วิชาการดอทคอม ptt logo

มนุษย์กับความขัดแย้ง: โลกทัศน์และชีวทัศน์ในพระพุทธศาสนา

เพราะเหตุใดมนุษย์และสังคมจึงต้องขัดแย้งกัน หรือว่าบนฐานของความขัดแย้ง แท้ที่จริงแล้ว เหตุผลที่ต้องขัดแย้งก็เพราะความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็น (Necessary) หรือเป็นธรรมชาติ (Nature) ของมนุษย์และสังคมนั่นเอง ฉะนั้น มนุษยและสังคมจึงไม่สามารถหลีกหนีความขัดแย้งดัง
ผู้เขียน: chpu ชมแล้ว: 1,379 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 5 May 2010, 10:51 am ปรับปรุงล่าสุด: Wed 5 May 2010, 10:58 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - มนุษย์กับความขัดแย้ง: โลกทัศน์และชีวทัศน์ในพระพุทธศาสนา

มนุษย์กับความขัดแย้ง: โลกทัศน์และชีวทัศน์ในพระพุทธศาสนา

 

๑. เกริ่นนำ

เพราะเหตุใดมนุษย์และสังคมจึงต้องขัดแย้งกัน หรือว่าบนฐานของความขัดแย้ง แท้ที่จริงแล้ว  เหตุผลที่ต้องขัดแย้งก็เพราะความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็น (Necessary) หรือเป็นธรรมชาติ (Nature) ของมนุษย์และสังคมนั่นเอง ฉะนั้น มนุษยและสังคมจึงไม่สามารถหลีกหนีความขัดแย้งดังที่ชัยวัฒน์ สถาอานันท์  ให้ความเห็นว่า “ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติไม่เคยว่างเว้นจากความขัดแย้ง  ไม่ว่าจะในระดับบุคคล   มนุษย์มิได้ถือกำเนิดมาเหมือนกันแต่เป็นความแตกต่างอันเป็นผลมาแต่พันธุกรรม หรือสภาพแวดล้อมทางสังคม”[1]  จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้ว ความขัดแย้งเป็นบุญที่ก่อให้เกิดการรังสรรค์สิ่งดีงามให้แก่สังคม หรือว่าเป็นบาปที่สาบมนุษย์และสังคมให้จมอยู่กับปัญหา และความวุ่นวายระหว่างมนุษย์และสังคม 

                      ในขณะที่นักขัดแย้งวิทยา (Conflict Theorists) ที่จัดอยู่ในกลุ่มของนักสังคมวิทยา (Social Theorists) มองว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” (Social Animals) ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากการคบหาสมาคมซึ่งกันและกันของบุคคลในสังคม[2]  ซึ่งการที่มนุษย์จะสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดในสังคมได้นั้น ก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยปัจจัยทางชีวภาพ[3]   และปัจจัยด้านอื่น ๆ  เพื่อสนอง “ความต้องการ” ของตนเอง  คำถามมีว่า “ความอยาก หรือความต้องการ” ได้เข้าไปสัมพันธ์กับความขัดแย้งอย่างไร เพราะการที่มนุษย์และสังคมไม่เข้าใจธรรมชาติของความอยากหรือความต้องการอย่างแท้จริงใช้หรือไม่ จึงทำให้ “ติดกับดัก” ของความขัดแย้ง

                      โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ประเด็นที่ซามูเอล ฮันติงตัน (Samuel Huntington)[4] ให้ความเห็นเรื่อง “การปะทะกันทางวัฒนธรรม” จนทำให้ธีรยุทธ บุญมี[5] และสุรชาติ  บำรุงสุข[6] ได้ตอกย้ำว่า รากฐานสำคัญของความขัดแย้งในลักษณะดังกล่าวเป็นเพราะชาติพันธุ์-ชาตินิยม (Ethno-Nationalism) ซึ่ง ชัยวัฒน์ สถาอานันท์[7] และรอฮีม ปรามาส[8] ก็มองว่า   ลัทธิเผ่าพันธุ์- ลัทธิเชื้อชาตินิยม (Ethnocentrism)  และการยึดหลักโดยเน้นศาสนาของตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Religion Centric) นั้นเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ สัมพันธ์กับความอยาก โดยเฉพาะประเด็น “ความอยากมี อยากเป็น” ในพระพุทธศาสนาด้วยหรือไม่

