 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/74" type="text/javascript"></script> |
|
|
Inflationary Universe (ตอนที่ ๑)
สรุปความรู้และความเข้าใจที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อเอกภพ
post ครั้งแรก: Mon 22 January 2007, 11:40 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 22 January 2007, 11:40 am
|
หน้าที่ 3 - เอกภพคือเครือข่ายของความสัมพันธ์
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์์ คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
การศึกษาธรรมชาติของเอกภพนั้น ก็คือการศึกษาธรรมชาติของกาลอวกาศ (space-time)
เหตุก็เพราะว่าทุกๆ สิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใดที่หนึ่งในอวกาศ ซึ่งทฤษฎีพื้นฐานที่เรานำมาใช้
ศึกษากาลอวกาศและเอกภพก็คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ (Einstein's Relativity)
หนังสือหลายเล่นที่อธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปมักจะพูดถึงการโค้งของกาลอวกาศ
หรือคุณสมบัติทางเรขาคณิตของจักรวาล แต่แท้ที่จริงแล้วทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเป็นทฤษฎี
ของความสัมพันธ์ นักฟิสิกส์บางคนถึงกับกล่าวถึงทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพว่า Relational theory
( ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังของความคิดนี้ รู้จักกันในนาม Mach's Principle )
นิยามของอวกาศในเชิงสัมพัทธ์ภาพทั่วไปนั้น อาจจะเทียบได้กับนิยามของประโยค
ในวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย กลุ่มคำ เช่น คำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์
แต่ละประโยคก็จะมีโครงสร้าง หรือ Grammar ซึ่งนิยาม "ความสัมพันธ์" ระหว่างคำต่างๆ
ในประโยค เช่น ความสัมพัทธ์ ระหว่างคำนาม กับ คำกริยา ฯลฯ
ไม่มีคำใดๆในประโยคที่ไม่มีความสัมพันธ์ กับคำอื่นๆ และถ้าไม่มีคำเลยก็ไม่ใช่ประโยค
เรขาคณิตของ space ก็เทียบได้กับGrammarของประโยค ถ้าคุณเปลี่ยนคำในประโยค
หรือสลับที่คำต่างๆ โครงสร้างของประโยคก็จะเปลี่ยนไป ในทำนองเดียวกัน เรขาคณิต
ของอวกาศก็จะเปลี่ยนไปเมื่อความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ในอวกาศเปลี่ยนไป
อวกาศไม่ได้หมายถึงที่ๆว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่เลย เพราะในอวกาศไม่มีสิ่งใดอยู่นั้น
จะเปรียบเทียบได้กับประโยคที่ไม่มีตัวอักษร ซึ่งย่อมไม่มีความหมายใดๆ
นอกจากนั้นแล้วอวกาศที่มีสิ่งของอยู่สิ่งเดียวไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้
เพราะไม่สามารถที่จะมีความสัมพันธ์กับสิ่งใด เหมือนกับประโยคที่มีคำอยู่คำเพียงเดียว
ย่อมไม่สามารถที่จะเป็นประโยคได้
อวกาศจึงไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากเคลือข่ายของความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆที่อยู่ในเอกภพ
คุณสมบัติต่างๆของอวกาศเช่น ตำแหน่งต่างๆ ล้วนแต่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์
ระหว่างสิ่งของต่างๆที่อยู่ในเอกภพ
