอากาศออกซิเจนไม่พอก็ยังมีคนเขียน ออกมา ฮ่องกงอยู่ใกล้ลูกกะตา แค่นี้ไปก็สะดวกสบายทำไมไม่มีใครเขียนออกมาให้คนที่ไม่เคยไป หรือคนที่กำลังจะไปได้อ่านบ้าง เฮ้อ ไปหาหนังสือเที่ยวฮ่องกงจนถึงวันสุดท้ายก่อนออกเดินทางก็ยังหาไม่ได้ ก็เลยทำใจ ไปตายเอาดาบหน้า แล้วกัน ไปแลกเงินที่ธนาคารให้เป็นดอลลาร์ฮ่องกง วันที่แลกนั้น 1 ดอลลาร์ฮ่องกงเกือบๆ 6 บาทไทย (ขากลับมาถ้าจ่ายเงินดอลลาร์ฮ่องกงไม่หมดให้เอามาแลกคืนที่ธนาคารในเมืองไทย แต่ถ้าเป็น เหรียญโลหะจะแลกคืนไม่ได้ ต้องรีบจ่ายให้หมดก่อนกลับหรือจะเอาเก็บไว้เป็นที่ระลึก หรือเอาไว้ แจกลูกหลานก็ย่อมได้)



ยานพาหนะ






เป็นสายการบินของอาหรับอามิเรตส์ (Emirates) ของพวกแขกตะวันออกกลางโน่น ต้นทางมาจากประเทศดูไบ แวะกรุงเทพฯ ปลายทางคือฮ่องกง เป็นเครื่องบินลำใหญ่บรรทุก ผู้โดยสารได้ประมาณ 300-400 คนกระมังเป็นเครื่องโบอิ้ง 777 สามารถบินด้วยความเร็ว 0.84 มัค (Mach หรือ มัค เป็น ตัวเลขที่บอกถึงจำนวนเท่าของ ความเร็วเครื่องบินที่มากกว่า ความเร็วเสียง ฉะนั้น 0.84 มัค ก็มีค่าประมาณ 1026 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง : wimma ) ที่ความสูง 43,000 ฟุต ชุดเครื่องแบบของแอร์โฮสเตสเท่ห์มาก เห็นแล้วอยากเอามาตัดเป็นชุดใส่ทำงานซักชุด ใส่แล้วคงเท่ห์ระเบิด ชุดทีว่านั้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ทั้งกระโปรง เสื้อตัวในและเสื้อแขนยาวตัวนอก กระดุมเสื้อเป็นโลหะสีเหลืองทอง สวมหมวกกำมะหยี่สีแดง (ดูไกลๆเหมือนเสวียนสวมหัวชาวอาหรับชาย) หน้าหมวกกลัดเข็มสัญลักษณ์อามิเรตส์สีทอง ตรงหมวกซีกขวาจะมีผ้าบางสีครีมพับเป็นจีบซ้อนๆกันห้อยลงมาชายยาว ให้ชายผ้าผ่านหน้าอกแล้วตวัดไปไหล่ซ้าย อ้อมหลัง สุดท้ายชายผ้าจะขึ้นมาพาดบนไหล่ขวา ดูแล้วอ่อนหวานมีเสน่ห์ ยิ่งแอร์โฮสเตสแต่ละคนเป็นฝรั่งและเป็นแขกอาหรับตาคมกริบ สูงๆขนาดนางงาม รูปร่างระดับอินเตอร์กันทุกคน ถ้าเราเป็นผู้ชายหัวใจคงจะวายไปแล้วแหะๆ เธอกลุ่มนี้พอทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารบนเครื่องบินจะแต่งตัวชุดใหม่ซึ่งมีผ้ากันเปื้อนทับ แต่ชุดนี้ทำให้เธอเป็นนางซินไปทันที เป็นชุดเสื้อคอกลมผ้าฝ้ายสีขาวยับๆเหมือนไม่ได้เจอเตารีดมาซักสิบปี ใส่กางเกงสีน้ำตาล ผ้ากันเปื้อนสีฟ้าขลิบขาวดูแล้วเหมือนใช้มานานหลายปี สรุปแล้วยิ่งดูยิ่งเสียความรู้สึก แต่ก็น่าเห็นใจพวกเธอตั้งใจทำงานกัน คงเครียดน่าดูเพราะแต่ละคน หน้าตาไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสเอาซะเลย (งี้การบินไทย “ยิ้มสยาม”เอาคะแนนไปกินเรียบ)




ถ้าซื้อตั๋วของสายการบินอามิเรตส์กรุงเทพฯ-ฮ่องกงไป-กลับ ราคาตอนนี้ (มี.ค 44)ก็ 7,000 บาท แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินดอนเมืองคนละ 500 บาท (ที่ฮ่องกงไม่ต้องเสีย) เครื่องบินที่โดยสารนั้นเป็นเที่ยวที่ EK 86 เวลา 13.55 ได้ที่นั่งติดหน้าต่าง คงเป็นตรงกลางลำตัวเครื่องบิน เพราะมองออกหน้าต่างไปเห็นเป็นปีกเครื่องบินพอดี ใช้เวลาบินไปฮ่องกง 2 ชั่วโมง 25 นาที เวลาที่ฮ่องกงเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง ไปถึงฮ่องกงใช้เวลาของฮ่องกงก็เป็นเวลา 17.25 น.ประมาณนี้บนเครื่องบินมีการเสิร์ฟอาหาร 1 มื้อ อย่าไปหวังว่าอาหารจะอร่อยถูกปากคนไทยนะเจ้าคะ เค้าทำอาหารรสกลางๆไว้ ให้ใส่เครื่องปรุงเอง เสิร์ฟเป็นถาดต่อ 1 คน ในถาดจะมีถ้วยใส่อาหารใหญ่น้อย มีข้าวสวยโปะด้วยน่องไก่ราดน้ำแดง (จะเปลี่ยนเอาเนื้อก็ได้) สลัดผัก มีผักหลายๆอย่างหั่นปนกันมาดูไม่ออก (ไม่กล้ากินเดี๋ยวเอาหญ้าแห้วหมูสับปนมาล่ะ) ขนมปังก้อนกลม 1 ก้อนกินกับเนย ของหวานเป็นขนมพุดดิ้ง และน้ำเปล่าที่แพ็คใส่ถ้วยพลาสติกเล็กๆมีฟลอยด์ปิด ส่วนเครื่องดื่มนั้นมาเสิร์ฟที่หลังให้เลือกเอาจะเป็น วิสกี้ ไวน์ น้ำผลไม้ เบียร์ โค้ก ขาไปฮ่องกงเราก็สั่งเอาน้ำผลไม้ โธ่เอ๋ยรสชาติหนึ่งไม่มีสอง คือกินครั้งเดียวเข็ดหลาบไม่มีการเรียกหาครั้งที่สองอีก ก็เป็นน้ำผลไม้กล่องน่ะ ถ้าเค้าเปลี่ยนเป็นน้ำส้มคั้นสดๆหรือน้ำผลไม้สดชนิดอื่นๆจากเมืองไทยแทน จะดีมาก ตอนขากลับมากรุงเทพฯ เราสั่งเอาไวน์แดง ฮะฮ้า..เริดสุดๆ แต่พอได้ชิมแล้วใจที่พองบานก็เหี่ยวฟุบเลย ก็รสชาติเหมือนน้ำดองผลไม้บ้านเราดีดีนั่นเอง กึ๋ยส์..กึ๋ยส์.. ก็ได้มาขวดนึง สูงประมาณคืบเอาใส่กระเป๋าถือกลับบ้านได้สบาย (แน่ะยังจะเอาของเค้าอีก…. ) หนังสือนิตยสารที่อ่านบนเครื่องบินถ้าชอบใจก็เอากลับบ้านได้ อย่างน้อยมีรูปสวยๆเอาไปให้ลูกหลานตัดติดรายงานส่งครูก็ยังได้แหะๆ) คนอ้วนถ้าคิดจะนั่งสายการบินนี้ กรุณาซื้อตั๋ว ชั้นพิเศษที่ราคาแพงสุด หรือตั๋วชั้นนักธุรกิจที่แพงรองลงมาจากชั้นพิเศษ ตั๋วชั้นประหยัดน่ะที่นั่งแคบ ใครแข้งขายาวก็คงลำบากหน่อยไม่รู้จะเหยียดขาไปไว้ที่ไหน แต่ถ้าทนได้ก็เอาเพราะไม่กี่ชั่วโมงเอง ขอชมตรงที่เก้าอี้สะอาด น่านั่ง มีคอมพิวเตอร์ให้เลือกจะฟังเพลง ดูหนัง หรือเล่นเกมก็ได้คนละ 1 เครื่องซึ่งฝังในพนังพิงเก้าอี้ด้านหน้า ใครไม่ดูก็ปิดเครื่องแล้วดูก้อนเมฆนอกหน้าต่าง หรือจะดูหน้าแอร์โฮสเตสไปพลางๆแก้เซ็งก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด






หน้าที่ 2 - ถึงแล้วหนอ....ฮ่องกง
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

เส้นทางบิน






สายการบินอามิเรตส์บินจากกรุงเทพฯมุ่งสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านภาคอีสาน ไต่เพดานบิน ขึ้นไปเรื่อยๆ มองลงมาเห็นแม่น้ำสายใหญ่ๆคดเคี้ยว เห็นทุ่งนา ถนน พอบินสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เห็นแต่ก้อนเมฆอยู่ใต้เครื่องบิน บินออกจากประเทศไทยตรงดิ่งผ่าน เวียดนาม ผ่านเมืองดานัง แล้วออกสู่ทะเลจีนใต้ ตอนนี้สูงจากพื้นดิน 37,000 ฟุต ความเร็ว 976 กม./ช.ม. บินไปเรื่อยๆ จนอยู่เหนือทะเลจีนตะวันออกจะถึงฮ่องกงแล้ว



ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นโรคชนิดหนึ่งที่กำลังฮือฮากันอยู่ตอนนี้ คือ “โรคคนจนบนเครื่องบิน” (Economy Class Syndrome) ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับคนโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดซึ่งถ้าช่วยไม่ทันถึงตายได้ เคยลงข่าวในหนังสือพิมพ์ที่คนอังกฤษเดินทางมายัง ออสเตรเลีย นั่งนานสิบกว่าชั่วโมงในเครื่องบินชั้นประหยัดแล้วเสียชีวิต โรคนี้เกิดจาก ลิ่มในหลอดโลหิตดำปิดกั้นการไหลเวียนของโลหิตบางส่วนที่ส่งไปเลี้ยงปอด ทำให้เป็นอันตรายถึงตายได้ ลิ่มเลือดนี้เกิดจากการนั่งนานๆโดยไม่ลุกเดินไปไหน ทำให้เลือดในหลอดโลหิตดำบริเวณขาจับตัวเกาะกันเป็นลิ่ม ปัจจุบันนี้ทางการแพทย์ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องเป็นผู้โดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดเท่านั้นที่มีสิทธ์เป็นโรคนี้ จะนั่งชั้นธุรกิจ ชั้นพิเศษ หรือยานพาหนะใดๆก็ตามที่คับแคบและนานๆก็มีสิทธ์เป็นโรคนี้ได้เช่นกัน อาการของโรคเริ่มต้นก็ปวดเมื่อยน่องข้างใดข้างหนึ่ง กล้ามเนื้อน่องจะเกร็ง กระดกเท้าจะปวด ต่อมาขาจะบวมและร้อน บางคนมีอาการหอบ เจ็บหน้าอก เหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ ถ้าตรวจแล้วว่าใช่ก็ต้องรักษาด้วยยาลดความข้นของเลือด บางกรณีถึงกับต้องผ่าตัด ดังนั้นถ้าขึ้นเครื่องบินที่ใช้เวลาบินนานๆจะต้องระมัดระวังตัว เช่น ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ลดเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ กินแต่พวกอาหารว่าง ลุกขึ้นเดินบ่อยๆ เปลี่ยนท่านั่ง ขยับ ข้อเท้า กระดิกเท้า บิดคอ แอ่นซ้าย แอ่นขวา หรืออะไรก็ได้ที่เห็นสมควรกับตัวท่าน อย่างไรก็ตามถ้าท่านมีประวัติเลือดจับตัวเป็นก้อน ก่อนเดินทางไกลให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเป็นดีที่สุด




เหยียบเกาลูน






ถึงสนามบินฮ่องกงซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ สนามบินนี้อยู่นอกเขตชุมชนห่างออกมามาก สนามบินติดกับทะเล มีเครื่องบินบินขึ้น-ลง ไม่ขาดสาย ที่นี่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ฮ่องกงนี้มีแค่พาสปอร์ตก็พอไม่ต้องมีวีซ่า ทุกคนที่เข้าคิวตรวจพาสปอร์ตก็มะมีปัญหาทั้งชายและหญิง ผ่านไปเรื่อยๆด้วยดี แต่พออาเฮียเห็นพาสปอร์ตจากไทยแลนด์ ก็เงยหน้าตวัดสายตาตี่ๆมาที่คนไทยหน้าเหลืองคนนี้แล้ว ก็เปิดฉากใต่ถามทันทีหลายประโยค รัวมาเป็นชุดๆเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงจีนแมนดาริน (ฟังยากชมัด) ตอบไปแล้ว ก็ดูทีท่าอาเฮียยังไม่แน่ใจ ระแวงสงสัยอยู่ จึงต้องควักตั๋วเครื่องบินไป-กลับ และตั๋วที่พักโรงแรมในเกาลูนให้อาเฮียดูเป็นหลักฐานยืนยัน อาเฮียจึงปล่อยให้ผ่านไปได้ โหย….ใจหายโม๊ด..นี่คงเป็นผลพวงของพี่ไทยที่เข้ามาประกอบอาชีพมิดีมิร้ายรุ่นก่อนๆทิ้งไว้ หญิงไทยที่เข้าฮ่องกงรุ่นหลังๆนี่จึงถูกซักไซ้ไล่เลียง ถูกระแวงสงสัยมากเป็นพิเศษ เฮ้อ..สวัสดีฮ่องกง







รถไฟด่วนเอกซ์เพรส(Express)






ก่อนออกจากสนามบินพร้อมกับถูลู่ถูกังกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มีปัญหาว่าจะไปโรงแรมรามาดาโฮเต็ลยังไง เห็นคนโดยสารที่มาพร้อมๆกันออกประตูไหนก็ออกตามเค้ามา เจอแผ่นป้ายแผนที่อยู่ข้างฝาผนังแผ่นเบ้อเร่อ เป็นแผนที่เส้นทางรถไฟด่วนไปเกาลูนและฮ่องกง ซึ่งมีภาษาจีนและภาษาอังกฤษเขียนกำกับแต่ละแห่งอยู่ พอรู้เส้นทางแล้ว เดินออกมาซื้อตั๋วรถไฟด่วน ค่าตั๋วไปกลับ 140 ดอลลาร์ (840 บาท) รักษาตั๋วให้ดีใช้กับเครื่องเข้า-ออกสถานี รถไฟด่วนเป็นรถไฟฟ้าที่แล่นเร็วมากสมชื่อ กระเป๋าใบใหญ่ห้ามวางบนเก้าอี้นั่ง ให้วางไว้ใต้เก้าอี้หรือวางไว้บนแท่นข้างทางขึ้นลง รถไฟด่วนแล่นออกจากเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบิน มาถึงเกาะลันตูมุ่งสู่เกาะซิงยี่ สถานีแรกที่จอดคือสถานีซิงยี่ (Tsing Yi) ใช้เวลามาถึงสถานีนี้ 8 นาที หลังจากนั้นข้ามทะเลอีกมุ่งสู่ผืนแผ่นดินเกาลูน ซึ่งเป็นสถานี เกาลูนที่เราจะลง ใช้เวลาเดินทางจากซิงยี่มาอีก 12 นาที ส่วนสถานีสุดท้ายของรถไฟด่วนคือฮ่องกง ตอนนี้มองออกไปข้างทางก็มืดแล้ว บางครั้งเห็นเป็นอาคารสูงๆมีแสงไฟแต่อยู่ห่างออกไป บางครั้งเหมือนกับรถกำลังลอดอุโมงเพราะมืดทึบทั้ง 2 ข้าง ดู 2 ข้างทางไปเรื่อยๆ บ้านเมืองเค้าพื้นที่สูงๆต่ำๆสลับกันไปมา ในที่สุดถึงสถานีเกาลูน ต้องต่อแท็กซี่เข้าไปในย่านชุมชนไปสู่ที่พักอีกทอดนึง






หน้าที่ 3 - ที่พัก....ฮ่องกง ยามราตรี
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ที่พัก






แท็กซี่พามายังที่พัก เสียค่าแท็กซี่ 50 ดอลลาร์ฮ่องกง (300 บาท) แท็กซี่ที่นี่พอขึ้นนั่งปั๊บ โชเฟอร์กดมิเตอร์ 15 ดอลลาร์ทันที (90 บาท) พอถึงปลายทางไม่ใช่จะจ่ายค่าแท็กซี่ตรงตามตัวเลขมิเตอร์ ต้องบวกค่ากระเป๋าเดินทางเพิ่มเข้าไปอีกแน่ะ ตอนนั่งในแท็กซี่โชเฟอร์ก็บอกสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ก็พูดอังกฤษสำเนียงจีน (ฟังมะค่อยรู้เรื่องอ่ะ เดาเอาบ้าง) พอรู้ว่าผู้โดยสารมาจากเมืองไทย ก็รีบพูดเลยว่า “ซาส์-หวัด-ลี-คาบบบ” แหะๆ..น่าร๊ากจิงจิ๊ง..ถ้าจะให้ดีก็ลดค่าโดยสารให้อั๊วดีกว่าน่า..เข้าโรงแรมรามาดาโฮเต็ล ต้องกรอกขื่อเสียงเรียงนาม ที่อยู่ และต้องเสียค่าประกันอีก 300 ดอลลาร์ฮ่องกง (1,800 บาท) โน่น..ได้ห้อง ชั้น 7 ทั้งหมดมี 17 ชั้น 205 ห้อง เข้าไปในห้อง เอ๋..ทำมะรายแคบอย่างนี้หว่า มีเตียงเดี่ยว 2 เตียง โต๊ะเครื่องแป้งเล็กๆ โต๊ะหัวเตียงวางโทรศัพท์ ตู้เย็น ทีวี ตู้ใส่เสื้อผ้า โต๊ะวางของ 1 ตัว ห้องน้ำ เก้าอี้นั่งไม่มี จะต้องนั่งบนเตียงแทน ช่องทาง-เดินมีให้เดินนิดเดียว ก็เอาละวะ ก็มานอนแค่ 4 คืนเอง มะเป็นหยังดอก เตรียมลุยฮ่องกงดีฝ่า




ฮ่องกงยามราตรี






เก็บข้าวของเสร็จ ออกมากินข้าวและเที่ยวชมฮ่องกงในเวลาเข้าไต้เข้าไฟไม่ให้เสียเวลา เคยได้ยินคำเล่าลือมาก่อนว่า ชีวิตยามราตรีของคนฮ่องกงนั้นคึกคักตลอดเวลา มีร้านรวง ขายอาหาร ขายของที่ระลึก มีห้างสรรพสินค้ามากมาย มีแท็กซี่และรถบัสโดยสารวิ่งบริการตลอดคืน มีผู้โดยสารใช้บริการกันคับคั่ง มีบาร์ มีไนท์คลับ มีผับ เปิดต้อนรับคนกลางคืน จนมีบางคนกล่าวว่าฮ่องกงเป็นเมืองที่ไม่รู้จักหลับนั้น จริงหรือเปล่าหนอ เอาละเราจะต้องหาคำตอบให้ได้ ออกจากประตูโรงแรม เพิ่งสัมผัสกับอากาศของฮ่องกงจริงๆก็ครั้งนี้ อากาศจะเย็น มีลมทะเลพัดเข้ามา รำๆจะขึ้นไปเอาเสื้อกันหนาวที่ห้องพักก็ขี้เกียจขึ้นไปเลยตัดใจเดินหน้าต่อ ทางเท้าทั้ง 2 ฟากมีผู้คนเดินกันคึกๆเดินกันเร็วๆไม่มีใครทอดน่องอย่างบ้านเรา สังเกตจากการแต่งกายแล้วมีทั้งคนในฮ่องกงและนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะใส่เสื้อแขนยาวคลุมทับเสื้อตัวใน หรือใส่เสื้อยืดแขนยาวตัวเดียวและใส่กางเกงขายาว ในย่านชุมชนนี้จะเป็นแหล่งทั้งช็อปปิ้ง ท่าเรือ ศูนย์วัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ ศูนย์คมนาคม แหล่งอาหาร ย่านบันเทิง ใช้เท้าเดินทั้งนั้น เส้นทางทะลุถึงกันหมด เดินดูร้านรวงขายเครื่องไฟฟ้า ขายเสื้อผ้า ขายเครื่องสำอาง ขายเครื่องประดับ ขายรองเท้า ขายกระเป๋า ฯลฯ สว่างไสวด้วยแสงสี ไฟฟ้า คนเข้า-ออกร้านโน้นร้านนี้กันพลุกพล่าน มีแต่คนหนุ่มสาว และ วัยทำงาน ส่วนคนแก่ๆจะไม่เห็น รถราก็ขับกันเร็วทั้งรถบัส 2 ชั้นและรถแท็กซี่ รถเก๋งส่วนตัวมีน้อยเพราะบ้านไม่มีที่จอดรถ



