 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/74" type="text/javascript"></script> |
|
|
Inflationary Universe (ตอนที่ ๑)
สรุปความรู้และความเข้าใจที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อเอกภพ
post ครั้งแรก: Mon 22 January 2007, 11:40 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 22 January 2007, 11:40 am
|
หน้าที่ 4 - กว้างกว่าขอบฟ้าจะกางกั้น (Horizon Problem)
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์์ คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
ทุกครั้งที่เรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนนั้น ภาพดาวบนท้องฟ้าที่เราเห็นไม่ใช่
ภาพของดาวในปัจจุบัน แต่เป็นภาพของดาวดวงนั้นเมื่ออดีตกาล อาจเป็นพันปีหรือล้านปี
เพราะความจริงที่ว่าแสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลนั้นต้องอาศัยเวลาในการเดินทาง
แม้แต่ดวงอาทิตย์ของเราแสงยังต้องใช้เวลาเดินทางถึงแปดนาที ยิ่งห่างไกลจากโลกไปเท่าไหร่
แสงยิ่งต้องใช้เวลาเดินทางนานยิ่งขึ้นเท่านั้น วัตถุที่ไกลๆอย่างเนบูล่าในกลุ่มดาวนายพราน
แสงต้องใช้เวลาเดินทางถึง 1,600 ปีทีเดียว ดังนั้นกลุ่มดาวนายพรานที่เราเห็นในวันนี้
คือภาพถ่ายของมันเมื่อ 1,600 ปีที่แล้ว กาแล็กซี่ที่อยู่ไกล้กาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา
มากที่สุดคือกาแล็กซีอันดรอเมด้า อยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางประมาณ 2.9 ล้านปีแสง
นั้นคือแสงจากอันดรอเมดร้าจะต้องใช้เวลาเดินทางถึงสองล้านเก้าแสนปีมายังโลกของเรา
ยิ่งอยู่ไกลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใช้เวลาเดินทางนานมากขึ้นเท่านั้น
|

แต่ตามทฤษฎีบิกแบง เอกภพของเรามีอายุจำกัด ดังนั้นเวลาที่แสงใช้ในการเดินทาง
มายังโลก จะต้องไม่ยาวนานกว่าอายุของเอกภพ ซึ่งมีอายุประมาณ 14 พันล้านปีมาแล้ว
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เก่าที่สุดเท่าที่เราสามารถที่จะหาได้ในเอกภพนั้นก็คือ คลื่น
Cosmic Microwave Background Radiation (CBR) ซึ่งปลดปล่อยออกมาเมื่อเอกภพ
มีอายุสามแสนปีหลังจากบิกแบง ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเป็นยุคมืดของเอกภพไม่มีแสง
หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ ให้เรามองกลับไปได้ก่อนเวลานั้น ( นี่เองเป็นสาเหตุให้
นักวิทยาศาสตร์พยายามตรวจหาคลื่นแรงโน้มถ่วง หรือ Gravitational Wave ซึ่งเป็น
คลื่นการสั่นของตัวอวกาศเอง คลื่นนี้เกิดมาคู่กับเอกภพตั้งแต่สมัยบิกแบง )
CBR เป็นสิ่งคลื่นที่เก่าที่สุดที่เราสามารถจะมองเห็น ซึ่งเดินทางมาจากตำแหน่งที่อยู่ห่าง
จากเราออกไป 14 พันล้านปีแสง ดังนั้นเราจึงถือว่าระยะทางสิบสี่พันล้านปีแสงนั้นเป็น