พระพุทธศาสนาซึ่งถือได้ว่าเป็น “ศาสนาแห่งสันติ”[9]  มีท่าทีต่อปัญหาข้างต้นอย่างไร พระพุทธศาสนายอมรับได้หรือไม่ว่า “ความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของมนุษย์และสังคม”[10]  พระพุทธเจ้าทรงมองความขัดแย้งอย่างไร  ทรงมองว่าเป็น “ธรรมชาติของมนุษย์”  ซึ่งถือได้ว่าเป็น “สิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่พ้นใช่หรือไม่”  หรือทรงมองว่า “ความขัดแย้งไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์” หากคำตอบเป็นไปในลักษณะนี้  พระองค์นำเสนอคำว่า “ทุกข์” ใน “ไตรลักษณ์”  และพยายามจะย้ำว่า “เราสอนเรื่องทุกข์กับความดับทุกข์”  ขึ้นมาเพื่ออะไร

ในขณะเดียวกัน หากคำสอนเรื่อง “ความทุกข์” คือ “ความขัดแย้ง” ของชีวิตในเชิงปัจเจก และเชิงสังคมวิทยา   ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เข้าใจ  ละหรือจัดการแล้ว  ถ้าเป็นเช่นนี้ มนุษย์และสังคมควรจะกำหนดรู้ และมีท่าทีต่อความขัดแย้งอย่างไรจึงดำเนินชีวิตได้อย่างประสานสอดคล้องและมีความสุขบนโลกของความแตกต่างที่ปรากฏในสังคมปัจจุบัน

 

๒. เพราะเหตุใด มนุษย์และสังคมจึงขัดแย้งกัน

                      เมื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนาจะพบคำตอบใน ๒ ประเด็นใหญ่ๆ ด้วยกัน กล่าวคือ

                      ๒.๑ เหตุปัจจัยภายในที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง

                       “ปปัญจธรรม” ซึ่งหมายถึง “ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า” ถือได้ว่าเป็นตัวแปรสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้มนุษย์และสังคมเกิดความขัดแย้ง  เหตุผลสำคัญที่ทำให้หมวดธรรมกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า “เนิ่นช้า” ก็เพราะเมื่อเกิดขึ้น หรือมีอยู่ในบุคคลใด หรือองค์กร หรือกลุ่มบุคคลใด จะทำให้บุคคล หรือองค์กรนั้นเกิดการพัฒนาไปอย่างล่าช้า หรือพัฒนาศักยภาพภายในได้อย่างล่าช้านั่นเอง

                      “ปปัญจธรรม” นี้ ประกอบไปด้วยหลักธรรมที่สำคัญ ๓ ประการ กล่าวคือ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ[11]   ทั้งสามประการถือได้ว่า มีอิทธิพล และมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในบุคคล หรือกลุ่มบุคคล 

                      ๒.๑.๑ ตัณหา: ที่มาของความขัดแย้ง

                      “ตัณหาเป็นที่มาของความขัดแย้งอย่างไร”  สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัณหาเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งในแง่ของการทะเลาะวิวาทก็เพราะมีคำว่า “สิ่งเป็นที่รัก” เข้ามาเกี่ยวข้อง  เพราะหากวิเคราะห์คำว่า “สิ่งเป็นที่รัก” ย่อมมีนัย ๒ ประการ กล่าวคือ “สัตว์[12]   และสังขาร[13]”  สิ่งที่เป็นที่รักทั้ง ๒ ประการนี้จัดได้ว่าเป็น “หัวเชื้อ” สำคัญที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะมนุษย์มีความหวาดระแวงว่าสิ่งที่ตนเองรักนั้นจะถูกบุคคลอื่นแย่งไป กำลังถูกแย่งไป หรือถูกแย่งชิงไปแล้ว  ขณะเดียวกัน เมื่อสิ่งที่ตนเองรักจะผันแปรไป กำลังผันแปรไป หรือได้ผันแปรไปแล้ว[14]  อาการเหล่านี้นี่เองที่ทำให้มนุษย์ต้องทะเลาะวิวาทกันเพื่อช่วงชิง “ภาวการณ์นำ” เพื่อให้สิ่งนั้น “คงดำรงอยู่กับตน”  โดยการยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของเราด้วยอำนาจแห่งตัณหา

                      ในประเด็นเดียวกันนี้ พราหมณ์อารามทัณฑะได้ถามพระมหากัจจายนะว่า “อะไรคือ เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างกษัตริย์กับกษัตริย์  พราหมณ์กับพราหมณ์  และคฤหบดีกับคฤหบดี”  คำตอบก็สอดคล้องกับประเด็นเบื้องต้นว่า “ เพราะความยึดมั่นกามราคะ ตกอยู่       ในอำนาจกามราคะ  กำหนัดยินดีในกามราคะ  ถูกกามราคะกลุ้มรุม  และถูกกามราคะครอบงำ    เป็นเหตุ” [15]  อย่างไรก็ตาม  กามทั้งหลายยังทำให้ “มารดากับบุตร บุตรกับมารดา บิดากับบุตร บุตรกับบิดา  พี่น้องกัน ย่อมถึงการทะเลาะ แก่งแย่ง และวิวาทกัน ทำร้ายกันและกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ท่อนไม้บ้าง ศัสตราบ้าง ถึงความตายในที่นั้นบ้าง ได้รับทุกข์ปางตายบ้าง” และเพราะกามนั่นเองจึงทำให้ “ ชนทั้งหลายถือดาบและโล่ จับธนูพาดลูกศรบ้าง วิ่งเข้าสู่สงครามปะทะกันทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อพวกเขายิงลูกศรไปบ้าง พุ่งหอกไปบ้าง กวัดแกว่งดาบฟันบ้าง ชนเหล่านั้นถูกลูกศรเสียบเอาบ้าง โดยหอกแทงบ้าง ถูกดาบตัดศีรษะ พวกเขาตายในที่นั้นบ้าง...[16]

                      สิ่งที่สามารถยืนยันสมมติฐานข้อนี้ได้ดีที่สุดก็คือ ประเด็นที่ว่าด้วย “สงครามน้ำ”ระหว่างชาวศากยะและโลกิยะก็จัดได้ว่า เป็นสงครามที่เริ่มต้นด้วยการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ          เพื่อนำไปใช้ในเชิงกสิกรรม  นอกจากนั้น  สงครามระหว่างพระเจ้าปเสนทิโกศล และ                พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นการแย่งชิงดินแดน และพื้นที่ทางเศรษฐกิจ  หรือสงครามระหว่างพระเจ้าอชาตศัตรูกับเจ้าลิจฉวีเพื่อแย่งชิงคันธชาต   สงครามเหล่านี้ จัดได้ว่าเป็น “สงครามวัตถุกาม” ทั้งสิ้น   โดยมี “ตัณหา”  เป็นผู้บัญชาการอยู่เบื้องหลังการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ภายนอก

                      ๒.๑.๒ ทิฏฐิ: ที่มาของความขัดแย้ง

                      คำว่า “ทิฏฐิ” หมายถึง “ความเห็น” หรือ “ลัทธิ”  ทิฏฐิในบริบทนี้ได้แก่ทิฏฐิในแง่ “ลบ” ประกอบไปด้วยสักกายทิฏฐิ  ๒๐ มิจฉาทิฏฐิ  ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ จนถึงทิฏฐิ ๖๒[17] การที่มนุษย์ยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิ (ทิฏฐุปาทาน) อย่างใดอย่างหนึ่งดังที่ได้กล่าวแล้ว จึงทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันในกลุ่มของคนที่มีความเห็นแตกต่างกันแต่ไม่ยอมรับ[18]ความคิดเห็นของ    คนอื่น  เนื่องจากบุคคลแต่ละคนมีจุดยืนของตัวเอง ด้วยเหตุผลดังกล่าว พระพุทธเจ้าทรงย้ำว่า “ชนเหล่าใดยังถือทิฏฐิ[19]  ชนเหล่านั้น ย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งกันในโลก” [20] และ “สัตว์ทั้งหลายผู้ยึดถือในทิฏฐิทั้งหลายว่า ยอดเยี่ยม  ย่อมทำทิฏฐิใดให้ยิ่งใหญ่ในโลกกล่าวทิฏฐิอื่นทุกอย่างนอกจากทิฏฐินั้นว่าเลว  เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงไม่ล่วงพ้นการวิวาทไปได้” [21] ดังจะเห็นได้จากกรณีของพราหมณ์ที่ถือทิฏฐิต่างกันว่า สิ่งทั้งปวงเป็นที่พอใจแก่เรา   สิ่งทั้งปวงไม่เป็นที่พอใจแก่เรา  บางสิ่งเป็นที่พอใจแก่เรา และบางสิ่งไม่เป็นที่พอใจแก่เรา”  จึงทุ่มเถียงกัน เมื่อทุ่มเถียงกัน  ทำลายกัน  และเบียดเบียนกัน[22]