เสร็จเดินสำรวจต่อไป ยัง ..ยัง..ไม่ซื้อข้าวของน่ะ มีเวลาอีกตั้ง 3 วัน เดินมาเจอร้านขายผลไม้ก็เป็นห้องเล็กๆ มีผลไม้ขายหลายอย่าง น้อยโหน่ง มังคุด ส้ม (ชนิดส้มจีนเปลือกสีส้ม) องุ่นลูกใหญ่สีม่วง สาลี่ แอปเปิล เหลือบดูราคามะม่วงสุกเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ลูกขนาดย่อมๆเทียบเป็นเงินไทยก็ลูกละ 70 กว่าบาท ต๊กกะใจ…กลับไปกินที่เมืองไทยดีกว่า






หน้าที่ 4 - ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ภูมิประเทศ






ภูมิประเทศของฮ่องกง ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา พื้นที่จะสูงๆต่ำๆ ที่เรียกฮ่องกงนั้นจะรวม พื้นที่ของตัวเกาะฮ่องกง พื้นที่เกาลูน และเขต “นิวเทอร์ริทอรี่ส์”ที่อยู่เหนือเกาลูนเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นที่บอกกันว่าไปเที่ยวฮ่องกงนั้นก็คือไปในเขตเกาลูนและเกาะฮ่องกง บางคนก็ไปที่เกาะมาเก๊าด้วยเพื่อไปเล่นการพนัน เนื่องจากพื้นที่สูงๆต่ำๆจึงสร้างอาคารสถานที่ตามลักษณะภูมิประเทศ บนยอดเขาก็ยังเห็นมีอาคารสูงๆเต็มไปหมด ถนนก็สูงต่ำเป็นแห่งๆ ใช้เท้าเดินไปทั่วๆเดี๋ยวก็จำถนนหนทางได้ เพราะย่านชุมชนในเกาลูนนั้นมีอยู่กระจุกนึงซึ่งมารวมกันอยู่ทางใต้ของเกาลูน ก็ติดกับทะเล ส่วนเกาะฮ่องกงนั้นอยู่ตรงข้ามกับย่านชุมชนของเกาลูน เป็นเกาะที่แหล่งความเจริญมารวมกันอยู่ทางเหนือของเกาะ ก็เป็นอันว่าทั้งเกาลูนและฮ่องกงก็ประจันหน้ากันอยู่ มีทะเลคั่นเท่านั้นเอง







ภูมิอากาศ






อากาศในฮ่องกงจะเย็น เพราะอยู่ละติจูดสูงกว่าเมืองไทย ถ้าไปเที่ยวช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนอากาศเย็นกำลังดี อุณหภูมิแต่ละวัน 20-25 องศาเซลเซียส จะเตรียมเสื้อ แจ็คเกต ชนิดที่ไม่หนามากไปก็ดี หรือจะเป็นเสื้อสูทสปอร์ตก็ได้ ไม่ควรเอาเสื้อไหมพรมหนา เสื้อแจ็คเก็ตอย่างหนา หรือเสื้อโค้ทหนาๆไป เป็นภาระในการหอบหิ้วมากกว่า ไม่ได้ใช้หรอก เสื้อผ้าที่ใช้ใส่ในแต่ละวันก็ควรเป็นแบบธรรมดา ใส่สบายๆ เป็นเสื้อยืดก็ได้ ถ้าไปเที่ยวก็ไม่ควรเอาชุดสูทใหญ่หรือเสื้อผ้าไหม หรือชุดไทยไป ให้จัดเสื้อผ้าและกางเกง ชุดชั้นในไปให้ครบวัน ไม่ควรซักเมื่ออยู่ที่นั่นเพราะไม่มีที่ตากและไม่มีแดด อากาศก็ไม่ร้อนอย่างเมืองไทยตากสามวันก็ไม่แห้ง ช่วง 2วันแรกที่อยู่ฮ่องกงจะไม่เห็นแดดเลย แต่ท้องฟ้าก็สว่าง วันที่3 และ 4 ถึงจะมีแสงแดดให้เห็น แต่เป็นแสงอ่อนๆ ไม่ร้อนเปรี้ยงอย่างเมืองไทย มิน่า…. ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมคนฮ่องกงจึงไม่มีสิวไม่มีฝ้า หรือหน้ากระด่างกระดำ ผิวพรรณหน้าตาของคนฮ่องกงจะขาวสะอาด ยิ่งเป็นผิวเด็กและวัยรุ่นแล้วละก็ขาวใสเหมือนกระเบื้องเนื้อดีทีเดียว (ครีมแก้สิวแก้ฝ้าเอากลับไปขายที่เมืองไทยเหอะลูกพี่)


ที่อยู่อาศัย






ฮ่องกงมีพื้นที่เพียง 410 ตารางไมล์ แต่มีผู้คนมากถึง 8 ล้านคน จึงมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ดังนั้นอาคารที่พักอาศัยจะเป็นตึกสูงๆ20-30 ชั้นขึ้นไป ตึกแบบเก่าจะเป็นเหมือนรังนกพิราบ คือเป็นตึกสูงลักษณะของตึกและประตูหน้าต่างจะเหมือนกันหมด ส่วนตึกใหม่จะเป็นตึกที่เป็นกระจกทั้งหลัง ซึ่งจะเป็นห้างสรรพสินค้าและสำนักงานต่างๆ อย่าไปมองหาบ้านเป็นหลังๆที่มีสนามหญ้าหรือมีโรงรถอย่างเมืองไทยให้เมื่อยคอ (มะมีหรอก) พื้นที่ในฮ่องกงต้องทำประโยชน์ทุกตารางนิ้วเจ้าค่ะ ยิ่งเกาะฮ่องกงจะมีตึกสูงๆแบบสมัยใหม่หนาแน่นมาก ยามราตรีอยู่ฝั่งเกาลูนมองไปยังเกาะฮ่องกง อื้อฮือ…เหมือนภาพวาดในโปสการ์ด สวยจริงๆ จะเห็นตึกทั้งหมดสวยงามด้วยแสงไฟ แสงสี ประดับประดาด้วยไฟสีต่างๆ บนหลังคาตึกจะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษยี่ห้อเครื่องไฟฟ้าที่ดังๆหลายยี่ห้อในเมืองไทยเป็นให้เห็นเป็นแสงสีโดดเด่นชัดเจน นักท่องเที่ยวจะมาถ่ายรูปกันที่นี่ไว้เป็นที่ระลึก อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีตึกสูงๆเป็นที่อยู่อาศัยของคนฮ่องกง แต่ก็ยังเห็นมีคนไร้ที่อยู่นอนตามหน้าร้านขายของ ห่มด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์และกล่องกระดาษ และขอทานเป็นอาซิ้มแก่ๆ ที่ปักหลักขอทานอยู่ตรงทางลงไปยังสถานีรถไฟใต้ดินให้เห็นด้วย



ที่พักนักท่องเที่ยว






ในเกาลูนมีที่พักสำหรับคนต่างชาติที่เข้ามาในฮ่องกงมากมาย โรงแรมหลายแห่งที่โด่งดังมากจะถูกแสดงที่ตั้งไว้ในแผนที่ท่องเที่ยวด้วยตัวอักษรตัวโตๆ ราคาก็แตกต่างกันไปตามสภาพของห้องและความดังของโรงแรม ถนนสายใหญ่ในเกาลูนมีสายเดียวคือ ถนนนาธาน ซึ่งจะมีโรงแรมหลายแห่งตั้งอยู่บนถนนสายนี้ ส่วนถนนรอบๆถนนนาธานก็มีโรงแรมอีกมากมาย เดินดูร้านรวงบ้านเมืองเค้าไปเรื่อยๆก็จะเจอโรงแรมทุกถนน อยากรู้ว่าโรงแรมไหนตั้งอยู่ที่ใดก็ดูจากแผนที่ได้ (ตรงทางออกสนามบินที่จะไปซื้อตั๋วรถไฟด่วน Express ก็มีแจกแผ่นพับแนะนำฮ่องกงหลากหลายรูปแบบ แผนที่ก็มี มีทั้งภาษาจีนภาษาอังกฤษ จะหยิบเอากี่แผ่นก็ไม่มีใครว่า) ลิ้นชักในห้องพักในโรงแรมน่ะเปิดดูเถอะจะเจอแผ่นพับเป็นแผนที่ของเกาลูนและฮ่องกง ละเอียดมากมีถนนทุกเส้น ตรอกซอกซอยทุกแห่ง ที่ตั้งโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ท่าเรือ สถานีรถไฟ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีแผ่นพับแนะนำร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ฯลฯ มีทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาจีนเลือกอ่านได้ตามถนัด

หน้าที่ 5 - การคมนาคม
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

การคมนาคม,การจราจร






การคมนาคมมีทั้งใต้ดิน (อุโมงค์) บนดิน และทางเรือ






ทางอุโมงค์






จะเป็นอุโมงรถไฟลอดใต้ทะเล ซึ่งอยู่ระหว่างเกาลูนกับฮ่องกง จากเกาลูนจะไปฮ่องกงถ้าไปทางรถไฟใต้ดินต้องลงอุโมงค์ที่สถานีซิม ซา สุย (Tsim Sha Tsui) ซึ่งมีทางลงหลายจุด ในสถานีรถไฟใต้ดินกว้างขวาง สะอาด โล่งโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี ตอนขุด