หลายคนอาจจะสงสัยว่าอะไรความสัมพันธ์ที่สานต่อให้เกิดอวกาศ และแน่นอนเอกภพทั้งหมด
ควาทสัมพันธ์ที่กล่าวถึงนี้คือกฎพื้นฐานที่สำคัญของธรรมชาติที่นักฟิสิกส์เรียกมันว่า
Causality
ความหมายของ Causality คือประโยคสั้นๆและได้ใจความว่า "เหตุต้องมาก่อนผล"
กฎพื้นฐานนี้เป็นสิ่งที่กำหนดความเป็นไปของทุกๆสิ่งในเอกภพ มันอธิบายว่าทำไมสิ่งต่างๆ
ถึงเป็นอย่างที่มันเป็นอยู่ ถ้าธรรมชาติไม่เป็นไปตามหลักเหตุและผล มนุษย์และสิ่งต่างๆ
คงไม่สามารถที่จะกำเนิดขึ้นมาได้ โลกทีเป็นไปตามหลัก Causality คือโลกที่ไม่มีเหตุผล
เป็นโลกที่ไม่สามารถจะอธิบายได้
สิ่งที่เกิดในปัจจุบัน ต้องเป็นผลมาจากอดีต หรือพูดอีกอย่างให้งงเล่นก็คือ
ข้อมูลหรือวัตถุใดๆในปัจจุบัน ล้วนต้องเดินทางมาจากอดีต ไม่มีข้อมูลใดที่ไม่เดินทาง
เพราะข้อมูลทั้งเหลายเป็นปริมาณทางฟิสิกส์ ( Information is a physical quantity
)
เราอาจจะตั้งคำถามง่ายๆว่า ข้อมูลและความสัมพันธ์ที่สร้างเอกภพขึ้นมานั้น
มันเดินทางด้วยอัตราเร็วเท่าไหร่ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั้นบอกไว้ชัดเจนว่า
ไม่มีวัตถุใดที่จะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าอัตราเร็วของแสง ดังนั้นข้อมูล
และความสัมพันธ์ต่างๆย่อมปฎิบัติตนตามกฎฟิสิกส์พื้นฐานนี้ด้วย
จากกฎพื้นฐานที่ว่าเหตุต้องมาก่อนผล และข้อมูลของความเป็นเหตุเป็นผล
ต้องอาศัยการเดินทางนี่เอง ที่ทำให้มนุษย์มองธรรมชาติรอบๆตัวเราต่างออกไป
ข้อมูลต่างๆที่บรรจุและถูกส่งออกจากวัตถุต่างๆนั้น อาจอธิบายโดยแผนภาพที่ 1
ตามรูปนั้นอนุภาคสีเขียว กำลังเคลื่อนที่อยู่ในกาลอวกาศ ( Space-time ) 4 มิติ
( อวกาศสามมิติ + เวลาอีกหนึ่งมิติ เป็น 4 มิติ ) แต่บังเอิญผมวาดภาพ 4 มิติไม่ได้
เลยขอให้ผู้อ่านใช้จินตนาการเอาว่ารูป สามมิติที่ผมวาดหมายถึงสี่มิติแล้วกันครับ
ระนาบสีม่วง แสดงอวกาศสามมิติ ณ. เวลาปัจจุบัน

แผนภาพที่ 1 เรากำหนดให้เวลามีเคลื่อนที่ในทิศทางขึ้นข้างบน
ซึ่งก็หมายความว่าตำแหน่งใดๆก็ตามที่อยู่ข้างบนเหนือระนาบสีม่วง
จะถือเป็นตำแหน่งในอนาคต ส่วนตำแหน่งที่อยู่ต่ำกว่าหรือ
อยู่ข้างใต้ของระนาบสีม่วงจะถือว่าเป็นตำแหน่งในอดีตกาล
อนุภาคสีเขียวนั้นเคลื่อนทีตามเส้นเสีขาว สำหรับความเร็วของอนุภาคนั้นเราอาจจะ
ประมาณได้คร่าวๆจาก "มุม" ที่เอียงออกจากแนวดิ่ง ของเส้นทางของอนุภาค
ยิ่งเอียงออกจากแนวดิ่งมากก็ยิ่งเร็วมากขึ้น
ส่วนเส้นลูกศรสีฟ้านั้นแสดงทิศทางการเคลือนที่ ของแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากอนุภาค
เนื่องจากตามทฤษฎีนั้น แสงมีความเร็วสูงที่สุด ดังนั้น "มุม" ที่ลูกศรสีฟ้าเอนออกจาก
แนวดิ่งนั้นถือว่าเป้นมุมที่มากที่สุดเท่าที่จะเอียงออกมาได้ ถ้ามีลูกศรอันไหนเอียงออกมา
จากแนวดิ่งมากกว่าลูกศรสีฟ้าถือว่า ผิดกฎของฟิสิกส์
เพื่อความสะดวกเราสามารถวาดเส้นทางของแสงที่ออกจากวัตถุในทิศทางต่างๆรวมเข้าด้วยกัน
ผลลัพท์ก็จะได้เป็นรูปกรวยดังรูป ซึ่งเราเรียกว่า กรวยแสง ( Light-cone )
ทฤษฎีสัมพัทธภาพบังคับว่าสัญญานต่างๆที่ออกมาจากวัตถุนั้นจะต้องอยู่ภายในกรวยแสงนี้
วัตถุสามารถที่จะส่งสัญญานใดๆก็ได้ออกมาตามเส้นทางสีเหลือง ซึ่งอยู่ภายในกรวยแสง