                      อย่างไรก็ตาม  การขัดแย้งกันในลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะพราหมณ์ หรือเจ้าลัทธิ    ต่าง ๆ แต่ประการใด  แม้ในหมู่สมณะก็เช่นเดียวกัน ดังที่พราหมณ์อารามทัณฑะได้ถามพระ         มหากัจจายนะว่า  “อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้สมณะขัดแย้งกับสมณะ” ท่านก็ตอบว่า “เพราะความยึดมั่นทิฏฐิราคะ  ตกอยู่ในอำนาจทิฏฐิราคะ  กำหนัดยินดีในทิฏฐิราคะ  ถูกทิฏฐิราคะกลุ้มรุม และถูกทิฏฐิราคะครอบงำเป็นเหตุ  แม้สมณะก็ขัดแย้งกับสมณะ” [23] 

                      กรณีศึกษาที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การที่พระภิกษุชาวเมืองโกสัมพีถกเถียงกันเกี่ยวกับ “น้ำที่เหลือไว้ในกระบวยเป็นอาบัติหรือไม่”  ประเด็นนี้ได้สะท้อนแนวคิดในเชิง “ทิฏฐิวิวาทะ” ได้เช่นเดียวกัน  เพราะพระวินัยธร และพระธรรมกถึกต่างก็มีจุดยืนของตัวเอง จึงทำให้ข้อขัดแย้งลุกลามไปอย่างรวดเร็ว  นอกจากนั้น ประเด็นที่เกี่ยวข้องในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ถึง ๓ ก็เช่นเดียวกัน  ความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างพระปุราณะกับพระสงฆ์กระแสหลักที่นำโดยพระมหากัสสปเถระเกี่ยวกับการตีความวัตถุ ๘ ประการก็ดี   การตีความพุทธบัญญัติที่แตกต่างกันระหว่างพระยสกากัณฑบุตรและคณะที่เป็นพระสงฆ์กระแสหลักกับพระภิกษุเมืองวัชชี เป็นต้นก็ดี  เหล่านี้ล้วนสะท้อนนัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การยึดมั่นในทิฏฐิ” ของตนทั้งสิ้น

                      เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว “ทิฏฐิ” จัดได้ว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พราหมณ์ เจ้าลัทธิ หรือสมณะต่าง ๆ ต้องทะเลาะวิวาทกัน เพียงเพราะต้องการรักษาจุดยืนของตนเองเอาไว้ โดยไม่ยอมรับ หรือสนใจแนวคิดของคนอื่น  และนอกจากการไม่ยอมรับและไม่สนใจแล้ว ยังเป็นที่มาของการดูถูก และเหยียดหยามดังพุทธพจน์ที่ว่า[24]

                                                “สัตว์เกิดผู้ยึดถือในทิฏฐิทั้งหลายว่ายอดเยี่ยม

                                ย่อมทำทิฏฐิใดให้ยิ่งใหญ่ในโลก

                                กล่าวทิฏฐิอื่นทุกอย่างนอกจากทิฏฐินั้นว่า ‘เลว’

                                เพราะฉะนั้น  สัตว์เหล่านั้นจึงไม่ล่วงพ้นการวิวาทไปได้”

                      ประเด็นที่ทำให้ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตก็คือว่า อะไรเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เจ้าลัทธิ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งยกย่องลัทธิ หรือแนวคิดของตัวเอง แล้วทับถมแนวคิดอื่นว่า “ใช้ไม่ได้” หรือ “ไม่เข้าท่า”  คำตอบที่ค้นพบก็คือ เจ้าลัทธิหรือเจ้าของแนวคิดต่าง ๆ เห็นช่องทางที่จะได้รับผลประโยชน์ใน ๒ ด้านด้วยกัน[25] กล่าวคือ อานิสงส์ในชาตินี้ ซึ่งได้แก่ ได้รับผลประโยชน์ในแง่ของสักการะ ความเคารพ การนับถือ การบูชา การยำเกรง จากผู้ที่นับถือ และชื่นชอบในแนวคิดต่าง ๆ และอานิสงส์ในชาติหน้า ได้แก่ การเชื่อมั่น และยึดม่นในทิฏฐิดังกล่าวนั้น จะเป็นเหตุเป็นผลให้ตัวเองได้ไปเกิดภพและภูมิที่ตัวเองต้องการ และแนวคิดนี้จะ    เป็นสะพานให้ตัวเองทอดเดินไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจดได้