อุโมงค์ ต้องใช้เทคโนโลยีสูงมาก คงยากลำบากและหมดเงินไปมาก ในอุโมงค์มีคนใช้บริการรถไฟใต้ดินมาก เดินกันอย่างเร่งรีบขวักไขว่ มีป้ายแผนที่แสดงทางเส้นทางรถไฟให้ดู มีตู้ขายตั๋วอัตโนมัติเป็นชุด ชุดนึงก็นับสิบตู้ มีอยู่หลายจุดแม้คนใช้บริการมากก็ไม่ถึงกับเข้าคิวซื้อ ราคาตั๋วไปฮ่องกงก็ 9 ดอลลาร์ (54 บาท) ซึ่งใช้เข้า-ออกสถานี ในรถไฟใต้ดินแต่ละตู้จะมีที่นั่งแถวเดียวนั่งได้4-5 คน นอกนั้นต้องยืนเกาะราว ทุกตู้คนจะแน่น ไม่มีใครพูดคุยกันในรถไฟ แต่ละคนจะเงียบและทำสีหน้าครุ่นคิด (ใครอย่าทำซ่าทำเสียงดังเป็นอันขาดเชียว) ยืนเกาะราวแค่แป๊บเดียวไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงสถานีที่ต้องลงแล้ว เป็นสถานีแรกซะด้วย












รถแท็กซี่ในฮ่องกง



จะเป็นรถเก๋งสีเดียวกันหมดทุกคัน คือสีแดง สภาพใหม่ทุกคัน เป็นมันวับ ดอกยางก็ไม่สึก ไม่มีฝุ่นเขลอะ เจ้าของรักษารถได้ดีมาก สะอาด น่านั่ง เสียแต่ว่าค่าโดยสารราคาแพง ขึ้นไปนั่งปุ๊บโชเฟอร์กดมิเตอร์ 15 ดอลลาร์ทันที (90 บาท)



รถเมล์หรือรถบัสในฮ่องกง






จะเป็นรถแบบ 2 ชั้น คนขับใส่เครื่องแบบซะเก๋เชียว จะทำหน้าที่ทั้งโชเฟอร์และกระเป๋ารถเมล์ไปในตัว คนขึ้นรถเมล์ต้องเตรียมเงินเหรียญให้พอดีกับค่าโดยสาร พอขึ้นไปแล้วก็หยอดเหรียญลงในกล่อง อย่างนี้ไม่ต้องจ้างกระเป๋ารถเมล์ ไม่ต้องจ้างนายตรวจ ไม่ต้องเสียเงินค่าพิมพ์ตัวรถเมล์ บ้านเมืองก็ไม่ต้องสกปรกเพราะทิ้งตั๋วรถเมล์ และเป็นการประหยัดเนื้อที่จราจรไปตั้งเยอะ รถเมล์ 2 ชั้นนี้แต่ละคันสภาพดี ดูใหม่ทุกคัน คนโดยสารที่จะนั่ง ชั้นบนชมทิวทัศน์ต้องขึ้นบันไดเวียน คนอ้วนหรือคนแก่อย่าคิดอยากจะนั่งชั้นบนเลย เพราะบันไดเวียนที่อยู่ข้างหลังคนขับมีขั้นบันไดเล็กมาก แต่ละขั้นกว้างเท่าฝ่ามือเอง


หน้าที่ 6 - การคมนาคม2
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


เรือข้ามเกาะ






ทั้งในเกาลูนและเกาะฮ่องกงจะมีท่าเรืออยู่ มีบริการข้ามฟากตลอดวัน(แต่จะตลอดคืนรึเปล่าอันนี้ข้าน้อยบ่ฮู้เน้อ) ท่าเรืออยู่ในย่านชุมชน เดินๆดูร้านรวงไปเดี๋ยวก็ถึง ใครจะไปลงท่าไหนก็อ่านที่เค้าเขียนเป็นป้ายไว้ ราคาโดยสารถูกมากจากท่าเรือซิมซาสุยในเกาลูนไปลงที่เซ็นทรัลดีสทริคท์ในเกาะฮ่องกงเพียง 2 ดอลลาร์กว่าๆ ทั้งไปและกลับไม่เกิน 5 ดอลลาร์ (ไม่เกิน30 บาท) ทั้งฮ่องกงและเกาลูนห่างกันไม่กี่กิโลเมตร อยู่ฝั่งเกาลูนยังมองเห็นรถแล่นที่ฝั่งฮ่องกงชัดเจนมาก เรือที่ข้ามเกาะนี้เป็นเรือโดยสารที่บรรจุคนได้เป็นร้อย มีที่นั่งทั้ง ชั้นบนและชั้นล่าง ใช้เวลาข้ามฟากไม่เกิน 5 นาที (ใครที่ชอบเมาในวัตถุ เช่น เมารถ



เมาเรือ กรณีข้ามฟากนี้มะต้องกลัวว่าจะมีอาการกำเริบ เพราะมะมีคลื่นลูกใหญ่ทำให้เรือโคลงเคลงได้ มีแค่คลื่นลูกเล็กเล็กพองาม เพื่อให้รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในเรือที่แล่นในทะเล ไม่ใช่เรือที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่รังสิตนะยะหล่อน) สำหรับคนที่ต้องการเอารถยนต์ข้ามไปด้วยก็ต้องใช้บริการเรือเฟอรี่ นี่ลำจะใหญ่มหึมา ท่าเรือก็อยู่ใกล้ๆกัน ค่าบริการก็ต้องแพงไปตามนั้น



สำหรับรถจักรยาน






คนฮ่องกงไม่เอามาใช้ให้เห็น (อาจจะมีใช้ตามชนบทที่ห่างไกลออกไปก็เป็นได้) แต่สายตาก็ยังเหลือบแลให้เห็น 2-3 คันที่ใช้ส่งของในซอย รถถีบชนิดนี้จะเป็นชนิดรถถีบลุงโกร่งของบ้านเรา ที่คันใหญ่ๆ โย่งๆ ท้ายรถมีแท่นวางของขนาดใหญ่อยู่ด้วย ส่วนรถมอเตอร์ไซค์นั้น มะเห็นคนเอามาใช้ในท้องถนนเป็นล่ำเป็นสันอย่างเมืองไทย เห็นจอดชิดทางเท้าแค่ 1-2 คันซึ่งจะเป็นรถยี่ห้อเวสป้าเท่านั้น รถมอเตอร์ไซค์ผู้ชายคันใหญ่ๆก็มีแต่เห็นจอดอยู่บริเวณที่ให้จอดรถ 5-6 คัน มีผ้าคลุมรถทุกคัน (พูดถึงรถก็อยากจะบอกว่าที่ ฮ่องกงรถปิคอัพที่ขับกันในเมืองไทยหลายหลากยี่ห้อนั้น มะเห็นมีใช้ที่นี่ รถเก๋งส่วนตัวก็มีใช้กันเพียงนิ๊ดนึง คนที่นี่จะใช้บริการรถไฟใต้ดินและรถบัสเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้นึกได้ว่าไม่เห็นร้านโชว์รูมรถที่ต้องใช้พื้นที่มากๆอย่างในเมืองไทยมีที่ฮ่องกงเลยซักแห่งเดียวและร้านขายรถมอเตอร์ไซค์ก็มะมีเหมือนกัน)


สะพานลอยกับการเดินข้ามถนน






ฮ่องกงในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมาก ดังนั้นในย่านชุมชนจะมีคนเดินดูบ้านเมือง ดูความเจริญและช็อปปิ้งกับขวักไขว่ ทางฮ่องกงจึงได้สร้างสะพานลอยเชื่อมถนนไว้ตามแยกต่างๆให้คนข้ามไปมาได้สะดวก นอกจากนี้ตามถนนต่างๆยังมีทางม้าลายให้คนข้าม คน จะข้ามได้ต้องดูสัญญาณไฟเขียวที่เป็นรูปคนเดิน (เมืองไทยก็มี) และจะมีเสียง



แต๊ก ๆ ๆๆๆๆๆๆ ถี่ๆเร็วๆเป็นสัญญาณให้คนรีบเดินข้ามถนนโดยเร็ว ถ้าห้ามคนข้ามก็จะเป็นไฟแดง เป็นรูปกากบาทสีแดงทับรูปคนเดิน อย่างไรก็ตามยังมีคนฝ่าฝืนเดินข้ามอยู่ดี มี ให้เห็นทุกครั้ง เอ…นิสัยเหมือนคนประเทศไหนนะ..คุ้นๆ………….แต่คิดไม่ออกอ่ะ………ตุเลง ตุเลง ตุเลง


หน้าที่ 7 - วัยรุ่นฮ่องกง......ชอปปิ้ง
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
การแต่งกาย,วัยรุ่น






เนื่องจากฮ่องกงมีอากาศเย็น ดังนั้นคนฮ่องกงจะแต่งกายมิดชิดทั้งหญิงและชาย คนทำงานถ้าเป็นผู้หญิงจะใส่กระโปรงยาวคลุมเข่า มีเสื้อแขนยาวตัวนอกคลุมทับเสื้อตัวใน ส่วนผู้ชายจะใส่สูทผูกไทด์ ที่แต่งตัวไม่เรียบร้อยก็คนทำงานในร้านอาหารเล็กๆ หรือเด็กรับจ้างยกของ แบกของ ซึ่งนอกจากจะแต่งตัวดูไม่ค่อยสะอาดแล้วยังไปย้อมผม โกรกผมให้เป็นสี เช่น สีทอง สีน้ำตาลแดง และสีเปลือกข้าวโพดต้ม ( ความเป็นมันเลื่อมของเส้นผมหายไปดูแล้วหยาบกระด้าง เหมือนกาบมะพร้าวไม่มีผิด ทรงผมก็รุงรังไม่เข้ารูปเข้าทรง มองไกลๆแล้วคิดว่า .เอ๊ะ..…นั่นแมงอะไร หรือตัวอะไรน่ะ ในเมืองไทยก็มีให้เห็นเยอะ ยิ่งตอนปิดเทอมก็ยิ่งชุกชุม ไม่ต้องดูที่อื่น ใกล้ๆตัวนี่ก็มีให้เห็น ห้ามแล้วก็บ่ฟัง) นักท่องเที่ยวที่เป็นเสือสิงห์กระทิงแรดที่ไปฮ่องกงแล้วอยากจะเห็นหมวยใส่เสื้อสายเดี่ยว เอวลอย วับๆแวมๆ