ระยะทางที่ไกลที่สุดเท่าที่เราจะมองเห็นได้ นักฟิสิกส์เรียกระยะทางนี้ว่า Cosmic Horizon
หรือขอบฟ้าของจักรวาล
อย่างไรก็ตามเอกภพของเรานั้นกว้างกว่าขอบฟ้าของจักรวาลมาก แต่ตำแหน่งที่อยู่นอก
ขอบฟ้าออกไป เรายังไม่สามารถที่จะรับสัญญานใดๆจากจุดนั้นได้ ยกตัวอย่างเช่น
สมมุติว่ามีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ในดวงดาวที่อยู่ห่างจากเราไป สิบห้าพันล้านปีแสง
ไม่ว่าเราจะค้นหาพวกเขาเท่าใด ก็ไม่มีทางที่จะหาพวกเขาเจอได้ แม้ว่าเราจะใช้กล้องดูดาว
ที่ดีแค่ไหนก็ตาม เนื่องจากพวกเข้าอยู่นอกขอบฟ้าจักรวาลที่ไม่มีทางเอื้อมถึง
เราต้องรอเวลาอีกหนึ่งพันล้านปี กว่าที่แสงจากดาวของเขาจะเดินทางมาถึงเรา
เอกภพของเรานั้นใหญ่โตมากจนเราไม่สามารถที่จะมองเห็นมันได้ทั้งหมด
จากการที่เอกภพกว้างใหญ่กว่าขอบฟ้าจักรวาลมากนี่เอง ทำให้เกิดปัญหาสำคัญขึ้น
เนื่องจาก Cosmic Microwave Background Radiation ที่เราวัดได้จากตำแหน่งทิศทาง
ต่างๆนั้นมีอุณหภูมิเท่ากัน ตามทฤษฎีเทอร์โมไดนามิกส์นั้นระบบมีอุณหภูมิเท่ากันได้
เมื่อเกิดการสมดุลทางความร้อน นั่นคือต้องมีการถ่ายเทความร้อนระหว่างกัน
แต่อย่าลืมว่า CBR ที่เดินทางมายังโลกเรานั้นอยู่ห่างไปถึง 14 พันล้านปีแสง
ดังนั้นตำแหน่งที่คลื่น CBR เดินทางมาจากทิศเหนือนั้น จะห่างจากตำแหน่งที่คลื่น CBR
เดินทางมาเมื่อเราวัดจากทิศตรงกันข้าม (ทิศใต้) เป็นระยะทางถึง 28 พันล้านปีแสง
ซึ่งทั้งสองตำแหน่งไม่ได้อยู่ในขอบฟ้าเหตุการณ์ของกันและกัน จึงไม่น่าเป็นไปได้
ที่จะมีการถ่ายแทความร้อนระหว่างสองตำแหน่งนั้นเพราะเท่ากับว่าสัญญานความร้อน
ที่เดินทางไปมาระหว่างกันเคลื่อนที่เร็วกว่าอัตราเร็วของแสงซึ่งเป็นการขัดแย้งกับ
ทฤษฎีสัมพัทธภาพอย่างรุนแรง ปัญหานี้นักฟิสิกส์เรียกว่า Horizon Problem
|
 สมมุติว่าเราวัดค่า CBR จากตำแหน่งสองตำแหน่งบน Cosmic Horizon
คือตำแหน่ง A และตำแหน่ง B จาก Cosmological principle ( และการทดลอง )
พบว่า ไม่ว่าสองจุดจะห่างกันเท่าไหร่ก็ตาม CBR ที่มาจากตำแหน่งทั้งสองเหมือนกัน
ทุกประการ มีอุณหภูมิเท่ากัน ปัญหาก็คือถ้าตำแหน่ง A และตำแหน่ง B ห่างกันมากๆ
จนมากกว่า Cosmic Horizon ของตำแหน่งทั้งสอง เหตุใดข้อมูลทางเทอร์โมไดนามิค
เช่นอุณหภูมิของ CBR จากทั้งสองจุดยังคงเท่ากัน อนุภาคที่ตำแหน่ง B ได้รับข้อมูล
จากอนุภาคที่ตำแหน่ง A ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ทั้งสองตำแหน่งนั้นดูถูกตัดขาดจากกันและกัน
( Disconnected Area )
นักฟิสิกส์พยายามแก้ปัญหานี้มานาน จนกระทั้ง อลัน กู๊ต (Alan Guth) นักฟิสิกส์จาก MIT
ได้เสนอทฤษฎี Inflationary Universe ขึ้นมา
ทฤษฎี Inflation นั้นอธิบายว่า ตำแหน่ง A และตำแหน่ง B นั้นเมื่อสิบสี่พันล้านปีที่แล้ว
