 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/74" type="text/javascript"></script> |
|
|
Inflationary Universe (ตอนที่ ๑)
สรุปความรู้และความเข้าใจที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อเอกภพ
post ครั้งแรก: Mon 22 January 2007, 11:40 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 22 January 2007, 11:40 am
|
หน้าที่ 5 - โครงสร้างของเอกภพ
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์์ คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
ผลพลอยได้จากทฤษฎี Inflation ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการอธิบายโครงสร้างของเอกภพ ตามหลักการ
Cosmological principleนั้น เราถือว่าเอกภพมีลักษณะเหมือนกับในทุกๆจุด แต่เหตุใดโครงสร้างของเอกภพ
จึงประกอบด้วยกาแล็กซี่ ที่เรียงกันอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ
จากการศึกษาโดยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ โดยให้มวลสารในเอกภพจัดเรียกตัวด้วย อิทธิพลจากแรงโน้มถ่วง
ระหว่างมวลที่ดึงดูดระหว่างมวลสารต่างๆ ในเอกภพ (ตามรูปข้างล่าง) ผลการทดลองพบว่า
หากมวลสารในตอนเริ่มต้น ไม่เรียงตัวอย่างสม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน ตามหลักของ Cosmological
principleแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปการกระจายของมวลสาร ในเอกภพจะกระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบแบบที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

ถึงแม้ว่าผลการจำลองโดยคอมพิวเตอร์ จะให้ผลที่น่าพอใจ แต่นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ ต่างพากันครุ่นคิดว่า
สาเหตุใดที่ทำให้มวลสารเรียงตัวกันอย่างไม่สมำเสมอในตอนแรก ทั้งๆที่หลังจากเกิดบิกแบงใหม่ๆ มวลสารและพลังงาน
ต่างกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอทั่วเอกภพ
ทฤษฎีหนึ่งที่นักฟิสิกส์เชื่อว่าเป็นคำตอบของปัญหานี้ ซ่อนอยู่ในทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์
ตามทฤษฎีควอนตัมนั้นมีหลักสำคัญที่เรียกว่ากฎความไม่แน่นอนของไฮเซนเบอร์ก
ผลจากกฎดังกล่าวทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นในระบบของฟิสิกส์ที่เรียกกันว่า
การสั่นทางควอนตัม หรือ Quantum Fluctuation ซึ่งปกตินั้นมีค่าน้อยมาก
จนไม่สามารถสังเกตุเห็นได้ ซึ่งในช่วงที่เอกภพพึ่งจะเกิดใหม่ๆ ก็มีการสั่นทางควอนตัม
เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นผลทำให้การเรียงตัวของสสารและพลังงานในเอกภพ
เกิดการไม่สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน
ปัญหาติดอยู่ตรงที่ว่า การสั่นทางควอนตัมนั้นตามปกติจะมีขนาดเล็กมาก
เล็กจนบางครั้งไม่สามารถที่จะตรวจวัดได้ ดังนั้นลำพัง Quantum Fluctuation เพียงอย่างเดียว
คงไม่เพียงพอที่จะอธิบายปรากฎการนี้ได้ทั้งหมด

ภาพแสดงการจำลองโครงสร้างของเอกภพด้วยคอมพิวเตอร์ (ภาพจาก
VIRGO
project)
เมื่อเอกภพแรกเกิดใหม่ๆนั้น Quantum Fluctuation ในขณะนั้นมีผลน้อยมากเช่นเดี่ยวกับในปัจจุบัน
และไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆต่อโครงสร้างของเอกภพแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่เอกภพกำเนิดขึ้นไม่นานเพียง 10
-45 วินาทีหลังจากบิกแบง
พลังงานลึกลับบางอย่างผลักดันให้เอกภพพัฒนาต่อไปเข้าสู่ช่วง Inflation
แม้ว่าการขยายตัวของเอกภพในช่วงนี้จะกินเวลาเพียงเล็กน้อย คือตั้งแต่ 10
-45ถึง
10
-30วินาทีหลังจากบิกแบง
