วิชาการดอทคอม ptt logo

ตัวตีดไชก้น

พยาธิตัวตืด
ผู้เขียน: ppom ชมแล้ว: 2,332 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 20 July 2010, 11:49 am ปรับปรุงล่าสุด: Wed 28 July 2010, 10:01 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - พยาธิตัวตืด

ชายหนุ่มวัย 30 ปี หิ้วถุงพลาสติกภายในบรรจุน้ำใส มีชิ้นส่วนลักษณะคล้ายท่อนบะหมี่ชนิดแบนยาวประมาณ 1 เซนติเมตร 5-6 ชิ้นนอนก้นอยู่ บอกหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า “หมอครับ ผมรู้สึกคันก้นยุกยิกเมื่อคืนนี้ พอดูที่เป้ากางเกงใน เห็นตัวพวกนี้กระดุกระดิกยืดๆหดๆอยู่ที่เป้ากางเกง มันคงไชออกมาจากก้นผม” เช้านี้แกเลยรีบเอามาให้หมอดู

เพียงมองผาดๆ ฉันก็รู้ว่ามันคือพยาธิตัวตืด รีบบอกให้เขาโยนทิ้งถังขยะก่อนวางบนโต๊ะทำงาน เกรงว่าจะมีไข่พยาธิติดถุงมาเปื้อนโต๊ะ ฉันไม่อยากติดโรคพยาธิ เป็นหมอมีความรู้กลับไม่ระวัง เกิดติดพยาธิเสียเอง คงถูกผู้ป่วยหัวเราะเยาะเป็นแน่

ผู้ป่วยอีกราย เป็นหญิงวัยไล่เลี่ยกัน มาหาหมอด้วยอาการปวดท้อง ท้องอืด เป็นๆหายๆมาเป็นปี รักษาโดยกินยาลดกรดเคลือบกระเพาะอาหารมานานก็ไม่หายซักที เพิ่งสังเกตเห็นพยาธิลักษณะเดียวกันจำนวนมากดุ๊กดิ๊กในอุจจาระ จึงมาหาหมอ เธอบอกว่าถ้าเอาพยาธิทั้งหมดมาวางเรียงกันน่าจะยาวเป็นเมตร

ผู้ป่วยหนักบางรายโดยเฉพาะคนที่เมาสุราแล้วเกิดอุบัติเหตุนอนไม่รู้สึกตัวในห้อง ICU มักอึแตกทวารเปิดถ่ายอุจจาระรดเต็มเตียง มีพยาธิทั้งปล้องสั้น และที่ต่อกันเป็นเป็นท่อนยาว บ้างก็เกาะกันเป็นก้อนเต็มไปหมด คุณพยาบาลจะเข้าไปทำความสะอาด เห็นปล้องพยาธิจำนวนมากมายมหาศาลกระดึ๊บๆอยู่ในอุจจาระกองใหญ่ เธอวิ่งไปอาเจียนนอกห้องแทบไม่ทัน และไม่กล้ากินบะหมี่อยู่เป็นสัปดาห์ ไม่รู้ว่าเก็บเอาไปฝันร้ายด้วยหรือเปล่า ถึงจะทำงานดูแลผู้ป่วยมานานก็เถอะ ในชีวิตจริงแทบไม่มีโอกาสเห็นพยาธิเยอะขนาดนี้ หากไม่ป่วยเสียเอง

คอสุราเป็นกลุ่มที่ชอบกินกับแกล้มสุกๆดิบๆ พอเมาได้ที่ขาดสติ มีอะไรก็กินเข้าไป จึงเป็นผู้ที่มีโอกาสติดพยาธิได้มากกว่าผู้อื่น ฉันสันนิษฐานเอาเองว่าพยาธิมันคงเมาเหมือนเจ้าของ ก็เลยหลุดออกมาได้ง่ายกว่าปกติ แต่อย่าหวังว่ามันจะออกมาหมด เพราะส่วนหัวของพยาธิมีหัวดูด (sucker) คล้ายปลิง เกาะติดแน่นที่ผนังลำไส้เล็ก ตราบที่หัวมันยังอยู่ เดี๋ยวก็งอกใหม่ออกมาได้อีก

ย้อนนึกถึงตอนที่เป็นแพทย์จบใหม่ไปทำงานในชนบทที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือตอนล่าง ฉันไปร่วมงานปีใหม่ที่จัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีนกลางแจ้งในตอนค่ำของฟาร์มหมูแห่งหนึ่งตามคำชวน อาหารต่างๆล้วนปรุงด้วยเนื้อหมูทั้งสิ้น ฉันชิมซะทุกอย่างตามประสาคนอยากรู้ชอบลอง

นั่งกินอาหารเพลินๆ ไฟฟ้าเกิดดับขึ้นมา อันเป็นปกติวิสัยของต่างจังหวัดในยุคนั้น เราจึงกินอาหารใต้แสงจันทร์สลัว อาหารจานหนึ่งรสชาติจัดจ้านอร่อยเลิศ จึงกินเข้าไปหลายคำ พอไฟฟ้าสว่างขึ้นมา จึงเห็นว่าที่รสอร่อยนักหนานั้นคือลาบเลือด ฉันตกใจรู้สึกผะอืดผะอมจนแทบอาเจียน ตามประสาแพทย์ที่กลัวอาหารปรุงไม่สุก ด้วยรู้ว่าอาหารดิบมีพิษสงมากเพียงใด โชคดีที่หมูจานนั้นคงไม่มีเม็ดสาคู จึงรอดตัวไปไม่ติดพยาธิในครั้งนั้น

ฉันจึงไม่ชอบกินอาหารในบรรยากาศสลัวเอาเสียเลย มองไม่เห็นสิ่งปนเปื้อนในในอาหาร โดยเฉพาะร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน กินอะไรเข้าไปบ้างก็ไม่รู้ ถึงมันจะโรแมนติกก็ตามที

หมอเรารู้จักพยาธิตัวตืดดีตั้งแต่เรียนวิชาปรสิตวิทยาตอนเป็นนักเรียนแพทย์ชั้น preclinic เพราะอาจารย์ช่างสรรหาพยาธิสารพัดชนิดดองใส่ขวดโหลไว้ให้เราศึกษา มีทั้งพยาธิใบไม้ พยาธิตัวกลม ตัวแบน ตัวตืด ตัวใหญ่ ตัวเล็ก ตั้งแต่ขนาดเท่าเส้นด้ายไปจนถึงขนาดเท่าไส้เดือน ต้องจำรูปร่างลักษณะพยาธิให้ติดตา และดูไข่พยาธิชนิดต่างๆทางกล้องจุลทรรศน์จนตาลาย เพื่อแยกแยะความแตกต่างให้ได้ อีกทั้งท่องจำวงจรชีวิตพยาธินับสิบๆชนิดให้ขึ้นใจจนมึน ต้องเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่ามันชื่ออะไรในภาษาอังกฤษ ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง และรักษาอย่างไร เพราะตอนสอบ อาจารย์ให้เวลาทำข้อสอบเพียงข้อละ 1 นาทีเท่านั้น

ที่เตะตาคือพยาธิตัวตืด เนื่องจากมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจำง่ายกว่าพยาธิชนิดอื่น คือเป็นพยาธิตัวแบนขนาดใหญ่ที่มีตัวยาวที่สุด ลักษณะเป็นปล้องแบนๆต่อกันยาวคล้ายเส้นบะหมี่ชนิดแบน จนถูกเรียกว่า tapeworm เพราะคล้ายเทป อาจารย์ดองใส่บล็อกแก้วแบนใส จัดวางพับไปพับมา เห็นครั้งเดียวจำได้ตลอดชีวิต อีกทั้งยังได้ดูเม็ดสาคูที่อยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆที่ดองไว้เช่นกัน

พยาธิตัวตืดมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยคือ พยาธิตืดหมู (Taenia solium) และตืดวัว (Taenia saginata) สามารถก่อให้เกิดโรคในคนได้ 2 แบบ คือ

1.       พยาธิตัวอ่อนเป็นถุงคล้ายเม็ดสาคูในเนื้อเยื่อ พบเฉพาะตืดหมูเท่านั้น

2.       พยาธิตัวแก่ในลำไส้ พบทั้งตืดหมูและตืดวัว

ถุงพยาธิตัวอ่อนที่เนื้อเยื่อ เกิดจากการกินไข่พยาธิที่ปะปนมากับอาหาร เช่น ผักดิบ หรือกินไข่พยาธิที่ติดมือเข้าไป อาจเกิดจากการขย้อนปล้องแก่ของพยาธิที่อาศัยอยู่ในลำไส้ย้อนกลับเข้าสู่ในกระเพาะอาหาร ปล้องแก่ที่เต็มไปด้วยไข่ถูกย่อยโดยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารแตกออก ตัวอ่อนที่อยู่ภายในฟักออกจากไข่ไชทะลุผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดและทางเดินน้ำเหลืองกระจายไปทั่วตัว แล้วไชทะลุผนังหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองส่วนปลายเข้าไปเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนในเนื้อเยื่อ ได้แก่ เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ แขน ขา กะบังลม อาจไปอยู่ในระบบประสาท สมอง เยื่อหุ้มสมอง ไขสันหลัง ลูกตา หัวใจ ปอด ตับ ช่องท้อง