หลังจากเกิดบิกแบงใหม่ๆ ตำแหน่งทั้งสองอยู่ใกล้กัน ภายใต้ขอบฟ้าจักรวาลของกันและกัน
แต่มีช่วงหนึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ที่เอกภพขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก ด้วยอัตตราเร็วกว่า
ความเร็วของแสงหลายเท่านัก
ดังรูป ช่วงสีม่วงคือช่วงที่เกิด Inflation ดังนั้นข้อมูลท่างเทอร์โมไดนามิคเช่น
อุณหภูมิของ Cosmic Background radiation จากตำแหน่งทั้งสองนั้นเหมือนกันได้
เพราะว่ามันได้ส่งถ่ายข้อมูลกันก่อน Inflation
|
 ช่วงเวลาที่เกิด Inflation นั้นกินเวลาไม่นาน แต่นานพอที่จะดึงตำแหน่งทั้งสองออกจากกัน
ให้หลุดออกไปนอก Cosmic Horizon ของอีกตำแหน่งหนึ่งได้
การขยายตัวของเอกภพที่เร็วกว่าอัตราเร็วของแสงนั้น ไม่ได้ขัดกับหลักการCausalityแต่อย่างใด
เพราะตัวเอกภพ หรือ ตัวอวกาศเป็นตัวที่ขยาย นั่นคือระยะทางระหว่างอนุภาคขยายตัวเพิ่มขึ้น
แต่ไม่มีอนุภาคตัวไหน หรือข้อมูลใดที่เคลื่อนที่เร็วกว่าอัตตราเร็วของแสง ทฤษฎีของสัมพัทธภาพ
ของไอน์สไตน์ และกฎของฟิสิกส์ยังคงถูกต้อง
|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 9 ต.ค. 2549 (16:04) ขอแสดงความเห็น ด้วยความเคารพในความเห็นของเจ้าของบทความ...
แรกเริ่มเดิมทีนั้น นักดาราศาสตร์เชื่อกันว่า เอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกันในทุก ๆ บริเวณ ไม่มีจุดไหนของเอกภพ ที่เป็นศูนย์กลางของเอกภพบริเวณที่เหลือ มิหนำซ้ำยังเป็นเอกภพที่มีขนาดคงที่ ความเชื่อยังคงเป็นเช่นนี้จนกระทั่งมาสะดุดเข้ากับ การเลื่อนของแสงของดวงดาวเข้าไปทางสีแดง (Red shift) ที่เอ็ดวิน ฮับเบิลค้นพบจากการส่องกล้องดูดาว
ก็เลยต้องเปลี่ยนความเชื่อกันใหม่ว่า เอกภพมีขนาดไม่คงที่ แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังยินดีที่จะเชื่ออยู่ว่าเอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกัน !! แม้แต่หลังจากที่จอร์จ กามอฟ ได้ตั้งสมมติฐานว่าเอกภพควรจะกำเนิดจาก Big Bang การระเบิดครั้งใหญ่ (ที่น่าจะหมายความว่า เอกภพมีศูนย์กลางอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง) และนักดาราศาสตร์ก็เชื่อกันมากมาย
แต่ขณะเดียวกันก็ยังยินดีที่จะเชื่ออีกว่า เอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกัน ไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางของอะไร
ต่อมา เพนเซียสและวิลสัน ใช้โมเดล Big Bang ของกามอฟ มาทำนายถึงคลื่นไมโครเวฟ 3 องศาเคลวินที่จะต้องมีกระจายอยู่ทั่วไปในเอกภพ
หลายปีให้หลัง คลื่นนี้มีการค้นพบจริง หนำซ้ำยังเป็นคลื่นที่แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยในทุก ๆ ทิศทาง นักดาราศาสตร์ก็ปรบมือดีใจกันยกใหญ่ ว่านี่ไง เป็นหลักฐานว่าเอกภพมีความสม่ำเสมอในทุก ๆ บริเวณจริง !!
ไม่เห็นบ้างเลยหรือ ว่ามันมีอะไรที่ขัด ๆ กันอยู่ พิกล ๆ
เอ้า...เพื่อกันความไม่สอดคล้อง ลองแก้ Big Bang เป็น Inflation การเฟ้อ เพราะอารมณ์เฟ้อนี่ ดูมันไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางของอะไรดี
ถามว่า คำว่า ระเบิด และคำว่าเฟ้อ นี่มันคือ 'อะไร'ระเบิด หรือ 'อะไร'เฟ้อ มันคือมวลสาร หรือพลังงานความร้อน หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรืออะไรกันแน่
เอกภพของพวกคุณ นิยามมันคือ ตัวดวงดาว (หมายถึงมวลสารที่เป็นกลุ่มก๊าซ รวมทั้งเนื้อดินเนื้อหินของมัน) หรือแสงของมัน หรือคลื่นไมโครเวฟ หรือตัวกลางที่ทั้งแสงและคลื่นไมโครเวฟเดินทางผ่าน หรือสิ่งที่ละเอียดยิ่งไปกว่านั้นอีก (ถ้าหากมันจะพึงมี)
ฮับเบิลไม่ได้เห็นดวงดาว จริง ๆ แล้วในโลกนี้เราไม่เคยเห็นอะไร เราเห็นเพียงแค่แสงที่สะท้อนออกมาจากอะไรต่างหาก แล้วแสงนี้ก็เดินทางผ่านตัวกลาง มาตกยังจอตาของเรา...
การที่แสงของดวงดาว Red shift มาถึงตาเรา มันหมายความอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
ตั้งหลักให้ดี ๆ ก่อน ว่าคุณเอาอะไรมาพิสูจน์อะไร...
ขอถามซ้ำอีกครั้งหนึ่ง...เอกภพของคุณคือตัวไหนกันแน่?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 11 ต.ค. 2549 (16:07) ถ้าเอกภพมีความหมายว่า "ดวงดาว" ที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวมวลสาร (กลุ่มก๊าซ แร่ธาตุ ฯลฯ)ของดวงดาวเป็นสำคัญแล้วล่ะก็...
ประโยคที่ว่า "เอกภพมีความสม่ำเสมอและเท่าเทียมกันในทุกบริเวณ" ไม่มีทางจะเป็นความจริงขึ้นมาได้ตลอดกาล และข้อโต้แย้งสำหรับเรื่องนี้ ใคร ๆ ก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตาเปล่า
อย่ามาใช้คำพูดที่่ว่า "...แม้ของจริงไม่สม่ำเสมอ แต่ในทางทฤษฎี 'ถือว่า' สม่ำเสมอ..."
เพราะความจริงของจักรวาลคงไม่มีแบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งว่านี่ของจริง โน่นทฤษฎี ...ไม่อาจทำได้
เนื่องเพราะ...ทฤษฎีย่อมจะต้องแกะรอยออกมาจากความเป็นจริงเสมอ
ในความเห็นของผม สิ่งที่สม่ำเสมอมากที่สุด (หากพิจารณาในอาณาบริเวณที่กว้างที่สุดเท่าที่จะพิจารณาได้ !!) ในเอกภพก็คือสิ่งที่เรียกว่า "สนามเวลา-ระยะ" Time-space Field
หากมองกันตั้งแต่ชื่อ ก็จะสังเกตความแตกต่างของแนวคิดของผมได้อย่างชัดเจน เพราะคนอื่น ๆ จะแปลคำนี้เป็น สนามกาล-อวกาศ เนื่องเพราะคงจะเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับอวกาศอยู่มาก ก็เลยน่าจะแปล 'space' ว่าเป็นอวกาศ แต่ให้เผอิญว่า สนามที่มีชื่อว่า Time-space นี้ มันมีอยู่บนผิวโลกด้วยนี่สิ !