แต่ด้วยอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วมากกว่าอัตราเร็วแสง ทำให้เอกภพมีขนาดใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมถึง
10
50เท่า
หรือเท่ากับ หนึ่งร้อยล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านเท่า ความมหึมาของ 10
50
เขียนเป็นตัวเลขได้เท่ากับ 100,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000
(ศูนย์ 50 ตัว)
ด้วยอัตราการขยายตัวระดับมหึมาเช่นนี้ส่งผลมากเกินพอที่จะทำให้ Quantum Fluctuation
ที่ส่งผลเกิดความไม่สม่ำเสมอของมวลสารเพียงเล็กน้อยในตอนแรกได้รับการขยายให้เกิดความให้รุนแรงมากขึ้น
จนมีอิทธิพลเพียงพอที่จะส่งผลถึงการเปลี่ยนการกระจายตัวของสสาร และพลังงานของเอกภพ
จากการกระจายตัวที่สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน มาเป็นการกระจายตัวที่ไม่มีสมมาตร ส่งผลให้เอกภพมีลักษณะในอย่างที่เราคุ้นตากันอยู่ในทุกวันนี้
ข้อดีของทฤษฎี Inflationary Universe นั้นนอกจากมันจะช่วยอธิบายปัญหา Horizon Problem
ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของวิชาจักรวาลวิทยาแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาสำคัญอีกอันหนึ่งนั่นก็คือปัญหา
Flatness Problem ว่าเหตุใดเอกภพถึงมีลักษณะแบน (ทางเรขาคณิต)
ในช่วงก่อน Inflation นั้นเอกภพอาจจะไม่แบน แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงของที่เกิด
Inflation นั้นได้ดึงส่วนที่โค้งให้ขยายตัวกว้างขึ้น ทำให้มันดูเรียบและแบนลง
เราอาจจะลองจินตนาการดูง่ายว่า หากเรามีแผ่นยางพาราที่ย่นๆ ยับยู่ยี่อยู่แผ่นหนึ่ง
หากว่าเราจับมันมาดึงให้ยืดออกจากกัน ผิวที่เคยเหี่ยวย่นอยู่ก็จะกลับตึงขึ้น
ลักษณะเช่นนี้ก็เปรียบได้กับคุณสมบัติทางเรขาคณิตของจักรวาล
ในขณะที่เอกภพเกิดขึ้นใหม่ๆนั้น มวลสารอัดกันอยู่อย่างหนาแน่นทำให้ มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก
ซึ่งอาจจะทำให้โครงสร้างทางเรขาคณิตของจักรวาลไม่มีลักษณะที่แบนเรียบโดยสมบูรณ์
แต่เนื่องจากว่าเมื่อเอกภพเข้าสู่ช่วง Inflation เอกภพขยายตัวถึงหนึ่งร้อยล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านเท่า
เปรียบได้กับแผ่นยางที่ถูกดึงให้ตึงจนเกือบขาด จึงไม่เหลือความโค้งเว้าให้เห็นอีกต่อไป
การขยายตัวในช่วง Inflation นั้นส่งผลอย่างมากต่อลักษณะของธรรมชาติที่เราเห็นและเป็นตัวเรา
เมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าในครั้งต่อไป อย่าลืมว่าดวงดาวกระจัดกระจายสวยงามอยู่บนนั้น
คือรอยแผลเป็นจาก Quantum Fluctuation ที่ถูกทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ยุคที่เอกภพมีการขยายตัวครั้งใหญ่
ซึ่งเรียกว่า Inflationary Universe
อ้างอิงและค้นคว้าเพิ่มเติม
หนังสือและบทความภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวของ Inflationary Universe สามารถอ่านเพิ่มเติมจาก
- The Inflationary Universe แต่งโดย Alan H. Guth ของสำนักพิมพ์ Jonathan Cape ISBN
0-09-995950-X
- บทความเรื่อง "The Inflationary Universe" โดย Alan H. Guth และ Paul J.Steinhardt,
จากวารสาร Scientific American May 1984.
แหล่งค้นคว้าที่น่าสนใจในอินเทอร์เนต
-
Astronomy Notes
โดย ดร. Nick Strobel ในส่วนของ
จักรวาลวิทยา
- อธิบาย
จักรวาลวิทยา
ในโครงการ
MAP (Microwave anisometry
Probe) ขององค์การนาซ่า
- บทความของ Gary Watson
An
Exposition on Inflationary Cosmology
เกี่ยวกับผู้เขียน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 9 ต.ค. 2549 (16:04) ขอแสดงความเห็น ด้วยความเคารพในความเห็นของเจ้าของบทความ...