เสื้อคอลึกๆหรือโป๊ๆ เป็นอาหารตาน่ะ ฮะฮ้า…..เมินซะเถอะท่านพี่ มะมีทางจะได้เห็นหร๊อก หมวยเค้าจะใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวมิดชิดเจ้าค่ะ เด็กๆและวัยรุ่นหน้าตาผิวพรรณขาวสะอาด ไร้สิวผ้า ปากแดงจิ้มลิ้ม เดินเหิรคล่องแคล่วว่องไว เด็กเล็กๆพูดภาษาอังกฤษได้พอๆกับภาษาจีน ส่วนคนแก่คนเฒ่านั้นไม่เห็นออกมาเดินนอกบ้าน คงพักผ่อนอยู่ในบ้านซะมากกว่า


ห้างสรรพสินค้า






นักท่องเที่ยวมาฮ่องกงมีจุดประสงค์ใหญ่ 2 ประการ ประการแรกมาเพื่อดูความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ประการที่สองคือมาช็อปปิ้ง(บางคนอาจจะมีประการที่ 3 คือมาเล่นการพนันที่มาเก๊า) แต่ในที่นี้จะพูดถึงห้างสรรพสินค้าและสินค้าในฮ่องกงเท่านั้น



ฮ่องกงเป็นเมืองที่รัฐบาลจีนมีนโยบายให้ชาวต่างชาติไปซื้อของราคาถูก จึงมีร้านค้าใหญ่ๆมากมาย มีสินค้ามาจากประเทศจีนและส่งมาขายจากประเทศอื่นๆ (ระวังจะซื้อสินค้าเมืองไทยกลับบ้านนะจ๊ะ) สินค้าที่ราคาถูกนั้นจะมีเครื่องไฟฟ้าทุกชนิดทุกยี่ห้อ กล้องถ่ายรูป เครื่องคิดเลข ของเล่นเด็ก แต่ประเภทเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มนั้นในเมืองไทยราคาถูกกว่ากันมาก (กลับมาซื้อเมืองไทยดีกว่า แถวประตูน้ำ บางลำพู สำเพ็ง โบ้เบ้ แบบทันสมัยกว่า มีให้เลือกหลากหลายทั้งสีสันและรูปแบบ ที่สำคัญราคาถูกกว่าที่ฮ่องกงหลายสิบเท่าทีเดียว)



ห้างสรรพสินค้าที่นักท่องเที่ยวไปช็อปปิ้งกันนั้นจะอยู่ที่เกาลูนตอนใต้ก็ย่านชุมชนที่กล่าวมา ถนนสายใหญ่มีเพียงสายเดียวคือ ถนนนาธาน นอกนั้นก็เป็นถนนสายเล็ก ถนนเหล่านี้จะมีร้านค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆตั้งอยู่ ตึงสูงๆที่เป็นห้างสรรพสินค้านั้นจะเต็มไปด้วย ร้านรวงมากมาย สินค้าต่างๆในร้านจะจัดเป็นระเบียบ ที่หน้าร้านมีวินโดว์โชว์ที่เอาสินค้ามาวางโชว์ให้ดู สินค้าที่วางขายมีเครื่องประดับรูปแบบต่างๆทั้งเป็นไข่มุก ทองคำ เงิน หยก เครื่องสำอาง เสื้อผ้า เครื่องไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องแกะสลักของจีน ของเล่นเด็ก ฯลฯ



สินค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น ชาจีน เห็ดหอม ผ้าไหม ไข่มุก หยก โสม เหล่านี้ให้ระวังของปลอมด้วย




ไข่มุก






จากการสังเกต ร้านค้าในฮ่องกงจะมีการขายสินค้าชนิดหนึ่งทั่วทุกหนแห่ง คือ ไข่มุก ซึ่งจะทำเป็นต่างหู สร้อย หัวแหวน เข็มกลัด มีทั้งเม็ดเดี่ยวและเป็นพวง เพ่งดูราคาต้องถอยดีกว่า เพราะราคาแพงมาก ยิ่งเป็นมุกแท้จากธรรมชาติราคายิ่งหนักขึ้นไปอีก ถึงแม้มีเงินซื้อก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ของแท้หรือเปล่าต้องมานั่งทุกข์ใจอีก






ไข่มุกเกิดจากหอยชนิดต่างๆทั้งหอยกาบคู่และหอยกาบเดี่ยว ส่วนใหญ่ได้มาจากหอยมุก กาบคู่ หอยจะต้องมีอายุ 2-3 ปีขึ้นไปจึงจะเริ่มมีไข่มุก และใช้เวลาอีก 3 ปีขึ้นไปไข่มุกจึงจะโตใช้ได้ ไข่มุกที่ได้จากธรรมชาตินี้จะมีราคาแพงที่สุด ปัจจุบันนี้จะมีมุกเลี้ยง ไข่มุกเลี้ยงจะมีลักษณะกลมมากกว่าไข่มุกจากธรรมชาติ เพราะคนเลี้ยงสามารถกำหนดขนาดและรูปทรงของวัตถุที่ใส่ลงไปในตัวหอยได้ ประเทศที่เลี้ยงหอยมุกได้สำเร็จเป็นประเทศแรกคือ จีน แต่ปัจจุบันนี้ประเทศญี่ปุ่นแซงหน้าเป็นอันดับที่ 1 แล้ว ไข่มุกในน้ำจืดก็มีแต่มีขนาดและรูปทรงไม่สวยเพราะน้ำขุ่น จึงใช้ประโยชน์เข้าเครื่องยาเท่านั้น ไข่มุกที่ดีควรมีลักษณะค่อนข้างกลม ผิวเรียบและเงางาม มีความแข็ง มีแสงสะท้อนแวววาวสวย สีที่นิยมคือสีเงิน ไข่มุกถ้าใช้ไปนานๆสีจะเปลี่ยนเพราะเกิดจากไขมัน เหงื่อไคลและกรดที่เกิดจากร่างกายผู้ใช้ หลังจากใช้ทุกครั้งควรทำความสะอาด โดนจุ่มลงในน้ำสะบู่อ่อน แกว่งไปมาเร็วๆแล้วจุ่มลงในน้ำสะอาดอีกครั้ง เช็ดด้วยผ้านุ่มให้แห้งก่อนเก็บ เก็บในกล่องบุด้วยผ้านุ่มๆหรือสำลี ไม่ควรเก็บปนกับเครื่องประดับอย่างอื่น เพราะอาจทำให้ไข่มุกมีตำหนิได้ สำหรับไข่มุกเทียมที่ทำด้วยพลาสติก จะมีน้ำหนักเบา ไม่เงางามเท่าที่ควร ทุกเม็ดจะกลมเท่ากันหมด ไข่มุกที่หล่อด้วยสารเคมีจะมีความสวยงามกว่าเล็กน้อย การซื้อไข่มุกนั้นควรจะดูไข่มุกด้วยแสงสว่างตามธรรมชาติดีกว่าดูใต้แสงไฟฟ้า เพราะแสงไฟฟ้าช่วยให้ไข่มุกสวยขึ้นเป็นเงางามมากกว่าปกติ ดังนั้นผู้ซื้อควรคำนึงถึงข้อนี้ด้วย



ชาจีน






นับว่าเป็นของฝากที่ดีให้แก่ผู้อาวุโสหรือผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน ชาจีนมีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก เพราะชาจีนมีคุณภาพดี รสชาติดี บำรุงร่างกาย ละลายไขมัน แก้เลี่ยน แก้ร้อนใน ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ บำบัดอาการท้องผูกได้



การชงชาที่จะให้ได้คุณภาพต้องมีวิธีการชง น้ำร้อนที่ใช้ชงควรใช้น้ำร้อนที่พอเดือดเป็นฟองก็พอ (ไม่ต้องเดือดพล่าน) ความร้อนขนาดนี้จะทำให้สารในใบชาละลายออกมาได้เต็มที่ ได้น้ำชาเข้มข้น หอม ควรใช้เวลาในการชงแค่ 3-4 นาที ถ้าเกินกว่านี้ความหอมจะกระจายไปหมดและจะมีรสฝาด น้ำชาแก่จัดไม่ควรดื่ม จะมีคาเฟอีนมาก กระตุ้นประสาททำให้นอนไม่หลับ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เป็นโรคกระเพาะอาหาร และแม่ลูกอ่อนไม่ควรดื่มชาแก่ๆ จะทำให้เป็นอันตรายได้ และไม่ควรรับประทานยากับน้ำชา ทำให้การ ดูดซึมยาได้น้อย ไม่ควรดื่มชากับยากล่อมประสาท ยานอนหลับ และยาแก้ไอ






ก่อนจะยุติในหัวข้อเรื่องห้างสรรพสินค้าและสินค้าในฮ่องกง ขอแถมให้อีกนิดโดยผู้เขียนไม่ได้ผลประโยชน์หรือเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างใด คือท่านผู้ใดที่ไปฮ่องกงอยากจะดูเครื่องไฟฟ้าหรือถ้าพอใจก็อาจจะซื้อเลยนั้น นอกจากท่านจะเดินดูตามร้านต่างๆแล้ว ขอให้แวะร้านหนึ่งชื่อ “ร้านอากี” เป็นร้านคนจีนที่พูดภาษาไทยได้ (ร้านนี้อยู่ไม่ห่างจากมัสยิดของชาวอิสลาม มัสยิสตั้งอยู่บนถนนนาธาน) ตั้งอยู่บนถนนแฮมฟรีส์ ซึ่งเป็นถนนสายเล็กแยกจากถนน นาธาน เป็นร้านที่มีป้ายใหญ่ยื่นออกมาจากหน้าร้าน เขียนเป็นภาษาไทยตัวโตๆ ว่าร้านอากีอยู่ที่นี่ ขอต้อนรับชาวไทยทุกท่าน ทีนี่จำหน่ายเครื่องไฟฟ้าทุกชนิด ซีดี กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์ไฟฟ้า ฯลฯ เมื่อท่านเห็นป้ายแล้วเข้าไปในร้านได้เลยเป็นร้านเล็กๆ 1 คูหา แต่มีของขายเยอะ คนขายพูดภาษาไทยได้ 2-3 คนและมีเด็กรับจ้างมาช่วยอีก 2 คนซึ่งพูดภาษาไทยไม่ได้ อาเฮียจะตอบคำถามและแนะนำสินค้าเป็นภาษาไทย ราคาสินค้าต่อรองกันได้ สินค้าที่ซื้อแล้วควรขอใบเสร็จรับเงินด้วย ซึ่งร้านอากีนี้รับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าได้แม้ว่าท่านจะกลับเมืองไทยแล้ว ถ้าท่านไม่พอใจในสินค้านั้นเพียงแต่ฝากสินค้าชนิดนั้นกับใบเสร็จรับเงินมากับคนที่ไปฮ่องกง นอกจากนี้ท่านยังซักถามเรื่องอื่นๆในฮ่องกงได้ เช่นถามสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านโจ๊กที่อร่อย ปาท่องโก๋ที่น่ากิน อาหารชนิดที่ต้องการนั้นภาษาจีนเรียกว่าอย่างไร เช่น ก๋วยเตี๋ยว เรียกเป็นภาษาจีนว่า “หอฝัน” กาแฟ ต้องเรียกว่า “คาเฟย” เป็นต้น