ทีนี้เห็นหรือยัง? ว่าเพราะอะไรมันถึงแปลว่า 'สนามกาลอวกาศ' ไม่ได้
คำอธิบายสำหรับสนามนี้อย่างคร่าว ๆ ก็คือ มันเป็นผลลัพธ์ของอันตรกิริยาระหว่าง 'สนามโน้มถ่วง'กับ'สนามปฏิภาคโน้มถ่วง' มันทำให้อะไรต่อมิอะไรมี 'จุดเริ่มต้น' และเมื่อเริ่มต้นแล้วย่อมต้องมี 'จุดสิ้นสุด' แล้วมันก็เลยทำให้เกิดสภาวการณ์ของความเป็น 'ห้วง' และความเป็น'ช่วง' ขึ้นในเอกภพ
ดังที่ผมมักจะบอกอยู่เสมอว่า 'ห้วง' คือห้วงเวลา และ'ช่วง' คือช่วงระยะ สนามตัวนี้มันมีความเป็น 'ห้วง' และ 'ช่วง' มันจึงทำให้เกิด 'เวลา'และ'ระยะ' อันเป็นแม่บทมูลฐานของกลศาสตร์ฟิสิกส์ (-เอาระยะมาหารด้วยเวลา ได้ความเร็ว เอาความเร็วมาหารด้วยเวลา ได้ความเร่ง เอาความเร่งไปคูณมวล ได้แรง ฯลฯ -) ที่นักฟิสิกส์ทุกเผ่าพันธุ์ต้องเรียนรู้
แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับบทความนี้...
เกี่ยวสิครับ...เพราะแสงเดินทางไปมาบนเอกภพได้ ย่อมต้องอาศัยสนามเวลา-ระยะตัวนี้ สนามเวลา-ระยะตัวนี้ โดยเฉลี่ยมีความสม่ำเสมอก็จริง แต่หากพิจารณาในอาณาบริเวณที่ค่อย ๆ แคบเข้ามาเรื่อย ๆ จะพบว่า มันมีความไม่สม่ำเสมอกันอยู่ในบางช่วงของรอยต่อ
อุปมาให้เห็นภาพ ก็คงจะเหมือนน้ำ(-ที่จริงคือสารละลายเกลือแกง-)ในมหาสมุทรแปซิฟิคอันกว้างใหญ่ บางคนอาจจะใช้ค่าเฉลี่ยเพื่อสื่อว่าสารละลายเกลือแกงนี้มีความเข้มข้นเท่าไหร่
แต่หากพิจารณากันในแต่ละภูมิภาค จะเห็นเลยว่า สารละลายเกลือแกงในมหาสมุทรแปซิฟิคของแต่ละภูมิภาค น่าจะมีความเข้มข้นแตกต่างกัน เพราะมันมีการผสมผสานของน้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป (-ในกรณีนี้ ปริมาณน้ำทิ้ง น้ำเสียก็มีส่วนด้วย-)
ขอย้อนทวนประโยคที่กล่าวไว้ในความคิดเห็นที่ 2
"ฮับเบิลไม่ได้เห็นดวงดาว จริง ๆ แล้วในโลกนี้เราไม่เคยเห็นอะไร เราเห็นเพียงแค่แสงที่สะท้อนออกมาจากอะไรต่างหาก แล้วแสงนี้ก็เดินทางผ่านตัวกลาง มาตกยังจอตาของเรา...
การที่แสงของดวงดาว Red shift มาถึงตาเรา มันหมายความอะไรได้ตั้งหลายอย่าง..."
ลองจินตนาการสิครับว่า หากแสงจากดวงดาวดวงหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลโพ้น จนแม้ชั่วชีวิตเราก็ไม่อาจเดินทางด้วยยานพาหนะใด ๆ ไปถึงได้ กว่าที่มันจะตกมาถึงจอตาเรา มันผ่านสนามเวลา-ระยะที่ไม่เนียนเรียบมาเท่าไรต่อเท่าไร
มหาสมุทรแปซิฟิคแคบกว่าเอกภพตั้งเยอะ น้ำทะเลยังเข้มข้นไม่เท่ากันได้เลย สาอะไรกับเอกภพกว้างใหญ่ แสงกว่าจะผ่านมาได้ มันจะ Red shift ไปบ้าง ไม่เห็นจะเป็นไรเลย !!
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 20 พ.ค. 2550 (21:25) ความคิดเห็นของคุณ einstine เป็นอะไรที่น่าคิดนะครับ แต่อย่าหาว่าผมคิดอะไรลึกมากนะครับตามที่คุณยกตัวอย่างของน้ำทะเลที่แต่ระบริเวณมีความเข้มข้นมาก-น้อยต่างกัน ทีนี้เราเห็นอะไรกันบ้างเราเห็นว่ามันมีมาก กับ น้อย ดังนั้นสนามระยะ-เวลาของคุณก็จะต้อส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ red shift และ blue shift จริงไหมครับแต่การตรวจสอบของเอ็ดวิน ฮับเบิลกลับพบแต่ red shift และที่สำคัญปรากฏการ์ณ red shift มิได้เกิดขึ้นแบบสุ่มทิศสุ่มทางหรือสุมระยะห่าง แต่มันมีสัดส่วนที่แปรผันกันระหว่าง ความเร็วและระยะห่างของกาแล็อกซีที่เป็นแบบแผน ดังนั้นถ้าจะให้เอ็ดวิน ฮับเบิลผิดคงจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ ( และเขาก็คงไม่ได้โนเบลด้วย )
ส่วนเรื่องการระเบิดของบิกแบงนั้นผมอยากขอยกแนวคิดที่ผมได้รับรู้จากหนังสือเรื่อง จักรวาลในเปลือกนัท ของ ศาสตราจารย์ สตีเฟ่น ฮอว์คิ้งนะครับ ท่านบอกว่าจักรวาลเราเกิดจากการระเบิดที่เรีกว่าบิกแบงและจักรวาลก็ขยายตัวออกเรื่อยๆ แต่ผู้คนมันคิดกันแบบง่ายๆ ผมขอยกตัวอย่างของลูกโป่งนะครับ คนทั่วไปมักคิดว่าจักรวาลเหมือนลูกโป่งที่พองตัวแล้วเราก็ ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศในลูกโป่ง แต่ที่จริงแล้วเรามิได้อยู่ในลูกโป่งแต่อยู่ที่ผิวของลูกโป่งต่างหาก คำว่าที่ผิวนี่หมายถึงผิวแบนราบไปกับผิวไม่ได้สูงขึ้นมาแม้แต่นาโนเมตร ( แนวคิดนี้มิได้หมายถึงจักรวาลเป็นแบบนี้จริงๆแต่เป็นเพียงแบบจำลองทางคณิตศาสตร์) สิ่งที่ได้จากแนวคิดนี้ก็คือ ไม่ว่าเราจะสังเกตุจักรวาลจากที่ไหนก็จะมองเห็นเมือนกับเราอยุ่ตรงกลางจักรวาล เสมอ เราจะอยู่ที่จุดหนาแน่นเสมอ ซึ่งตรงนี้และที่ทำให้บอกได้ว่าจักรวาลมีความสม่ำเสมอ ( แต่ก็ไม่มีการบอกว่าเราจะตัดค่าเอนโทรปีทิ้ง ) และอย่างที่สองคือแนวคิดเล่นๆว่าหากเรามีความสามารถสร้างกล้องที่มองไปถึงขอบจักรวาลสิ่งที่จะเห็นก็คือด้านหลังศีษระของเรานั่นเอง