แรกเริ่มเดิมทีนั้น นักดาราศาสตร์เชื่อกันว่า เอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกันในทุก ๆ บริเวณ ไม่มีจุดไหนของเอกภพ ที่เป็นศูนย์กลางของเอกภพบริเวณที่เหลือ มิหนำซ้ำยังเป็นเอกภพที่มีขนาดคงที่ ความเชื่อยังคงเป็นเช่นนี้จนกระทั่งมาสะดุดเข้ากับ การเลื่อนของแสงของดวงดาวเข้าไปทางสีแดง (Red shift) ที่เอ็ดวิน ฮับเบิลค้นพบจากการส่องกล้องดูดาว
ก็เลยต้องเปลี่ยนความเชื่อกันใหม่ว่า เอกภพมีขนาดไม่คงที่ แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังยินดีที่จะเชื่ออยู่ว่าเอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกัน !! แม้แต่หลังจากที่จอร์จ กามอฟ ได้ตั้งสมมติฐานว่าเอกภพควรจะกำเนิดจาก Big Bang การระเบิดครั้งใหญ่ (ที่น่าจะหมายความว่า เอกภพมีศูนย์กลางอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง) และนักดาราศาสตร์ก็เชื่อกันมากมาย
แต่ขณะเดียวกันก็ยังยินดีที่จะเชื่ออีกว่า เอกภพมีความสม่ำเสมอ และเท่าเทียมกัน ไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางของอะไร
ต่อมา เพนเซียสและวิลสัน ใช้โมเดล Big Bang ของกามอฟ มาทำนายถึงคลื่นไมโครเวฟ 3 องศาเคลวินที่จะต้องมีกระจายอยู่ทั่วไปในเอกภพ
หลายปีให้หลัง คลื่นนี้มีการค้นพบจริง หนำซ้ำยังเป็นคลื่นที่แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยในทุก ๆ ทิศทาง นักดาราศาสตร์ก็ปรบมือดีใจกันยกใหญ่ ว่านี่ไง เป็นหลักฐานว่าเอกภพมีความสม่ำเสมอในทุก ๆ บริเวณจริง !!
ไม่เห็นบ้างเลยหรือ ว่ามันมีอะไรที่ขัด ๆ กันอยู่ พิกล ๆ
เอ้า...เพื่อกันความไม่สอดคล้อง ลองแก้ Big Bang เป็น Inflation การเฟ้อ เพราะอารมณ์เฟ้อนี่ ดูมันไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางของอะไรดี
ถามว่า คำว่า ระเบิด และคำว่าเฟ้อ นี่มันคือ 'อะไร'ระเบิด หรือ 'อะไร'เฟ้อ มันคือมวลสาร หรือพลังงานความร้อน หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรืออะไรกันแน่
เอกภพของพวกคุณ นิยามมันคือ ตัวดวงดาว (หมายถึงมวลสารที่เป็นกลุ่มก๊าซ รวมทั้งเนื้อดินเนื้อหินของมัน) หรือแสงของมัน หรือคลื่นไมโครเวฟ หรือตัวกลางที่ทั้งแสงและคลื่นไมโครเวฟเดินทางผ่าน หรือสิ่งที่ละเอียดยิ่งไปกว่านั้นอีก (ถ้าหากมันจะพึงมี)
ฮับเบิลไม่ได้เห็นดวงดาว จริง ๆ แล้วในโลกนี้เราไม่เคยเห็นอะไร เราเห็นเพียงแค่แสงที่สะท้อนออกมาจากอะไรต่างหาก แล้วแสงนี้ก็เดินทางผ่านตัวกลาง มาตกยังจอตาของเรา...
การที่แสงของดวงดาว Red shift มาถึงตาเรา มันหมายความอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
ตั้งหลักให้ดี ๆ ก่อน ว่าคุณเอาอะไรมาพิสูจน์อะไร...
ขอถามซ้ำอีกครั้งหนึ่ง...เอกภพของคุณคือตัวไหนกันแน่?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 11 ต.ค. 2549 (16:07) ถ้าเอกภพมีความหมายว่า "ดวงดาว" ที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวมวลสาร (กลุ่มก๊าซ แร่ธาตุ ฯลฯ)ของดวงดาวเป็นสำคัญแล้วล่ะก็...
ประโยคที่ว่า "เอกภพมีความสม่ำเสมอและเท่าเทียมกันในทุกบริเวณ" ไม่มีทางจะเป็นความจริงขึ้นมาได้ตลอดกาล และข้อโต้แย้งสำหรับเรื่องนี้ ใคร ๆ ก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตาเปล่า
อย่ามาใช้คำพูดที่่ว่า "...แม้ของจริงไม่สม่ำเสมอ แต่ในทางทฤษฎี 'ถือว่า' สม่ำเสมอ..."