แต่จะไม่สามารถที่จะส่งข้อมูลใดๆ ในทิศทางลูกศรสีแดงที่ล้ำออกมาอยู่นอกกรวยแสง
ซึ่งถือว่าว่าไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะสัญญานที่เดินทางตามเส้นทางสีแดงนั้นจะเคลื่อนที่
ด้วยอัตราเร็วมากกว่าอัตราเร็วของแสง ซึ่งผิดหลัก Causality
ในทางกลับกันข้อมูลที่บรรจุอยู่ในอนุภาคสีเขียวนั้น ก็ย่อมต้องเดินทางมาจากอดีต
ซึ่งแน่นอนข้อมูลดังกล่าวต้องเดินทางด้วยความเร็วไม่มากกว่าแสง
ลองพิจารณาตัวอย่างในแผนภาพที่ 2 ซึ่งแสดงอนุภาคสีเขียว ณ. ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง
ณ. เวลาปัจจุบัน แสงที่อนุภาคสีเขียวเห็นนั้นจะเดินทางมาจากอดีตตามเส้นทางสีฟ้า
ซึ่งเราสามารถวาดเป็นกรวยแสงได้เช่นเดียวกับรูปข้างบน ( เป็นกรวยคว่ำ )
และในทำนองเดียวกับกรณีข้างบน สัญญานใดๆก็ตามที่อนุภาคสีเขียวได้รับ
จะต้องอยู่ภายในกรวยแสง เพราะข้อมูลที่อนุภาคสีเขียวได้รับจากอนุภาคสีแดง
จะต้องเดินทางไม่เร็วกว่าแสง

แผนภาพที่ 2 แสดง Particle Horizon
จากรูปข้างบนจะเห็นว่า ถ้าอนุภาคสีแดงอยู่นอกกรวยแสง มันจะไม่สามารถส่งสัญญานใดๆ
ให้มาถึงอนุภาคสีเขียวได้ ( หมายถึงทันเวลาปัจจุบัน แต่อาจจะมาถึงในอณาคต )
ดังนั้นข้อมูลที่อนุภาคสีเขียวได้รับในปัจจุบันนี้ มาจากอนุภาคสีแดงที่อยู่ในกรวยแสง
กรวยแสงนี้นักฟิสิกส์เรียกมันว่า Particle Horizon หรือขอบฟ้าเหตุการณ์ของวัตถุ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 9 ต.ค. 2549 (16:04) ขอแสดงความเห็น ด้วยความเคารพในความเห็นของเจ้าของบทความ...
แรกเริ่มเดิมทีนั้น นักดาราศาสตร์เชื่อกันว่า เอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกันในทุก ๆ บริเวณ ไม่มีจุดไหนของเอกภพ ที่เป็นศูนย์กลางของเอกภพบริเวณที่เหลือ มิหนำซ้ำยังเป็นเอกภพที่มีขนาดคงที่ ความเชื่อยังคงเป็นเช่นนี้จนกระทั่งมาสะดุดเข้ากับ การเลื่อนของแสงของดวงดาวเข้าไปทางสีแดง (Red shift) ที่เอ็ดวิน ฮับเบิลค้นพบจากการส่องกล้องดูดาว
ก็เลยต้องเปลี่ยนความเชื่อกันใหม่ว่า เอกภพมีขนาดไม่คงที่ แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังยินดีที่จะเชื่ออยู่ว่าเอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกัน !! แม้แต่หลังจากที่จอร์จ กามอฟ ได้ตั้งสมมติฐานว่าเอกภพควรจะกำเนิดจาก Big Bang การระเบิดครั้งใหญ่ (ที่น่าจะหมายความว่า เอกภพมีศูนย์กลางอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง) และนักดาราศาสตร์ก็เชื่อกันมากมาย
แต่ขณะเดียวกันก็ยังยินดีที่จะเชื่ออีกว่า เอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกัน ไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางของอะไร
ต่อมา เพนเซียสและวิลสัน ใช้โมเดล Big Bang ของกามอฟ มาทำนายถึงคลื่นไมโครเวฟ 3 องศาเคลวินที่จะต้องมีกระจายอยู่ทั่วไปในเอกภพ
หลายปีให้หลัง คลื่นนี้มีการค้นพบจริง หนำซ้ำยังเป็นคลื่นที่แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยในทุก ๆ ทิศทาง นักดาราศาสตร์ก็ปรบมือดีใจกันยกใหญ่ ว่านี่ไง เป็นหลักฐานว่าเอกภพมีความสม่ำเสมอในทุก ๆ บริเวณจริง !!