ร้านอาหารและอาหารในฮ่องกง






ร้านอาหารและร้านค้าอื่นๆในฮ่องกงโดยทั่วไปจะเปิดตอนสายๆประมาณ 10 โมง ร้านอาหารที่เปิดขายก่อนก็มีประปรายเล็กน้อย สภาพร้านโดยทั่วไปจะเป็นร้านเล็กๆ โต๊ะมี ไม่เกิน 10 ชุด ประเภทกินเสร็จต้องรีบไปจะอ้อยอิ่งหรือคุยกันน้ำลายแตกฟองไม่ได้ หรือถ้าไปกินในช่วงที่ไม่มีโต๊ะว่าง คนเสิร์ฟ (ในฮ่องกงจะเป็นผู้ชายทั้งหมด) จะมองหาให้ โดยให้เราไปนั่งร่วมโต๊ะกับคนอื่นที่กำลังกินอยู่ ถ้าไปกันหลายคนก็จะต้องนั่งแยกกัน ต้องไป นั่งแทรกกับโต๊ะคนอื่นๆ ต่างคนต่างกินกันไป ในร้านอาหารจะมีทั้งนักท่องเที่ยวและคน ฮ่องกง ร้านอาหารจะมีคนเข้าออกตลอดเวลาไม่ว่าร้านไหนๆ อาจเป็นเพราะอย่างนี้ก็ได้จึงทำให้คนเสิร์ฟนำอาหารที่สั่งมาให้โดยวางแบบกระแทกกระทั้นใส่หน้าคนกิน จะกินหรือ ไม่กิน จะพอใจหรือไม่พอใจก็ไม่ง้อ ทำให้คิดถึงคนเสิร์ฟในเมืองไทยขึ้นมาจับใจ เรื่องความสุภาพอ่อนน้อม ไม่มีที่ไหนเกินคนไทยอีกแล้ว…..โอ…หลั่น..ล้า..







มาเมืองจีนกินอาหารจีนดีกว่า แต่ก็ต้องทำใจมองข้ามความสะอาดไปซะบ้าง อาหารแต่ละอย่างที่เอาไปเสิร์ฟนั้น ไม่มีการเอาใส่ในถาดแล้วยกถาดไปเสิร์ฟให้ลูกค้า คนเสิร์ฟจะ ถือจานอาหารหรือถ้วยอาหารเทิ่งๆไปให้ลูกค้าทันที แล้ววางบนโต๊ะต่อหน้าคนกินอย่างไม่ปรานีปราศรัย ใครตาดีๆอาจจะสังเกตเห็นหัวแม่มือคนเสิร์ฟจุ่มลงไปในถ้วยอาหารนั้นก็เป็นได้







ข้าวสวย ภาษาจีนเรียก หมี่ฟั่น



ก๋วยเตี๋ยว ภาษาจีนเรียก หอฝัน



ซาลาเปา (ไม่มีไส้) ภาษาจีนเรียก หมั่นโถว



น้ำชา 1 แก้ว ภาษาจีนเรียก อีเปย ฉา



กาแฟ 1 ถ้วย ภาษาจีนเรียก อีเปย คาเฟย



น้ำ 1 แก้ว ภาษาจีนเรียก อีเปย สุ่ย



แกงกะหรี่เนื้อ ภาษาจีนเรียก กาหลี หนิวโย่ว



เบียร์ ภาษาจีนเรียก ผีจิ่ว (อันนี้เรียกตลกดี)



บะหมี่ ภาษาอังกฤษเรียก นูดเดิลซ์ (noodles)



ปาท่องโก๋ ภาษาอังกฤษเรียก ฟรายด์ เฟลาอร์ สติ๊กค์



(มีทั้งชนิดเค็มและชนิดหวาน) (Fried Flour Stick)







ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างราคาอาหารจากร้านธรรมดาทั่วๆไป






1 ดอลลาร์ฮ่องกง ประมาณ 6 บาทเมืองไทย






ข้าวนึ่งยัดไส้หมูสับ(ห่อใบตองนึ่ง) 11 ดอลลาร์ฮ่องกง (66 บาท)



บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง (หมู ไก่) 1 ชาม 17 ดอลลาร์ฮ่องกง (102 บาท)



ก๋วยเตี๋ยวไก่ 1 ชาม 18 ดอลลาร์ฮ่องกง (108 บาท)



ข้าวราดหน้าเป็ดย่าง 1 จาน 45 ดอลลาร์ฮ่องกง (270 บาท)



โจ๊กหมูสับ 1 ถ้วย 16 ดอลลาร์ฮ่องกง (96 บาท)



โจ๊กใส่ตับหมู 1 ถ้วย 18 ดอลลาร์ฮ่องกง (108 บาท)



ปาท่องโก๋ 1 คู่ (ยาวคืบกว่าๆ) 4 ดอลลาร์ฮ่องกง (24 บาท)



ชามะนาวใส่น้ำแข็ง 1 แก้ว 13 ดอลลาร์ฮ่องกง (78 บาท)



กาแฟร้อน 1 แก้ว 13 ดอลลาร์ฮ่องกง (78 บาท)



น้ำดื่มขวดขนาดกลาง 1 ขวด 4.5 ดอลลาร์ฮ่องกง (27 บาท)



โค้กกระป๋อง 1 กระป๋อง 5 ดอลลาร์ฮ่องกง (30 บาท)







อาหารการกินในฮ่องกง ไม่ใช่ว่าจะหากินได้ง่ายตามทางเท้าแผงลอยและหาบเร่เหมือนในเมืองไทย ตามทางเท้าจะมีไว้ให้คนเดินเท่านั้น ใครจะมาตั้งโต๊ะหรือจอดรถเข็นปักหลัก ขายของไม่ได้ ดังนั้นจะกินอะไร จะซื้ออะไรต้องไปซื้อในร้านเท่านั้น (คิดถึงเมืองไทยเหลือเกิน อยากกินอะไรก็ได้กิน มีวางขายทุกตรอกซอกซอย ทั้งหาบเร่รถเข็นประเคนกันมาถึงหน้าบ้านเลยทีเดียว อะไรจะสบายเหมือนอยู่เมืองไทยมะมีอีกแล้ว)


หน้าที่ 8 - สุขาอยู่หนใด
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
สุขาอยู่หนใด






พูดถึงห้องน้ำห้องส้วมแล้ว ทำให้นึกแว่บไปถึงห้องส้วมแบบเก่าของจีน ซึ่งเป็นส้วมหลุม



ห้องส้วมจะไม่มีฝากั้นเป็นห้องๆ จะเป็นห้องโล่ง พื้นจะขุดเป็นทางยาวขนานไปกับห้อง



ใครเข้าไปใช้ก็นั่งถ่ายต่อๆกันไปเป็นหาง การราดน้ำก็จะเปิดน้ำที่ต้นทางครั้งเดียว ให้น้ำไหลพัดพาอุนจิของแต่ละคนไหลลงไปพร้อมๆกันหมด อะกึ๋ยส์……กึ๋ยส์….. (ยอมท้องผูกดีกว่าเจ๊) คาดว่ากลิ่นต้องตลบอบอวลอยู่ในความทรงจำไปนานแสนนาน ห้องส้วมแบบนี้ปัจจุบันเมืองจีนไม่ใช้แล้ว จะถูกเก็บไว้ให้นักท่องเที่ยวมาดู ซึ่งนักท่องเที่ยวแต่ละคนคงสยองอยู่ในใจพร้อมกับโล่งใจที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ สำหรับในฮ่องกงนั้นห้องน้ำห้องส้วมจะเป็นแบบใหม่ สะอาดมาก ไม่มีกลิ่นฟ้อง กระดาษชำระจะมีอยู่เสมอทุกที่ ห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าและในสำนักงานมีเยอะ ไม่ต้องรอคิวเข้าห้องน้ำกัน ระบบน้ำชักโครกดีมาก ไม่ว่าตึกสูงขนาดไหน น้ำจะไหลแรงทันใจดี ห้องน้ำบางแห่งจะมีพนักงานทำความสะอาดทำงานอยู่ในนั้นตลอดเวลา พร้อมกับเอ่ยปากเชื้อเชิญให้ผู้ที่เข้าไปใช้ทุกคน เสียอย่างเดียวเท่านั้นแหละ คือ ห้องส้วมทุกแห่งไม่มีสายยางฉีดน้ำล้างก้น (แหะๆ …ทำใจบ่ได้จริงๆ) ที่ฮ่องกงไม่เห็นมี ห้องน้ำสาธารณะ นักท่องเที่ยวต้องการเข้าห้องน้ำก็ไปหาห้องน้ำที่ห้างสรรพสินค้าหรืออาคารสำนักงานต่างๆได้



ทิวทัศน์ยามราตรี






ฮ่องกงเป็นเกาะที่มีแต่ภูเขาและก้อนหินระเกะระกะ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะพัฒนาได้เร็ว มีอาคารตึกสูงๆทันสมัยแบบเก่าและแบบใหม่ผุดขึ้นมาซ้อนเหลื่อมกันไม่ว่า บริเวณที่ราบ เชิงเขา ยอดเขา ในยามราตรีเมื่ออยู่ฝั่งเกาลูน มองผ่านทะเลไปยังเกาะฮ่องกงแล้ว จะเห็นเป็นทัศนียภาพที่สวยที่สุด ตึกสูงๆในฮ่องกงแต่ละแห่งจะประดับประดาไปด้วยแสงไฟสีสันสวยงาม เป็นทัศนียภาพที่ต้องรีบดูดซึมซับไว้ในใจของแต่ละคน ทิวทัศน์ตรงนี้จะถูกถ่ายภาพจากนักท่องเที่ยวที่มาจากทุกสารทิศไม่รู้ว่ากี่ล้านครั้งที่ผ่านไป ดังนั้นตอนกลางคืนจะเห็นนักท่องเที่ยวมาบริเวณท่าเรือหรือชายฝั่งบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก


หน้าที่ 9 - โอเชี่ยนปาร์ค
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


โอเชี่ยนปาร์ค






โอเชี่ยนปาร์คเป็นสวนสนุกสำหรับทุกเพศทุกวัย ตั้งอยู่บนเกาะฮ่องกง เนื้อที่ของโอเชี่ยนปาร์คกว้างขวางครอบคลุมเนินเขาตั้งหลายลูก ถ้านักท่องเที่ยวพักอยู่ที่เกาลูนเมื่อจะไป ฮ่องกง ทางที่สะดวกมีทางรถไฟลอดอุโมงใต้ทะเล ค่าโดยสารครั้งละ 9 ดอลลาร์ฮ่องกง (54 บาท) หรือจะไปทางเรือข้ามฟากก็ได้ ค่าโดยสารยิ่งถูกครั้งละ 2 ดอลลาร์กว่าๆ โอเชี่ยนปาร์คเป็นสถานที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและคนในเกาลูนฮ่องกง ไปเที่ยวกันมาก ถ้ามีเวลามากควรใช้เวลาทั้งวันเที่ยวในนี้ แต่จะเที่ยวแค่ครึ่งวันก็ได้ มีตัวอย่างจัดโปรแกรมให้ดูว่าควรจะดูอะไรบ้าง จะแจ้งไว้ในแผ่นพับที่แจกหน้าทางเข้าโอเชี่ยนปาร์ค การเข้าชมโอเชี่ยนปาร์คจะต้องเสียเงินค่าชมด้วย ถ้าไปโดยใช้รถไฟลอดอุโมงใต้ทะเลจะสะดวกที่สุด เพราะเมื่อถึงฮ่องกงลงสถานีแรกที่จอด เดินขึ้นมาบนพื้นดินประมาณ 30 เมตรจะเจอสถานี รถบัส 2 ชั้น ที่นี่จะขายตั๋วเข้าชมโอเชี่ยนปาร์ค มีรถบัสจอดอยู่หลายคันเข้าคิวกันอยู่ เปิดขายตั๋ว 9 โมงเช้า ราคาตั๋ว 174 ดอลลาร์ฮ่องกง (1,044 บาท) ซึ่งจะเป็นค่าเข้าชมโอเชี่ยนปาร์ค 900 บาท ค่ารถบัสไป-กลับ 144 บาท รถบัสจะพาไปถึงหน้าโอเชี่ยนปาร์ค (ที่นี่ยังไม่เห็นการโหนรถเมล์ หรืออัดแบบปลากระป๋อง)ใช้เวลาไม่นานก็ถึง แต่ต้องรอให้ถึง 10 โมงเช้า ถึงจะเปิดให้เข้าชม ผู้ปกครองจะพาเด็กๆมาเที่ยวกันเยอะ เสียงเด็กๆหัวเราะและวิ่งเล่นกันอย่างมีความสุขด้านหน้านี้มีมุมสวยๆให้ถ่ายรูป สัญลักษณ์ของสวนสนุกโอเชี่ยนปาร์คคือรูปม้าน้ำ ซึ่งทำด้วยไม้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้า ขณะนั่งรอเวลาก็ศึกษาแผ่นพับที่แสดงจุดต่างๆให้ชมด้านใน ในแผ่นพับจะเป็นแผนที่แสดงเนื้อที่และที่ตั้งของสิ่งที่จะให้ชมมากมาย ดูง่าย ชวนสนุก






บริเวณโอเชี่ยนปาร์คแบ่งเป็น 2 โซน โซนด้านหน้าคือโซนโลว์แลนด์ โซนด้านในคือ โซนเฮดแลนด์ โซนโลว์แลนด์จะมีสิ่งที่ให้ชม เช่น ปลาทองพันธุ์ต่างๆ หมีแพนด้า ไดโนเสาร์ อาณาจักรผีเสื้อ ดินแดนยุคโบราณ สวนสนุกของเด็ก การแสดงของแมวน้ำ โรงหนังฟิล์มแฟนตาซี ฯลฯ ส่วนโซนเฮดแลนด์จะต้องนั่งเคเบิลคาร์ไปซึ่งมีทางเดียวเท่านั้น ในเคเบิลคาร์หนึ่งจะนั่งได้ 6 คน ข้างบนลมพัดเย็นสบายมองเห็นทิวทัศน์ทั้งด้านล่างและห่างไกลออกไป เห็นเกาะใหญ่น้อย เห็นทะเลสุดลูกหูลูกตา เด็กๆส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดกันอย่างสนุกสนาน นั่งเคเบิลคาร์ข้ามเนินเขาไป 2 ลูก ในโซนเฮดแลนด์นี้จะมีหอสูงชมวิว การแสดงของปลาโลมาและแมวน้ำ ห้องกระจกโชว์ปลาทะเลทั้งใหญ่น้อยที่ว่ายให้ชมเป็นฝูงๆ



ดินแดน นกแก้วมาร์คอร์ ดินแดนนกฟลามิงโก ดินแดนแมวน้ำ ดินแดนจีนยุคกลาง การแสดงกายกรรมจีน ดินแดนผจญภัย และสวนสนุกของเด็ก






สำหรับร้านอาหารในโอเชี่ยนปาร์คนี้มีบริการให้ตามจุดต่างๆ เป็นประเภทฟาสท์ฟูต แต่ราคาจะแพงกว่าที่ขายข้างนอก เช่น โค้กกระป๋อง หรือน้ำดื่มขวดขนาดกลาง จะขายขวดละ 12 ดอลลาร์ฮ่องกง ( 72 บาท ) ซึ่งข้างนอกขายเพียง 4-5 ดอลลาร์ฮ่องกงเท่านั้นเอง ส่วนถังขยะก็จะมีให้ทุกที่ ตัวถังจะเป็นรูปการ์ตูนน่ารัก ห้องน้ำหาง่ายมีให้เห็นหลายๆแห่ง สะอาด น้ำไหลแรงและมีกระดาษชำระทุกแห่ง








เคเบิลคาร์




ภายในโอเชี่ยนปาร์ค


หน้าที่ 10 - พิพิธภัณฑ์
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

พิพิธภัณฑ์อวกาศ






พิพิธภัณฑ์อวกาศจะอยู่ติดกับศูนย์วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ทั้งหมดนี้อยู่บนฝั่งเกาลูนในย่านชุมชน ใกล้กับท่าเรือ พิพิธภัณฑ์อวกาศมีลักษณะเป็นโดมขนาดใหญ่ (คล้ายกับ ท้องฟ้าจำลองในเมืองไทย) ต้องซื้อตั๋วเข้าไปชม ราคา 10 ดอลลาร์-ฮ่องกง (60 บาท) ข้างในจะสิ่งที่ให้ชมเริ่มจากอารยธรรมมนุษย์ยุคหินแล้ววิวัฒนาการสู่ยุคประวัติศาสตร์ พัฒนาติดต่อกันมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันที่เป็นยุคที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจนสามารถ ส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์ได้ จะมีรูปยานอวกาศแบบย่อส่วนให้ดู มีชุดนักบินอวกาศ อาหารในยานอวกาศ มีห้องจำลองเป็นห้องนักบินบังคับยานอวกาศ ที่เต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์ หน้าปัด ตัวเลข แผงไฟฟ้าสีต่างๆ ซึ่งแต่ละจุดนอกจากจะมีคำอธิบาย เขียนไว้ให้อ่านแล้วยังมีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ใกล้ๆเพื่อให้ผู้สนใจได้กดดูตามหัวข้อที่ต้องการเพื่อศึกษารายละเอียดในเรื่องนั้นๆได้ ที่พิพิธภัณฑ์นี้ควรใช้เวลาดูไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง



พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์






อยู่ใกล้กับโรงแรมรามาดา โฮเต็ล เพียงแค่เดินขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปอีกฟากก็ถึงบริเวณพิพิธภัณฑ์แล้ว เป็นตึกโอ่อ่า กว้างขวาง ทันสมัยมีหลายชั้นซื้อตั๋วเข้าชมคนละ 25 ดอลลาร์ฮ่องกง (150 บาท) ในตัวอาคารมี 3 ชั้นที่เปิดให้เข้าชม ที่นี่ควรใช้เวลาดูประมาณ 3 ชั่วโมง เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ให้มีการทดลองเอง มีการจับต้องได้ เล่นได้ เช่น การผ่าเครื่องไฟฟ้าให้ดูการทำงานภายใน การเกิดน้ำมันปิโตรเลียม



การกำเนิดมนุษย์ การทำงานกับเครื่องยนต์อย่างไรจึงจะปลอดภัย การฟักไข่ การเจริญ เติบโตของกบ กลไกของร่างกาย การเกิดลมทอนาโด การสะท้อนของเสียง กระแสไฟฟ้าในร่างกาย การทำงานของคอมพิวเตอร์ การอ่านข่าวออกทีวีโดยหุ่นคนที่ตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไว้ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เพิ่มพูนความรู้ ให้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆได้เป็นอย่างดี ผู้ปกครองจะพาบุตรหลานเข้าชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก



พิพิธภัณฑ์ศิลปะ






อยู่ติดกันกับศูนย์วัฒนธรรม อยู่บนฝั่งเกาลูน ค่าเข้าชมคนละ 20 ดอลลาร์ฮ่องกง (120 บาท) มีให้ดู 3 ชั้น ที่นี่เจอคุณครูจากโรงเรียนต่างๆทั้งระดับประถมและระดับมัธยมพานักเรียนเข้าชมด้วยเป็นกลุ่มๆ ในพิพิธภัณฑ์ชั้นที่ 3 ของอาคารจะเป็นการโชว์ พระพุทธรูปแกะสลักหินทรายในพระอิริยาบทต่างๆ มีทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก จะเป็น พระพุทธรูปจีนนิกายมหายานทั้งหมด แต่ละองค์มีอายุหลายร้อยปี มีสภาพแตกหักและร้าวเป็นบางส่วน แต่ผู้ออกแบบในการจัดวางโชว์มีความสามารถมากจึงทำให้จัดวางพระพุทธรูปไว้ในตำแหน่งต่างๆได้อย่างเหมาะสม ส่วนชั้นที่ 2 นั้นเป็นการโชว์ภาพวาดของนักวาดที่มีชื่อเสียงในสมัยก่อน เป็นภาพวาดศิลปะจีน ใช้พู่กัน แต่ละภาพจะเป็นแผ่นใหญ่อยู่ใน ตู้กระจก สีที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นสีดำ เป็นภาพวิวทิวทัศน์ ดูแล้วทำให้เกิดความสงบ ภาพดอกไม้ก็มี ใช้สีหลายสีก็สวยไปอีกแบบ แต่ละภาพจะมีการเขียนบรรยายและมีประวัติผู้วาดติดไว้หน้าตู้ภาพที่โชว์ และชั้น 1 นั้นจะโชว์รูปภาพที่วาดในสมัยจีนติดต่อกับอังกฤษ โมเดลเรือสินค้าสมัยโบราณ และภาพวาดผู้สำเร็จราชการของอังกฤษแต่ละคนที่มาดูแล ฮ่องกง พิพิธภัณฑ์ศิลปะในแต่ละชั้นจะมีเจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบน่าเกรงขามเดินเฝ้าดูตามห้องต่างๆตามหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัด พิพิธภัณฑ์นี้ใช้เวลาดู 2 ชั่วโมงก็คงพอ







ศูนย์วัฒนธรรม






อยู่ติดกับท่าเรือ เป็นอาคารทันสมัยทุกวัน จะมีการแสดงวัฒนธรรมของจีนให้ชมยกเว้น วันจันทร์ (ถ้าจำไม่ผิด ถ้าผิดก็ขออภัย) ที่ศูนย์วัฒนธรรมนี้ไม่ได้ไปดู เพราะหมดเวลาอยู่ในฮ่องกงต้องกลับเมืองไทยแล้ว

หน้าที่ 11 - ลาก่อนฮ่องกง
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

สถานที่ท่องเที่ยวในฮ่องกงมีอีกหลายแห่ง แค่ดูในสิ่งที่ผ่านมา 3 วันก็เหนื่อยและเพลียเต็มที ต้องเดินตะลอนๆ ตลอด จากการได้เห็นได้สัมผัสพอสรุปได้ว่า ฮ่องกงเป็นเมืองแห่งการ ท่องเที่ยวและช็อปปิ้งตามคำที่เล่าลือจริงๆ วันนึงๆเงินสะพัดไปทั่ว ผู้คนยุบยับเหมือนมดเหมือนปลวกเดินเที่ยว ซื้อ กิน และดูการแสดงต่างๆ รถราก็บริการผู้คนคับคั่ง ร้านอาหารมีคนเข้า-ออกไม่ขาดสาย แต่หลังจากเที่ยงคืนไปแล้วทุกอย่างเลิกราไปหรือยังคึกคักอยู่จนถึงเช้า สมกับคำว่าฮ่องกงไม่เคยหลับนั้น จริงหรือไม่ตอนนี้ก็ไม่รับรองนะเจ้าคะ เพราะต้องเข้าที่พัก นอนหลับเป็นตาย ข้อนี้ต้องถามนัก-ท่องราตรีหรือพวกนกฮูกทั้งหลาย คงจะได้คำตอบที่ต้องการแน่ๆ ดังนั้นพอวันที่ 4 ก็เตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทย ไปเดินช็อปปิ้งใกล้ๆที่พักอีกรอบ แล้วขึ้นแท็กซี่ออกจากโรงแรมรามาดาไปยังสถานีรถไฟด่วน Express เพื่อไปสนามบิน ที่สถานีรถไฟด่วนจะมีสายการบินต่างๆอยู่ที่นี่เพื่อเช็คอินผู้โดยสาร เข้าเช็คอินได้ทันทีไม่มีคิว ได้ตั๋วเครื่องบินของอามิเรตส์ เบอร์ที่นั่งเบอร์เดิม เที่ยวบินที่ EK 083 เวลา 22.25 น. กระเป๋าเดินทางใบใหญ่พนักงานสายการบินอามิเรตส์ก็รับเอาไปแล้ว หมดภาระเรื่องกระเป๋า เดินตัวปลิวขึ้นรถไฟด่วน นั่งสบายไปจนถึง สนามบิน ถึงสนามบินเห็นคนเข้าคิวกันยาวเพื่อเช็คอินกับสายการบิน เราไม่ต้องเพราะ เช็คอินจากสถานีรถไฟด่วนมาแล้ว จึงผ่านเจ้าหน้าที่เข้ามาด้านใน เดินดูของขายที่ปลอดภาษี ดูราคาแล้วยังไงๆก็ราคาแพงอยู่ดี (เมินซะเถอะ บ่ได้แอ้มเงินตูข้าหรอกเฟ้ย ฮะฮ้า….) ของชนิดเดียวกันในเมืองไทยราคาถูกกว่าเจ้าค่ะ เดินดูสินค้าจนเมื่อยขาก็นั่งพัก ตะวันตกดินแล้ว อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว พอใกล้ถึงเวลาก็ขึ้นเครื่อง นั่งหลับตาคิดถึงเมืองไทย อยากจะให้ถึงเมืองไทยเร็วๆ อยู่ที่ไหนๆ ก็ไม่สุขใจเท่าอยู่เมืองไทย…ลาก่อน…ฮ่องกง……..







สรุปการเตรียมตัวไปฮ่องกง (บัญญัติ 12 ข้อ)






เมื่อท่านจะไปฮ่องกงในระยะสั้นๆไม่กี่วัน กรุณาอ่านตรงนี้อาจจะได้ประโยชน์แก่ท่านไม่มากก็น้อย เป็นการเตรียมตัวก่อนไป






1.เตรียมพาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) แต่เนิ่นๆ ค่าทำพาสปอร์ตไม่เกิน 1,200 บาท ถ้าทำในกรุงเทพฯจะราคาถูกกว่า (ไปฮ่องกงและสิงคโปร์ไม่ต้องมีวีซ่า)



2.แลกเงินไทยเป็นเงินดอลลาร์ฮ่องกงที่ธนาคารรับแลก นอกจากจะแลกได้ใบละ 1,000 ดอลลาร์แล้ว ควรแลกเป็นแบงค์ย่อยๆไว้อีก เช่น ใบละ 20 หรือ10 ดอลลาร์ ไว้มากหน่อย และตอนจะกลับเมืองไทยต้องรีบจ่ายเงินเหรียญโลหะให้หมด เพราะเงินเหรียญทางธนาคารไม่รับแลกคืน



3.เตรียมครีมแก้เมื่อย เส้นตึงไปด้วย 1 หลอด และยาประจำตัว



4.เตรียมแว่นสายตาประจำตัวไปด้วย และแว่นกันแดด



5.เตรียมเครื่องคิดเลขอันเล็กๆ เพื่อเอาไปคูณเทียบกับราคาสินค้าในเมืองไทย หรือใครหัวไวไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลขก็ข้ามข้อนี้ไปได้ หรือใครจะจ่ายเงินที่ฮ่องกงโดยไม่ต้อง คิดเทียบกับเงินไทยก็ข้ามข้อนี้ไปได้เช่นกัน



6.รองเท้าทีใช้ต้องเป็นรองเท้าที่ใส่บ่อยๆ ใส่สบายที่สุด เพราะแต่ละวันต้องเดินมากจะเป็นรองเท้าคัทชู รองเท้าผ้าใบ รองเท้ารัดส้น หรือรองเท้าแตะก็ย่อมได้



7.เสื้อผ้าที่เตรียมไป ถ้าไปเที่ยวหรือช็อปปิ้งไม่ควรเอาสูทใหญ่ ชุดพระราชทาน ชุดไทย และชุดผ้าไหมไป ควรเตรียมเสื้อผ้าใส่สบายหรือเสื้อยืด กางเกงขายาวไปดีกว่า เพราะที่ฮ่องกงไม่มีใครสนใจใคร(กระเป๋าเดินทางใบใหญ่น้ำหนักต้องไม่เกิน 20ก.ก และกระเป๋าใบเล็กสำหรับหิ้วติดตัวขึ้นเครื่องบินด้วยนั้น ไม่ควรหนักเกิน 7 ก.ก.)



8.ถ้าไปฮ่องกงราวเดือนมีนาคม-เมษายน ให้เตรียมเสื้อกันหนาวหรือเสื้อแจ็คเก็ตที่ไม่หนานักไปด้วย 1 ตัว



9.ใครที่เมื่อเปลี่ยนสถานที่แล้วท้องจะผูก ให้เตรียมยาระบายท้อง หรืออาจหาซื้อ เครื่องดื่มประเภทที่มีเชื้อแบ็คโตบาซิลลัสอยู่ด้วยมากิน จะทำให้ถ่ายได้ดีขึ้นและส้วมที่ฮ่องกงไม่มีสายยางฉีดน้ำล้างก้น ต้องเตรียมใจแต่เนิ่นๆ



10.เตรียมฟิล์มถ่ายรูปจากเมืองไทยไปจะดีกว่า แม้ว่าที่ฮ่องกงจะราคาสูงกว่าเมืองไทยเล็กน้อยก็ตาม (เงินจะได้ไม่รั่วไหลออกประเทศมากเกินไป)



11.ถ้าไปฮ่องกงโดยสายการบินอามิเรตส์ ตั๋วไป-กลับ ราคา 7,000 บาท (เป็นราคาช่วงปลายเดือนมี.ค-ต้นเดือน เม.ย 44) มีอาหารรับประทานบนเครื่อง 1 มื้อ



12.หาเพื่อนที่รู้ใจและถ้าพูดภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษได้ ไปด้วยจะดีมาก.






เรื่องที่เขียนขึ้นทั้งหมดนี้ได้จากการไปรู้ไปเห็นและจากความรู้เดิมที่ได้อ่านสะสมตกผลึกไว้ ถ้าการเล่าเรื่องตรงไหนหรือสถานที่ใดผิดพลาดไป กรุณาติดต่อไปยัง pisitkul_s@hotmail.com ด้วยจะขอบพระคุณอย่างสูง

*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 24 ม.ค. 2549 (16:29)
น่าสนใจครับ
TZ (IP:61.19.237.202,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 20 ม.ค. 2550 (17:12)
ไปมาแล้ว สนุกมากเลยค่ะ
HNG (IP:203.150.136.21)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 ม.ค. 2550 (17:53)
谢谢你
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 28 ม.ค. 2550 (17:57)
หน้าที่ 11 - ลาก่อนฮ่องกง

โพสต์เมื่อ 07:00 วันที่ 1 มกราคม 2513

น้องสาวผมเกิดปีนี้พอดีครับ
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


wimma
(Dr.Wim)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,431 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 6 ปี
แบ่งปันความรู้ 203 ครั้ง
ได้รับดาว 169 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.