                      เหตุผลทั้ง ๒ ประการดังกล่าว  จัดได้ว่าเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้บุคคล หรือ    กลุ่มบุคคลพยายามรักษา “ที่มั่น” “จุดยืน” เอาไว้ให้ได้ เพราะการพยายามรักษา “ที่มั่น” ย่อมหมายถึงการรักษา “พื้นที่” ของการดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างสมเกียรติ และมีความสุขในโลกนี้  นอกจากนั้น การที่บางคนพยายามรักษาจุดยืนของตัวเองเอาไว้อาจเป็นเพราะการเล็งผลเลิศว่า แนวคิดของตัวหรือกลุ่มของตนก่อให้เกิดสันติสุขในโลกหน้า หรือภพหน้าได้  ถึงแม้ว่าการรักษาจุดยืนดังกล่าวต้องแลกมาด้วยการทะเลาะวิวาท หรือต้องฆ่าคนอื่น ๆ    ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของเรา  หรือการใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง และหากต้องการให้สถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าวเต็มไปด้วยความสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้นก็อาจจะฆ่า หรือทำลายเครื่องมือที่ตนเองใช้งานเรียบร้อยแล้วก็ได้ ดังจะเห็นได้จากการที่กลุ่มเดียร์ถีย์ได้ใช้นางสุนทรีเป็นเครื่องมือในการกำจัดพระพุทธเจ้าเป็นกรณีศึกษา  เพียงเพราะต้องการได้ลาภ สักการะ และการนับถือจากคน  อื่น ๆ ในสังคม  หลังจากนั้นก็ได้สั่งให้ฆ่านางสุนทรี

                      ๒.๑.๓  มานะ: ที่มาของความขัดแย้ง

                      พระพุทธเจ้าให้คำจำกัดความคำว่า “มานะ” ว่า  “การถือตัว กิริยาที่ถือตัว ภาวะที่ถือตัว ความลำพองตน ความทะนงตน ความเชิดชูตนเป็นดุจธง ความเห่อเหิม  ความที่จิตต้องการเชิดชูตนเป็นดุจธง”[26]  ปัญหาก็คือ “อะไรที่ทำให้มนุษย์สำคัญตัวว่าดีกว่าคนอื่น”  จากการศึกษาพบว่า มนุษย์ใช้สถานะของความเป็นชาติ โคตร ความเป็นบุตรของผู้มีตระกูล ความเป็นผู้มีรูปงาม ทรัพย์ การศึกษา หน้าที่การงาน หลักแห่งศิลปวิทยา วิทยฐานะ  ความคงแก่เรียน ปฏิภาณ หรือ     สิ่งอื่นนอกจากที่กล่าวแล้วว่า เราเลิศกว่าเขา”[27]  หากวิเคราะห์ในประเด็นนี้ก็คือ มนุษย์ได้อาศัยคุณสมบัติดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงตน หรือแสดงตัวว่า “ตัวเองดี” หรือ “เด่นกว่า คนอื่น” ในคุณสมบัติเหล่านั้น  และนั่นจึงเป็นที่มาของการ “ถือตัว” และ “ยึดมั่นในความถือตัว”

                      ประเด็นจึงอยู่ตรงที่ว่า “การถือตัว  ความลำพอง หรือความทะนงตน” นั้น ทำให้เกิด  การทะเลาะวิวาทจนนำไปสู่การฆ่ากัน หรือการทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันได้อย่างไร  ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใด สำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา  ผู้นั้นพึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น” [28]

                      สาเหตุสำคัญก็เพราะว่าการถือตัวดังกล่าวนั้นนำไปสู่การลบหลู่ ดูหมิ่น และเกลียดชัง คน อื่น ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากกรณีของ “เจ้าศากยะ” มีความถือตัวว่า เผ่าพันธุ์ของตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ที่ดี บริสุทธิ์ และวิเศษกว่าคนอื่น  ฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ธิดากษัตริย์ศากยะจะต้องไปแต่งงานกับพระเจ้าปเสนทิโกศลที่มี “ที่มา” หรือ “ต้นกำเนิดไม่ชัดเจน” และในขณะเดียวกัน การที่ลูกหลานของเจ้าศากยะจะไหว้พระเจ้าวิฑูฑภะก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน   และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พระเจ้าวิฑูฑภะซึ่งเป็นลูกนางทาสีจะนั่งตั่งของเจ้าศากยะก็นับเป็นการกระทำที่ “น่ารังเกียจ” ฉะนั้นจึงต




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด