<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/7" type="text/javascript"></script> |
|
ภราดร รังสิมาภรณ์
นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง : ออกฟอร์ด อังกฤษ
post ครั้งแรก: Sun 2 December 2001, 10:53 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 2 December 2001, 10:53 pm
อยู่ในส่วน: ทั่วไป
|
![]() ชื่อ ภราดร รังสิมาภรณ์ ทุนที่ได้รับ ทุนเล่าเรียนหลวงปี 2539 , ปัจจุบัน ได้รับทุนจากกระทรวงต่างประเทศ การศึกษา ปัจจุบัน เรียนปริญญาเอก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด, อังกฤษ ประวัติการศึกษา จบ BA สาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (Philosophy,Politics,and economics ) หรือ PPE มหาวิยาลัยออกฟอร์ด, ประเทศอังกฤษ จบโท สาขา European Study มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด จบ A-Level (เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลาย) จาก D'overbroeck's college, ออกฟอร์ด, ประเทศอังกฤษ จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนสาธิตปทุมวัน |
ทราบเรื่องทุนได้อย่างไรคะ ผมทราบเรื่องทุนต่างๆ ตั้งแต่อยู่ ม.4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท จากอาจารย์แนะแนว ผมจึงตั้งใจลอง สอบชิงทุน โดยเฉพาะทุนเล่าเรียนหลวง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เลยตัดสินใจอยู่เรียนต่อ ม. 6 ซึ่งผมไม่เสียดายเลยเพราะว่าเป็นเวลาที่มี คุณค่า ยิ่งได้รับประสบการณ์และการรู้มากมาย เหตุที่ต้องอยู่ต่อ ม.6 เพราะว่า คุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้สมัครชิงทุนเล่าเรียนหลวง คือ ต้องเรียนจบ ม.6 ควรเตรียมตัวอย่างไร อีกคุณสมบัติหนึ่งของผู้สมัครชิงทุนเล่าเรียนหลวงคือ ต้องได้เกรดเฉลี่ย 3.5 เป็นอย่างต่ำใน 3 ปีของม.ปลาย เพราะฉะนั้น การเตรียมตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับทุนนี้คือ ต้องพยายามตั้งใจเรียนอย่างสม่ำเสมอ ตลอด ม.ปลาย ทุนเล่าเรียนหลวงนั้นแบ่งเป็น 3 สาขาวิชา คือ สาขาวิทย์-คณิต(5 ทุน) สาขาศิลป์- คำนวณ (2 ทุน) และ สาขาศิลป์ภาษา ( 2 ทุน) ผมเลือกสมัครสาขา ศิลป์คำนวณ เนื่องจากว่าตั้งใจจะเรียนเศรษฐศาสตร์ต่อ ซึ่งผม คิดว่าตรงกับสาขานี้มากที่สุด เนื่องจากทุนนี้เป็นทุนเปิด น้องๆ สามารถที่จะเลือกเรียนต่อในสาขาวิชาใดก็ได้ ที่ประเทศไหนก็ได้ แต่ผมแนะนำว่า ควรที่จะเลือกสมัครสาขาที่ตรงหรือใกล้เคียงกับวิชาที่น้องๆ ตั้งใจจะเรียนมากที่สุด แต่นี่ไม่ใช่กฎตายตัว เหตุที่ผมเลือกเรียนที่อังกฤษเนื่องจากว่า ผมสนใจที่จะเรียนคอร์ส PPE เป็นพิเศษ ซึ่งมีสอนที่มหาวิทยาลัย หลักๆ ในอังกฤษ แค่สองแห่งหรือ Oxford และ York ที่สนใจคอร์สนี้เพราะว่าเป็นการผสมผสาน 3 วิชาหลักๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่ในชีวิตการศึกษา แต่มีความสำคัญเป็นพื้นฐานในการทำงาน แน่นอนว่าวิชาที่มีความสำคัญมากทั้งตอนสอบชิงทุนและตอนได้ไปเรียนต่อเมืองนอก คือ ภาษาอังกฤษ การเรียนรู้จากโรงเรียนต่างๆ นั้นคงพอถึงขีดหนึ่ง แต่ถ้าน้องๆ อยากจะรู้จักคำศัพท์ และการใช้ภาษามากกว่านั้น ก็ควรหาอ่านหนังสือพิมพ์ ภาษาอังกฤษ อย่างเช่น Bangkok post หรือ Nation หรือหนังสืออ่านเล่นภาษาอังกฤษต่างๆ ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจศัพท์คำไหน ก็ลอง เดาความหายไปก่อนโดยดูจากเนื้อความ ถ้าไม่ได้ผลจึงค่อยเปิดพจนานุกรมดู ที่สำคัญควรหาวิธีที่จะให้ภาษาอังกฤษ เป็นส่วนหนึ่งของ ชีวิตประจำวัน จะได้คุ้นเคยกับภาษาเป็นอย่างดี ชีวิตนักเรียนทุนที่อังกฤษเป็นอย่างไร เมื่อมาถึงจะต้องเรียน ระดับม.ปลายซ้ำอีก สองปี (หรือ 1 ปีแล้วแต่วิชา) ซึ่งเรียกว่า A-Level 1 เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อไป ช่วงนี้เราสามารถเลือกเรียนวิชาที่เราสนใจได้ ประมาณ 3-4 วิชา ถ้าจะให้ดี ก็ควรเป็นวิชาที่นำไปใช้ต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ หรือเป็นวิชาที่เราชอบหรือมั่นใจเป็นพิเศษ เพราะผลสอบในระดับ A-level นี้มีผลโดยตรงต่อการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย การเรียนที่นี่ทั้งในระดับ A-level และมหาวิทยาลัยต้องยอมรับว่าเรียนหนักและเป็นลักษณะการเรียนที่ต่างจากเมืองไทยมาก เนื่องจากไม่ได้เน้นการท่องจำไปสอบ แต่เน้นความคิดส่วนบุคคล การวิเคราะห์ วิจารณ์ โดยเฉพาะในด้านสายศิลป์ นั้น อาจารย์ผมที่มหาวิทยาลัย ชอบย้ำว่าอย่าเชื่อในทุกสิ่งที่อ่าน ให้คอยคิด ถาม และ วิเคราะห์ ด้วยตัวเอง ในกรอบ ทางหลัก วิชาการ (ไม่ใช่มั่วๆ) การจำรายละเอียดนั้นเป็นเพียงพื้นผิวของการเรียนรู้ซึ่งผมว่าเป็นแนวทางการศึกษาที่มีประโยชน์ อย่างมาก และเมืองไทยควรนำไปดัดแปลงใช้ตั้งแต่การศึกษาในระดับต้นๆ เป็นการฝึกคนให้คิดเป็น ไม่ใช่เอาแต่ท่องจำ ข้อคิดทั่วไปเรื่องการเรียนต่อเมืองนอก แน่นอนว่า น้องๆ ส่วนใหญ่ถ้ามีโอกาสได้ไปเรียนต่อเมืองนอกก็คงสนใจที่จะไปไม่น้อย ข้อดีหลักๆ ก็คือ ได้ภาษา ประสบการณ์ใหม่ๆ ได้รู้จักพึ่งตนเอง ช่วยเหลือตนเอง ฝึกการอยู่ห่างจากครอบครัวและที่สำคัญได้รับการศึกษาวิชาความรู้ใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้ช่วยพัฒนาประเทศชาติต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การเรียนต่อเมืองนอกไม่ใช่ความจำเป็นอันที่สุดของชีวิตการศึกษา ถ้าคิดจะไปต่อเมืองนอกเพียงแค่ว่าเพราะเป็นแฟชั่น โก้เก๋ ผมแนะนำว่าอย่าไปเลย เสียเวลา และเงินเปล่าๆ สำหรับคนที่ไม่มีโอกาส ได้ไปเรียนต่อเมืองนอก ผมขอพูดว่ามันไม่ใช่จุดจบของโลก การศึกษาค้นคว้าหาความรู้นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงเรียนหรือ มหาวิทยาลัย แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าเราเลือกที่จะรักและสนใจหาความรู้ต่างๆด้วยตนเอง เราก็หยิบหนังสือมาอ่าน โดยที่อาจารย์ไม่ต้องสั่ง หรือ โดยไม่ต้องเอาไปใช้สอบ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ใช่ การได้ไปเรียนต่อเมืองนอกเป็นโอกาสที่สำคัญและพิเศษยิ่งและนักเรียนทุนทุกคนควรรู้ซึ้งและสำนึกถึงคุณค่า และโอกาสนี้ และนำความรู้กลับมารับใช้ประเทศต่อไป แต่ผม ก็เชื่อว่าเมืองไทยเองก็เป็นบ่อแห่งความรู้ที่ใหญ่พอ แค่เราไปไขว่คว้าหาความรู้อยู่ตลอดเวลาก็เพียงพอแล้ว |
...


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |