คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/74" type="text/javascript"></script>
Inflationary Universe (ตอนที่ ๑)
สรุปความรู้และความเข้าใจที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อเอกภพ
ผู้เขียน: ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ ชมแล้ว: 50,128 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 22 January 2007, 11:40 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 22 January 2007, 11:40 am
อยู่ในส่วน: ดาราศาสตร์
สารบัญ

หน้าที่ 1 - จักรวาลแห่งความเท่าเทียม

ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ

ภาควิชาฟิสิกส์์ คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม




In the field of cosmology, the first principle is called the "Cosmological Principle".
It states that the universe has no center, that it has the same properties through out.
Every place in the universe has, in the sense, equal rights.
How can the human race, which has evoled in a universe of such fundamental equality,
fail to strive for a society without violence and torror?
How can we fail to build a world with the right of every human from birth are respected?


Fang Li Zhi

Acceptance speech for the Robert F. Kennedy
Memorial Human right Award.
(From Rocky's Cosmology lecture note)

 




ในโลกปัจจุบันที่มนุษย์เรียกร้องถึงสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษย์ชน เรามักจะฝันที่จะสร้างโลกที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งสีผิวแบ่งชาติศาสนา เป็นโลกที่มีสันติภาพและความสงบ แต่ในความเป็นจริงหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยการแบ่งฝ่าย แก่งแย่ง และฆ่าฟัน เพียงเพราะมนุษย์บางคนเชื่อว่าเชื้อชาติตนนั้นยิ่งใหญ่และแตกต่างจากชนชาติอื่น เจริญกว่า ยิ่งใหญ่กว่า จนบางครั้งเราอาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ธรรมชาตินั้นมีความเท่าเทียมกันจริงหรือ? เมื่อเรามองสิ่งรอบตัวเรา ทุกสิ่งล้วนเต็มไปด้วยความแตกต่างและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เผ่าใดหรือชนชาติใด แม้กระทั้งเทวดาบนสวรรค์ยังถูกแบ่งให้มีความสำคัญไม่เท่ากัน



ในมุมมองของนักฟิสิกส์ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหล่านักสิทธิมนุษย์ชน แต่มีมุมมองเห็นธรรมชาติ รวมทั้งมนุษย์ทั้งหลายล้วนเท่าเทียมกัน มนุษย์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกไม่ได้พิเศษ หรือสำคัญหรือพิเศษไปกว่าสิ่งอื่นๆในเอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาล เราเชื่อว่าพระเจ้า (หากว่าท่านมีตัวตนจริง) สร้างเอกภพที่มีความเท่าเทียม และพิเศษเท่ากันในทุกๆอณูของสสาร ถึงแม้ว่าภาพของธรรมชาติรอบตัวเราดูจะเต็มไปด้วยความแตกต่าง แต่แท้จริงแล้วนั้น เราทุกคนอยู่ในจักรวาลที่เท่าเทียมกัน


จักรวาลที่เท่าเทียมกัน



เมื่อมองเรามองท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านกล้องโทรทัศน์ สิ่งที่เราเห็นคือ จักรวาลหรือเอกภพของเรานั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มดาวจำนวนมหาศาล กระจัดกระจายกันอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ ถ้าเรามองผ่านกล้องโทรทัศน์ที่มีกำลังขยายสูงๆอย่างเช่นกล้องโทรทัศน์ฮับเบิลเราอาจจะพบสิ่งที่แปลกและมหัศจรรย์ยิ่งขึ้น อย่างเช่นกลุ่มก๊าซ และเนบูลาที่สวยงาม เหมือนเป็นแสงสีของสรวงสวรรค์ (ดังเช่นภาพ ก.) แต่ในมุมมองของนักฟิสิกส์ที่ศึกษาการกำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาลนั้น เราเชื่อว่าเอกภพของมีคุณสมบัติและลักษณะที่เหมือนกันหมดในทุกทิศทาง และเหมือนกันทุกๆตำแหน่ง ไม่ว่าเราจะอยู่ ณ. ตำแหน่งใดในจักรวาล และไม่ว่าเราจะมองไปในทิศไหน เราจะมองไม่เห็นความแตกต่าง ภาพของจักรวาลสำหรับนักฟิสิกส์ที่ศึกษาวิชาจักรวาลวิทยา หรือ Cosmology เป็นดังตัวอย่างในรูป ข

ความคิดที่ว่าเอกภพเหมือนกันหมดในทุกๆตำแหน่งนี้เป็นหลักสำคัญของฟิสิกส์ที่เรียกกันว่า Cosmological principle หรือหลักของจักรวาล ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ข้อคือ เอกภพนั้นมีคุณสมบัติ 1) Homogeneous และ 2 ) Isotopic

คำว่า Homogeneous หมายความว่า เอกภพของเรามีลักษณะที่เหมือนกันหมดทุกๆตำแหน่ง เสมือนเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วน Isotopic นั้นหมายถึงว่าเอกภพนั้นเหมือนกันหมดจนแยกไม่ออก ไม่ว่าเราจะมองไปยังทิศทางไหนก็ไม่เห็นความแตกต่าง ทฤษฎีเกี่ยวกับการกำเนิดของเอกภพทั้งหมด ล้วนแต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎทั้งสองนี้

แต่ทุกๆครั้งที่เราแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เราก็ยังคงเห็นว่าดวงดาวบนจักรวาลกระจัดกระจายกันอยุ่อย่างไม่เป็นระเบียบ สสารต่างๆบนโลก ก็ล้วนแต่แตกต่างกัน ไม่มีสิ่งใดที่เหมือนกันทุกประการ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเหตุใดนักฟิสิกส์จึงยังคงคิดว่าเอกภพจะต้องเหมือนกันในทุกๆที่

เพื่อป้องกันการสับสนลักษณะนี้เราควรจะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าหลัก Cosmological principle จะเป็นจริงเมื่อเราพิจารณาเอกภพในระดับสเกลใหญ่ๆเท่านั้น ที่ว่าใหญ่ในที่นี้หมายถึงใหญ่ในระดับกลุ่มกาแลกซี่ ซึ่งเป็นที่รวมของกาแล็กซี่ต่าง หลายๆแสนหลายๆล้านกาแลกซี่มารวมกัน แน่นอนในระดับสเกลเล็กๆ อย่างเช่นในระบบสุริยะของเรานั้น เล็กจิ๋วเสียจนไร้ความสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มกาแล็กซี่อันใหญ่โต ทุกสิ่งจึงดูจะแตกต่าง แต่ในระดับขนาดที่ยิ่งใหญ่กว่าแล้ว ทุกสิ่งดูแทบจะไม่ต่างกันเลย เราจะกลับมาคุยกันถึงสาเหตุที่ทำให้เอกภพดูแตกต่างกันในระดับเล็กๆ และ การกำเนิดกาแลกซี่ต่างๆ ในตอนท้ายของบทความนี้

หลักฐานสำคัญที่สนับสนุนความคิดนี้ได้มาจากการศึกษาดาราศาสตร์ด้วยคลื่นวิทยุซึ่งเริ่มต้นในช่วง ปีค.ศ. 1965 โดย นักวิทยาศาสตร์สองคนแห่ง Bell Lab ที่รัฐนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา คือ Penzia และ Wilson ทั้งสองได้ค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่กระจัดกระจายอยู่ในเอกภพ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าวอยู่ในช่วงความยาวคลื่นของคลื่นไมโครเวฟ เป็นพลังงานที่ปลดปล่อย ออกมาตั้งแต่เอกภพพึ่งกำเนิดขึ้นมาไม่นานจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกกันว่า บิกแบง ซึ่งเรียกกันว่า Cosmic Microwave Background Radiation


จักรวาล



เมื่อเอกภพมีอายุประมาณสามแสนปีหลังจากการเกิดบิกแบง อุณหภูมิของจักรวาล เริ่มเย็นตัวลง ทำให้อิเล็กตรอนอิสระที่วิ่งพล่านอยู่ทั่วเอกภพในขณะนั้น ถูกแรงแม่เหล็กไฟฟ้าจากอนุภาคโปรตอนและนิวคลีออนอื่นๆจับให้มาวิ่งวนรอบๆเกิดเป็นอะตอมขึ้นเป็นครั้งแรก ในขณะเดียวกันมันก็จะคายพลังงานออกมาในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และนับเป็นครั้งแรก ที่แสงสามารถเคลื่อนที่ได้ในเอกภพ ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นถือว่าเป็น "ยุคมืดของเอกภพ" ไม่มีแสงสว่างและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ เนื่องจากว่าอิเล็กตรอนอิสระนั้นทึบแสง


การค้นพบ Cosmic Microwave Blackground Radiationนั้น นอกจากจะเป็นการยืนยัน ความถูกต้องของทฤษฎีบิกแบงแล้ว การที่คลื่นไมโครเวฟนี้มีลักษณะเหมือนกันหมดจาก ทุกทิศทางที่ทำการตรวจวัด ยังเป็นการยืนยันว่าเอกภพเมื่อแรกเกิดนั้นมีลักษณะที่เกือบจะเป็นเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับหลัก Cosmological principle



Cosmic Microwave Blackground Radiation



ภาพแสดง Cosmic Microwave Blackground Radiation ซึ่งแสดงอุณหภูมิของเอกภพ ซึ่งใกล้เคียงกันในทุกๆจุด อุณหภูมิเฉลี่ยของเอกภพนั้นมีค่าประมาณ 2.7 เคลวิน ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่วัดได้นั้นต่างกันเพียงแค่ ประมาณ 0.0001 เปอร์เซนต์ (สีแดงและสีน้ำเงินแสดงอุณหภูมิที่ต่างกันของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากท้องฟ้า)


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 9 ต.ค. 2549 (16:04)
ขอแสดงความเห็น ด้วยความเคารพในความเห็นของเจ้าของบทความ...
แรกเริ่มเดิมทีนั้น นักดาราศาสตร์เชื่อกันว่า เอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกันในทุก ๆ บริเวณ ไม่มีจุดไหนของเอกภพ ที่เป็นศูนย์กลางของเอกภพบริเวณที่เหลือ มิหนำซ้ำยังเป็นเอกภพที่มีขนาดคงที่ ความเชื่อยังคงเป็นเช่นนี้จนกระทั่งมาสะดุดเข้ากับ การเลื่อนของแสงของดวงดาวเข้าไปทางสีแดง (Red shift) ที่เอ็ดวิน ฮับเบิลค้นพบจากการส่องกล้องดูดาว
ก็เลยต้องเปลี่ยนความเชื่อกันใหม่ว่า เอกภพมีขนาดไม่คงที่ แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังยินดีที่จะเชื่ออยู่ว่าเอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกัน !! แม้แต่หลังจากที่จอร์จ กามอฟ ได้ตั้งสมมติฐานว่าเอกภพควรจะกำเนิดจาก Big Bang การระเบิดครั้งใหญ่ (ที่น่าจะหมายความว่า เอกภพมีศูนย์กลางอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง) และนักดาราศาสตร์ก็เชื่อกันมากมาย
แต่ขณะเดียวกันก็ยังยินดีที่จะเชื่ออีกว่า เอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกัน ไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางของอะไร
ต่อมา เพนเซียสและวิลสัน ใช้โมเดล Big Bang ของกามอฟ มาทำนายถึงคลื่นไมโครเวฟ 3 องศาเคลวินที่จะต้องมีกระจายอยู่ทั่วไปในเอกภพ
หลายปีให้หลัง คลื่นนี้มีการค้นพบจริง หนำซ้ำยังเป็นคลื่นที่แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยในทุก ๆ ทิศทาง นักดาราศาสตร์ก็ปรบมือดีใจกันยกใหญ่ ว่านี่ไง เป็นหลักฐานว่าเอกภพมีความสม่ำเสมอในทุก ๆ บริเวณจริง !!
ไม่เห็นบ้างเลยหรือ ว่ามันมีอะไรที่ขัด ๆ กันอยู่ พิกล ๆ
เอ้า...เพื่อกันความไม่สอดคล้อง ลองแก้ Big Bang เป็น Inflation การเฟ้อ เพราะอารมณ์เฟ้อนี่ ดูมันไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางของอะไรดี
ถามว่า คำว่า ระเบิด และคำว่าเฟ้อ นี่มันคือ 'อะไร'ระเบิด หรือ 'อะไร'เฟ้อ มันคือมวลสาร หรือพลังงานความร้อน หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรืออะไรกันแน่
เอกภพของพวกคุณ นิยามมันคือ ตัวดวงดาว (หมายถึงมวลสารที่เป็นกลุ่มก๊าซ รวมทั้งเนื้อดินเนื้อหินของมัน) หรือแสงของมัน หรือคลื่นไมโครเวฟ หรือตัวกลางที่ทั้งแสงและคลื่นไมโครเวฟเดินทางผ่าน หรือสิ่งที่ละเอียดยิ่งไปกว่านั้นอีก (ถ้าหากมันจะพึงมี)
ฮับเบิลไม่ได้เห็นดวงดาว จริง ๆ แล้วในโลกนี้เราไม่เคยเห็นอะไร เราเห็นเพียงแค่แสงที่สะท้อนออกมาจากอะไรต่างหาก แล้วแสงนี้ก็เดินทางผ่านตัวกลาง มาตกยังจอตาของเรา...
การที่แสงของดวงดาว Red shift มาถึงตาเรา มันหมายความอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
ตั้งหลักให้ดี ๆ ก่อน ว่าคุณเอาอะไรมาพิสูจน์อะไร...
ขอถามซ้ำอีกครั้งหนึ่ง...เอกภพของคุณคือตัวไหนกันแน่?
einstine เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 29 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 11 ต.ค. 2549 (16:07)
ถ้าเอกภพมีความหมายว่า "ดวงดาว" ที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวมวลสาร (กลุ่มก๊าซ แร่ธาตุ ฯลฯ)ของดวงดาวเป็นสำคัญแล้วล่ะก็...
ประโยคที่ว่า "เอกภพมีความสม่ำเสมอและเท่าเทียมกันในทุกบริเวณ" ไม่มีทางจะเป็นความจริงขึ้นมาได้ตลอดกาล และข้อโต้แย้งสำหรับเรื่องนี้ ใคร ๆ ก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตาเปล่า
อย่ามาใช้คำพูดที่่ว่า "...แม้ของจริงไม่สม่ำเสมอ แต่ในทางทฤษฎี 'ถือว่า' สม่ำเสมอ..."
เพราะความจริงของจักรวาลคงไม่มีแบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งว่านี่ของจริง โน่นทฤษฎี ...ไม่อาจทำได้
เนื่องเพราะ...ทฤษฎีย่อมจะต้องแกะรอยออกมาจากความเป็นจริงเสมอ
ในความเห็นของผม สิ่งที่สม่ำเสมอมากที่สุด (หากพิจารณาในอาณาบริเวณที่กว้างที่สุดเท่าที่จะพิจารณาได้ !!) ในเอกภพก็คือสิ่งที่เรียกว่า "สนามเวลา-ระยะ" Time-space Field
หากมองกันตั้งแต่ชื่อ ก็จะสังเกตความแตกต่างของแนวคิดของผมได้อย่างชัดเจน เพราะคนอื่น ๆ จะแปลคำนี้เป็น สนามกาล-อวกาศ เนื่องเพราะคงจะเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับอวกาศอยู่มาก ก็เลยน่าจะแปล 'space' ว่าเป็นอวกาศ แต่ให้เผอิญว่า สนามที่มีชื่อว่า Time-space นี้ มันมีอยู่บนผิวโลกด้วยนี่สิ !
ทีนี้เห็นหรือยัง? ว่าเพราะอะไรมันถึงแปลว่า 'สนามกาลอวกาศ' ไม่ได้
คำอธิบายสำหรับสนามนี้อย่างคร่าว ๆ ก็คือ มันเป็นผลลัพธ์ของอันตรกิริยาระหว่าง 'สนามโน้มถ่วง'กับ'สนามปฏิภาคโน้มถ่วง' มันทำให้อะไรต่อมิอะไรมี 'จุดเริ่มต้น' และเมื่อเริ่มต้นแล้วย่อมต้องมี 'จุดสิ้นสุด' แล้วมันก็เลยทำให้เกิดสภาวการณ์ของความเป็น 'ห้วง' และความเป็น'ช่วง' ขึ้นในเอกภพ
ดังที่ผมมักจะบอกอยู่เสมอว่า 'ห้วง' คือห้วงเวลา และ'ช่วง' คือช่วงระยะ สนามตัวนี้มันมีความเป็น 'ห้วง' และ 'ช่วง' มันจึงทำให้เกิด 'เวลา'และ'ระยะ' อันเป็นแม่บทมูลฐานของกลศาสตร์ฟิสิกส์ (-เอาระยะมาหารด้วยเวลา ได้ความเร็ว เอาความเร็วมาหารด้วยเวลา ได้ความเร่ง เอาความเร่งไปคูณมวล ได้แรง ฯลฯ -) ที่นักฟิสิกส์ทุกเผ่าพันธุ์ต้องเรียนรู้
แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับบทความนี้...
เกี่ยวสิครับ...เพราะแสงเดินทางไปมาบนเอกภพได้ ย่อมต้องอาศัยสนามเวลา-ระยะตัวนี้ สนามเวลา-ระยะตัวนี้ โดยเฉลี่ยมีความสม่ำเสมอก็จริง แต่หากพิจารณาในอาณาบริเวณที่ค่อย ๆ แคบเข้ามาเรื่อย ๆ จะพบว่า มันมีความไม่สม่ำเสมอกันอยู่ในบางช่วงของรอยต่อ
อุปมาให้เห็นภาพ ก็คงจะเหมือนน้ำ(-ที่จริงคือสารละลายเกลือแกง-)ในมหาสมุทรแปซิฟิคอันกว้างใหญ่ บางคนอาจจะใช้ค่าเฉลี่ยเพื่อสื่อว่าสารละลายเกลือแกงนี้มีความเข้มข้นเท่าไหร่
แต่หากพิจารณากันในแต่ละภูมิภาค จะเห็นเลยว่า สารละลายเกลือแกงในมหาสมุทรแปซิฟิคของแต่ละภูมิภาค น่าจะมีความเข้มข้นแตกต่างกัน เพราะมันมีการผสมผสานของน้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป (-ในกรณีนี้ ปริมาณน้ำทิ้ง น้ำเสียก็มีส่วนด้วย-)
ขอย้อนทวนประโยคที่กล่าวไว้ในความคิดเห็นที่ 2
"ฮับเบิลไม่ได้เห็นดวงดาว จริง ๆ แล้วในโลกนี้เราไม่เคยเห็นอะไร เราเห็นเพียงแค่แสงที่สะท้อนออกมาจากอะไรต่างหาก แล้วแสงนี้ก็เดินทางผ่านตัวกลาง มาตกยังจอตาของเรา...
การที่แสงของดวงดาว Red shift มาถึงตาเรา มันหมายความอะไรได้ตั้งหลายอย่าง..."
ลองจินตนาการสิครับว่า หากแสงจากดวงดาวดวงหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลโพ้น จนแม้ชั่วชีวิตเราก็ไม่อาจเดินทางด้วยยานพาหนะใด ๆ ไปถึงได้ กว่าที่มันจะตกมาถึงจอตาเรา มันผ่านสนามเวลา-ระยะที่ไม่เนียนเรียบมาเท่าไรต่อเท่าไร
มหาสมุทรแปซิฟิคแคบกว่าเอกภพตั้งเยอะ น้ำทะเลยังเข้มข้นไม่เท่ากันได้เลย สาอะไรกับเอกภพกว้างใหญ่ แสงกว่าจะผ่านมาได้ มันจะ Red shift ไปบ้าง ไม่เห็นจะเป็นไรเลย !!
einstine เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 29 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 20 พ.ค. 2550 (21:25)
ความคิดเห็นของคุณ einstine เป็นอะไรที่น่าคิดนะครับ แต่อย่าหาว่าผมคิดอะไรลึกมากนะครับตามที่คุณยกตัวอย่างของน้ำทะเลที่แต่ระบริเวณมีความเข้มข้นมาก-น้อยต่างกัน ทีนี้เราเห็นอะไรกันบ้างเราเห็นว่ามันมีมาก กับ น้อย ดังนั้นสนามระยะ-เวลาของคุณก็จะต้อส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ red shift และ blue shift จริงไหมครับแต่การตรวจสอบของเอ็ดวิน ฮับเบิลกลับพบแต่ red shift และที่สำคัญปรากฏการ์ณ red shift มิได้เกิดขึ้นแบบสุ่มทิศสุ่มทางหรือสุมระยะห่าง แต่มันมีสัดส่วนที่แปรผันกันระหว่าง ความเร็วและระยะห่างของกาแล็อกซีที่เป็นแบบแผน ดังนั้นถ้าจะให้เอ็ดวิน ฮับเบิลผิดคงจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ ( และเขาก็คงไม่ได้โนเบลด้วย )
ส่วนเรื่องการระเบิดของบิกแบงนั้นผมอยากขอยกแนวคิดที่ผมได้รับรู้จากหนังสือเรื่อง จักรวาลในเปลือกนัท ของ ศาสตราจารย์ สตีเฟ่น ฮอว์คิ้งนะครับ ท่านบอกว่าจักรวาลเราเกิดจากการระเบิดที่เรีกว่าบิกแบงและจักรวาลก็ขยายตัวออกเรื่อยๆ แต่ผู้คนมันคิดกันแบบง่ายๆ ผมขอยกตัวอย่างของลูกโป่งนะครับ คนทั่วไปมักคิดว่าจักรวาลเหมือนลูกโป่งที่พองตัวแล้วเราก็ ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศในลูกโป่ง แต่ที่จริงแล้วเรามิได้อยู่ในลูกโป่งแต่อยู่ที่ผิวของลูกโป่งต่างหาก คำว่าที่ผิวนี่หมายถึงผิวแบนราบไปกับผิวไม่ได้สูงขึ้นมาแม้แต่นาโนเมตร ( แนวคิดนี้มิได้หมายถึงจักรวาลเป็นแบบนี้จริงๆแต่เป็นเพียงแบบจำลองทางคณิตศาสตร์) สิ่งที่ได้จากแนวคิดนี้ก็คือ ไม่ว่าเราจะสังเกตุจักรวาลจากที่ไหนก็จะมองเห็นเมือนกับเราอยุ่ตรงกลางจักรวาล เสมอ เราจะอยู่ที่จุดหนาแน่นเสมอ ซึ่งตรงนี้และที่ทำให้บอกได้ว่าจักรวาลมีความสม่ำเสมอ ( แต่ก็ไม่มีการบอกว่าเราจะตัดค่าเอนโทรปีทิ้ง ) และอย่างที่สองคือแนวคิดเล่นๆว่าหากเรามีความสามารถสร้างกล้องที่มองไปถึงขอบจักรวาลสิ่งที่จะเห็นก็คือด้านหลังศีษระของเรานั่นเอง
Dr.hannibal lecter เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 22 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 200 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 12 ต.ค. 2550 (15:34)
ทำไมหัวข้อ+เนื้อกระทู้หายครับ?



เนยสด neizod.blogspot.com
ร่วมดูดความรู้โดยไม่ออกความเห็นแล้ว infinite ครั้ง - แจกดาวแล้ว 0 ดวง - ไม่ต้อง Vote ให้ดาวผมก็ได้ครับ
เนยสด เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1970 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


จ้อ
(อรรถกฤต ฉัตรภูติ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 18,147 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 1,411 ครั้ง
ได้รับดาว 239 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

Inflationary Universe (ตอนที่ ๑) [50,129]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,172]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [397,985]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [414,177]
Global Warming { English } [158,359]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.