เพราะความจริงของจักรวาลคงไม่มีแบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งว่านี่ของจริง โน่นทฤษฎี ...ไม่อาจทำได้
เนื่องเพราะ...ทฤษฎีย่อมจะต้องแกะรอยออกมาจากความเป็นจริงเสมอ
ในความเห็นของผม สิ่งที่สม่ำเสมอมากที่สุด (หากพิจารณาในอาณาบริเวณที่กว้างที่สุดเท่าที่จะพิจารณาได้ !!) ในเอกภพก็คือสิ่งที่เรียกว่า "สนามเวลา-ระยะ" Time-space Field
หากมองกันตั้งแต่ชื่อ ก็จะสังเกตความแตกต่างของแนวคิดของผมได้อย่างชัดเจน เพราะคนอื่น ๆ จะแปลคำนี้เป็น สนามกาล-อวกาศ เนื่องเพราะคงจะเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับอวกาศอยู่มาก ก็เลยน่าจะแปล 'space' ว่าเป็นอวกาศ แต่ให้เผอิญว่า สนามที่มีชื่อว่า Time-space นี้ มันมีอยู่บนผิวโลกด้วยนี่สิ !
ทีนี้เห็นหรือยัง? ว่าเพราะอะไรมันถึงแปลว่า 'สนามกาลอวกาศ' ไม่ได้
คำอธิบายสำหรับสนามนี้อย่างคร่าว ๆ ก็คือ มันเป็นผลลัพธ์ของอันตรกิริยาระหว่าง 'สนามโน้มถ่วง'กับ'สนามปฏิภาคโน้มถ่วง' มันทำให้อะไรต่อมิอะไรมี 'จุดเริ่มต้น' และเมื่อเริ่มต้นแล้วย่อมต้องมี 'จุดสิ้นสุด' แล้วมันก็เลยทำให้เกิดสภาวการณ์ของความเป็น 'ห้วง' และความเป็น'ช่วง' ขึ้นในเอกภพ
ดังที่ผมมักจะบอกอยู่เสมอว่า 'ห้วง' คือห้วงเวลา และ'ช่วง' คือช่วงระยะ สนามตัวนี้มันมีความเป็น 'ห้วง' และ 'ช่วง' มันจึงทำให้เกิด 'เวลา'และ'ระยะ' อันเป็นแม่บทมูลฐานของกลศาสตร์ฟิสิกส์ (-เอาระยะมาหารด้วยเวลา ได้ความเร็ว เอาความเร็วมาหารด้วยเวลา ได้ความเร่ง เอาความเร่งไปคูณมวล ได้แรง ฯลฯ -) ที่นักฟิสิกส์ทุกเผ่าพันธุ์ต้องเรียนรู้
แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับบทความนี้...
เกี่ยวสิครับ...เพราะแสงเดินทางไปมาบนเอกภพได้ ย่อมต้องอาศัยสนามเวลา-ระยะตัวนี้ สนามเวลา-ระยะตัวนี้ โดยเฉลี่ยมีความสม่ำเสมอก็จริง แต่หากพิจารณาในอาณาบริเวณที่ค่อย ๆ แคบเข้ามาเรื่อย ๆ จะพบว่า มันมีความไม่สม่ำเสมอกันอยู่ในบางช่วงของรอยต่อ
อุปมาให้เห็นภาพ ก็คงจะเหมือนน้ำ(-ที่จริงคือสารละลายเกลือแกง-)ในมหาสมุทรแปซิฟิคอันกว้างใหญ่ บางคนอาจจะใช้ค่าเฉลี่ยเพื่อสื่อว่าสารละลายเกลือแกงนี้มีความเข้มข้นเท่าไหร่
แต่หากพิจารณากันในแต่ละภูมิภาค จะเห็นเลยว่า สารละลายเกลือแกงในมหาสมุทรแปซิฟิคของแต่ละภูมิภาค น่าจะมีความเข้มข้นแตกต่างกัน เพราะมันมีการผสมผสานของน้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป (-ในกรณีนี้ ปริมาณน้ำทิ้ง น้ำเสียก็มีส่วนด้วย-)
ขอย้อนทวนประโยคที่กล่าวไว้ในความคิดเห็นที่ 2
"ฮับเบิลไม่ได้เห็นดวงดาว จริง ๆ แล้วในโลกนี้เราไม่เคยเห็นอะไร เราเห็นเพียงแค่แสงที่สะท้อนออกมาจากอะไรต่างหาก แล้วแสงนี้ก็เดินทางผ่านตัวกลาง มาตกยังจอตาของเรา...
การที่แสงของดวงดาว Red shift มาถึงตาเรา มันหมายความอะไรได้ตั้งหลายอย่าง..."
ลองจินตนาการสิครับว่า หากแสงจากดวงดาวดวงหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลโพ้น จนแม้ชั่วชีวิตเราก็ไม่อาจเดินทางด้วยยานพาหนะใด ๆ ไปถึงได้ กว่าที่มันจะตกมาถึงจอตาเรา มันผ่านสนามเวลา-ระยะที่ไม่เนียนเรียบมาเท่าไรต่อเท่าไร
มหาสมุทรแปซิฟิคแคบกว่าเอกภพตั้งเยอะ น้ำทะเลยังเข้มข้นไม่เท่ากันได้เลย สาอะไรกับเอกภพกว้างใหญ่ แสงกว่าจะผ่านมาได้ มันจะ Red shift ไปบ้าง ไม่เห็นจะเป็นไรเลย !!
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 20 พ.ค. 2550 (21:25) ความคิดเห็นของคุณ einstine เป็นอะไรที่น่าคิดนะครับ แต่อย่าหาว่าผมคิดอะไรลึกมากนะครับตามที่คุณยกตัวอย่างของน้ำทะเลที่แต่ระบริเวณมีความเข้มข้นมาก-น้อยต่างกัน ทีนี้เราเห็นอะไรกันบ้างเราเห็นว่ามันมีมาก กับ น้อย ดังนั้นสนามระยะ-เวลาของคุณก็จะต้อส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ red shift และ blue shift จริงไหมครับแต่การตรวจสอบของเอ็ดวิน ฮับเบิลกลับพบแต่ red shift และที่สำคัญปรากฏการ์ณ red shift มิได้เกิดขึ้นแบบสุ่มทิศสุ่มทางหรือสุมระยะห่าง แต่มันมีสัดส่วนที่แปรผันกันระหว่าง ความเร็วและระยะห่างของกาแล็อกซีที่เป็นแบบแผน ดังนั้นถ้าจะให้เอ็ดวิน ฮับเบิลผิดคงจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ ( และเขาก็คงไม่ได้โนเบลด้วย )
ส่วนเรื่องการระเบิดของบิกแบงนั้นผมอยากขอยกแนวคิดที่ผมได้รับรู้จากหนังสือเรื่อง จักรวาลในเปลือกนัท ของ ศาสตราจารย์ สตีเฟ่น ฮอว์คิ้งนะครับ ท่านบอกว่าจักรวาลเราเกิดจากการระเบิดที่เรีกว่าบิกแบงและจักรวาลก็ขยายตัวออกเรื่อยๆ แต่ผู้คนมันคิดกันแบบง่ายๆ ผมขอยกตัวอย่างของลูกโป่งนะครับ คนทั่วไปมักคิดว่าจักรวาลเหมือนลูกโป่งที่พองตัวแล้วเราก็ ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศในลูกโป่ง แต่ที่จริงแล้วเรามิได้อยู่ในลูกโป่งแต่อยู่ที่ผิวของลูกโป่งต่างหาก คำว่าที่ผิวนี่หมายถึงผิวแบนราบไปกับผิวไม่ได้สูงขึ้นมาแม้แต่นาโนเมตร ( แนวคิดนี้มิได้หมายถึงจักรวาลเป็นแบบนี้จริงๆแต่เป็นเพียงแบบจำลองทางคณิตศาสตร์) สิ่งที่ได้จากแนวคิดนี้ก็คือ ไม่ว่าเราจะสังเกตุจักรวาลจากที่ไหนก็จะมองเห็นเมือนกับเราอยุ่ตรงกลางจักรวาล เสมอ เราจะอยู่ที่จุดหนาแน่นเสมอ ซึ่งตรงนี้และที่ทำให้บอกได้ว่าจักรวาลมีความสม่ำเสมอ ( แต่ก็ไม่มีการบอกว่าเราจะตัดค่าเอนโทรปีทิ้ง ) และอย่างที่สองคือแนวคิดเล่นๆว่าหากเรามีความสามารถสร้างกล้องที่มองไปถึงขอบจักรวาลสิ่งที่จะเห็นก็คือด้านหลังศีษระของเรานั่นเอง