ไม่เห็นบ้างเลยหรือ ว่ามันมีอะไรที่ขัด ๆ กันอยู่ พิกล ๆ
เอ้า...เพื่อกันความไม่สอดคล้อง ลองแก้ Big Bang เป็น Inflation การเฟ้อ เพราะอารมณ์เฟ้อนี่ ดูมันไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางของอะไรดี
ถามว่า คำว่า ระเบิด และคำว่าเฟ้อ นี่มันคือ 'อะไร'ระเบิด หรือ 'อะไร'เฟ้อ มันคือมวลสาร หรือพลังงานความร้อน หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรืออะไรกันแน่
เอกภพของพวกคุณ นิยามมันคือ ตัวดวงดาว (หมายถึงมวลสารที่เป็นกลุ่มก๊าซ รวมทั้งเนื้อดินเนื้อหินของมัน) หรือแสงของมัน หรือคลื่นไมโครเวฟ หรือตัวกลางที่ทั้งแสงและคลื่นไมโครเวฟเดินทางผ่าน หรือสิ่งที่ละเอียดยิ่งไปกว่านั้นอีก (ถ้าหากมันจะพึงมี)
ฮับเบิลไม่ได้เห็นดวงดาว จริง ๆ แล้วในโลกนี้เราไม่เคยเห็นอะไร เราเห็นเพียงแค่แสงที่สะท้อนออกมาจากอะไรต่างหาก แล้วแสงนี้ก็เดินทางผ่านตัวกลาง มาตกยังจอตาของเรา...
การที่แสงของดวงดาว Red shift มาถึงตาเรา มันหมายความอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
ตั้งหลักให้ดี ๆ ก่อน ว่าคุณเอาอะไรมาพิสูจน์อะไร...
ขอถามซ้ำอีกครั้งหนึ่ง...เอกภพของคุณคือตัวไหนกันแน่?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 11 ต.ค. 2549 (16:07) ถ้าเอกภพมีความหมายว่า "ดวงดาว" ที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวมวลสาร (กลุ่มก๊าซ แร่ธาตุ ฯลฯ)ของดวงดาวเป็นสำคัญแล้วล่ะก็...
ประโยคที่ว่า "เอกภพมีความสม่ำเสมอและเท่าเทียมกันในทุกบริเวณ" ไม่มีทางจะเป็นความจริงขึ้นมาได้ตลอดกาล และข้อโต้แย้งสำหรับเรื่องนี้ ใคร ๆ ก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตาเปล่า
อย่ามาใช้คำพูดที่่ว่า "...แม้ของจริงไม่สม่ำเสมอ แต่ในทางทฤษฎี 'ถือว่า' สม่ำเสมอ..."
เพราะความจริงของจักรวาลคงไม่มีแบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งว่านี่ของจริง โน่นทฤษฎี ...ไม่อาจทำได้
เนื่องเพราะ...ทฤษฎีย่อมจะต้องแกะรอยออกมาจากความเป็นจริงเสมอ
ในความเห็นของผม สิ่งที่สม่ำเสมอมากที่สุด (หากพิจารณาในอาณาบริเวณที่กว้างที่สุดเท่าที่จะพิจารณาได้ !!) ในเอกภพก็คือสิ่งที่เรียกว่า "สนามเวลา-ระยะ" Time-space Field
หากมองกันตั้งแต่ชื่อ ก็จะสังเกตความแตกต่างของแนวคิดของผมได้อย่างชัดเจน เพราะคนอื่น ๆ จะแปลคำนี้เป็น สนามกาล-อวกาศ เนื่องเพราะคงจะเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับอวกาศอยู่มาก ก็เลยน่าจะแปล 'space' ว่าเป็นอวกาศ แต่ให้เผอิญว่า สนามที่มีชื่อว่า Time-space นี้ มันมีอยู่บนผิวโลกด้วยนี่สิ !
ทีนี้เห็นหรือยัง? ว่าเพราะอะไรมันถึงแปลว่า 'สนามกาลอวกาศ' ไม่ได้
คำอธิบายสำหรับสนามนี้อย่างคร่าว ๆ ก็คือ มันเป็นผลลัพธ์ของอันตรกิริยาระหว่าง 'สนามโน้มถ่วง'กับ'สนามปฏิภาคโน้มถ่วง' มันทำให้อะไรต่อมิอะไรมี 'จุดเริ่มต้น' และเมื่อเริ่มต้นแล้วย่อมต้องมี 'จุดสิ้นสุด' แล้วมันก็เลยทำให้เกิดสภาวการณ์ของความเป็น 'ห้วง' และความเป็น'ช่วง' ขึ้นในเอกภพ
ดังที่ผมมักจะบอกอยู่เสมอว่า 'ห้วง' คือห้วงเวลา และ'ช่วง' คือช่วงระยะ สนามตัวนี้มันมีความเป็น 'ห้วง' และ 'ช่วง' มันจึงทำให้เกิด 'เวลา'และ'ระยะ' อันเป็นแม่บทมูลฐานของกลศาสตร์ฟิสิกส์ (-เอาระยะมาหารด้วยเวลา ได้ความเร็ว เอาความเร็วมาหารด้วยเวลา ได้ความเร่ง เอาความเร่งไปคูณมวล ได้แรง ฯลฯ -) ที่นักฟิสิกส์ทุกเผ่าพันธุ์ต้องเรียนรู้
แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับบทความนี้...
เกี่ยวสิครับ...เพราะแสงเดินทางไปมาบนเอกภพได้ ย่อมต้องอาศัยสนามเวลา-ระยะตัวนี้ สนามเวลา-ระยะตัวนี้ โดยเฉลี่ยมีความสม่ำเสมอก็จริง แต่หากพิจารณาในอาณาบริเวณที่ค่อย ๆ แคบเข้ามาเรื่อย ๆ จะพบว่า มันมีความไม่สม่ำเสมอกันอยู่ในบางช่วงของรอยต่อ
อุปมาให้เห็นภาพ ก็คงจะเหมือนน้ำ(-ที่จริงคือสารละลายเกลือแกง-)ในมหาสมุทรแปซิฟิคอันกว้างใหญ่ บางคนอาจจะใช้ค่าเฉลี่ยเพื่อสื่อว่าสารละลายเกลือแกงนี้มีความเข้มข้นเท่าไหร่
แต่หากพิจารณากันในแต่ละภูมิภาค จะเห็นเลยว่า สารละลายเกลือแกงในมหาสมุทรแปซิฟิคของแต่ละภูมิภาค น่าจะมีความเข้มข้นแตกต่างกัน เพราะมันมีการผสมผสานของน้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป (-ในกรณีนี้ ปริมาณน้ำทิ้ง น้ำเสียก็มีส่วนด้วย-)
ขอย้อนทวนประโยคที่กล่าวไว้ในความคิดเห็นที่ 2
"ฮับเบิลไม่ได้เห็นดวงดาว จริง ๆ แล้วในโลกนี้เราไม่เคยเห็นอะไร เราเห็นเพียงแค่แสงที่สะท้อนออกมาจากอะไรต่างหาก แล้วแสงนี้ก็เดินทางผ่านตัวกลาง มาตกยังจอตาของเรา...
การที่แสงของดวงดาว Red shift มาถึงตาเรา มันหมายความอะไรได้ตั้งหลายอย่าง..."
ลองจินตนาการสิครับว่า หากแสงจากดวงดาวดวงหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลโพ้น จนแม้ชั่วชีวิตเราก็ไม่อาจเดินทางด้วยยานพาหนะใด ๆ ไปถึงได้ กว่าที่มันจะตกมาถึงจอตาเรา มันผ่านสนามเวลา-ระยะที่ไม่เนียนเรียบมาเท่าไรต่อเท่าไร
มหาสมุทรแปซิฟิคแคบกว่าเอกภพตั้งเยอะ น้ำทะเลยังเข้มข้นไม่เท่ากันได้เลย สาอะไรกับเอกภพกว้างใหญ่ แสงกว่าจะผ่านมาได้ มันจะ Red shift ไปบ้าง ไม่เห็นจะเป็นไรเลย !!
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 20 พ.ค. 2550 (21:25) ความคิดเห็นของคุณ einstine เป็นอะไรที่น่าคิดนะครับ แต่อย่าหาว่าผมคิดอะไรลึกมากนะครับตามที่คุณยกตัวอย่างของน้ำทะเลที่แต่ระบริเวณมีความเข้มข้นมาก-น้อยต่างกัน ทีนี้เราเห็นอะไรกันบ้างเราเห็นว่ามันมีมาก กับ น้อย ดังนั้นสนามระยะ-เวลาของคุณก็จะต้อส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ red shift และ blue shift จริงไหมครับแต่การตรวจสอบของเอ็ดวิน ฮับเบิลกลับพบแต่ red shift และที่สำคัญปรากฏการ์ณ red shift มิได้เกิดขึ้นแบบสุ่มทิศสุ่มทางหรือสุมระยะห่าง แต่มันมีสัดส่วนที่แปรผันกันระหว่าง ความเร็วและระยะห่างของกาแล็อกซีที่เป็นแบบแผน ดังนั้นถ้าจะให้เอ็ดวิน ฮับเบิลผิดคงจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ ( และเขาก็คงไม่ได้โนเบลด้วย )
ส่วนเรื่องการระเบิดของบิกแบงนั้นผมอยากขอยกแนวคิดที่ผมได้รับรู้จากหนังสือเรื่อง จักรวาลในเปลือกนัท ของ ศาสตราจารย์ สตีเฟ่น ฮอว์คิ้งนะครับ ท่านบอกว่าจักรวาลเราเกิดจากการระเบิดที่เรีกว่าบิกแบงและจักรวาลก็ขยายตัวออกเรื่อยๆ แต่ผู้คนมันคิดกันแบบง่ายๆ ผมขอยกตัวอย่างของลูกโป่งนะครับ คนทั่วไปมักคิดว่าจักรวาลเหมือนลูกโป่งที่พองตัวแล้วเราก็ ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศในลูกโป่ง แต่ที่จริงแล้วเรามิได้อยู่ในลูกโป่งแต่อยู่ที่ผิวของลูกโป่งต่างหาก คำว่าที่ผิวนี่หมายถึงผิวแบนราบไปกับผิวไม่ได้สูงขึ้นมาแม้แต่นาโนเมตร ( แนวคิดนี้มิได้หมายถึงจักรวาลเป็นแบบนี้จริงๆแต่เป็นเพียงแบบจำลองทางคณิตศาสตร์) สิ่งที่ได้จากแนวคิดนี้ก็คือ ไม่ว่าเราจะสังเกตุจักรวาลจากที่ไหนก็จะมองเห็นเมือนกับเราอยุ่ตรงกลางจักรวาล เสมอ เราจะอยู่ที่จุดหนาแน่นเสมอ ซึ่งตรงนี้และที่ทำให้บอกได้ว่าจักรวาลมีความสม่ำเสมอ ( แต่ก็ไม่มีการบอกว่าเราจะตัดค่าเอนโทรปีทิ้ง ) และอย่างที่สองคือแนวคิดเล่นๆว่าหากเรามีความสามารถสร้างกล้องที่มองไปถึงขอบจักรวาลสิ่งที่จะเห็นก็คือด้านหลังศีษระของเรานั่นเอง