เนื่องจากพยาธิตัวอ่อนที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันจึงมาห้อมล้อมเกิดการอักเสบขึ้น ร่างกายจึงสร้างเยื่อพังผืดมาหุ้มพยาธิเหล่านี้ไว้ ลักษณะเป็นถุงน้ำคล้ายเม็ดสาคูขนาด 0.5-3.0 เซนติเมตร ภายในมีหัวพยาธิตัวอ่อนขนาดเล็กๆ มีปากดูด (sucker) 4 อัน เหตุเพราะมันอยู่นอกลำไส้ จึงไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ได้ ตัวอ่อนเหล่านี้อาจมีชีวิตอยู่ได้ถึง 35 ปี นานเข้าเมื่อมันตายลง จะมีแคลเซียมมาเกาะ (ยกเว้นถุงพยาธิที่ตาและระบบประสาท) เมื่อดูจาก x-ray เห็นลักษณะคล้ายเม็ดข้าวสารขนาด 0.5-2.0 เซนติเมตร กระจายอยู่ทั่วไป

อาการที่เกิดจากถุงพยาธิขึ้นกับตำแหน่งที่มันอยู่ หากอยู่ที่ใต้ผิวหนังอาจคลำได้ตุ่มนูนขนาดเมล็ดถั่วเขียว โดยไม่มีอาการแต่อย่างใด หากอยู่ในลูกตาอาจทำให้ปวดตา ตาพร่ามัว ตาบอด ถ้าอยู่ที่สมองอาจทำให้มีอาการทางสมองตามตำแหน่งที่พยาธิอยู่ โดยถุงพยาธิไปกดเนื้อสมองและเกิดการอักเสบโดยรอบ หรืออาจอุดกั้นการไหลเวียนของน้ำไขสันหลัง เกิดอาการทางสมอง คือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ตามัว อัมพาตแขน ขา ชาเฉพาะที่ ชัก หมดสติ อาการทางจิต ประสาท

พยาธิตัวแก่ในลำไส้ เกิดจากการกินเนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่มีตัวอ่อนของพยาธิลักษณะคล้ายเม็ดสาคูที่เราเรียกว่าหมูสาคูหรือวัวสาคูที่ปรุงปรุงสุกๆดิบๆ เช่น แหนม ลาบเนื้อ ลาบหมู พล่าเนื้อ ยำเนื้อ ถุงพยาธิเหล่านี้ถูกย่อยโดยน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารและลำไส้ ตัวอ่อนจึงออกจากถุงสาคูเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ในลำไส้คนภายในเวลา 2-3 เดือน โดยส่วนหัวมีลักษณะคล้ายถ้วยมีหัวดูด (sucker) เกาะติดผนังลำไส้เล็ก ปล้องที่ต่อจากหัวจะค่อยๆงอกปล้องใหม่ออกมาเรื่อยๆ  จนมีปล้องทั้งหมดได้มากถึง 1,000 ปล้องในตืดหมู และ 2,000 ปล้องในตืดวัว ตืดวัวมีความยาวประมาณ 5 เมตร บางตัวอาจยาวถึง 25เมตร ส่วนตืดหมูยาว 2-7 เมตร ปล้องเกิดใหม่อยู่ที่ส่วนคอเป็นเป็นตัวอ่อนมีขนาดเล็ก เจริญเติบโตเป็นปล้องแก่อยู่ที่ส่วนหางมีขนาดใหญ่กว่า พยาธิอาจมีชีวิตอยู่ในร่างกายนานถึง 25 ปี

ในปล้องแก่มีมดลูกภายในเต็มไปด้วยไข่จำนวนมากมายได้ถึงห้าหมื่นในปล้องตืดหมู อาจมากถึงแสนในปล้องตืดวัว ปล้องเหล่านี้มักหลุดออกมาพร้อมอุจจาระหรือไชออกมาทางทวารหนัก โดยออกมาเฉลี่ยครั้งละ 6 ปล้อง เห็นมันสามารถยืดหดได้ เมื่อปล้องแก่แตกออก ไข่สามารถกระจายอยู่ในสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนตามพื้นดินหรือหญ้านานเป็นเดือน ซึ่งอาจถูกกินโดยหมูหรือวัว เป็นการแพร่พันธุ์ต่อไป

เมื่อหมูหรือวัวกินไข่หรือปล้องแก่ของพยาธิที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม ไข่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้ ตัวอ่อนออกจากไข่กระจายไปตามหลอดเลือดและทางเดินน้ำเหลืองเกิดเม็ดสาคูทั่วตัวแบบเดียวกับในคน เมื่อคนไปกินเนื้อหมูหรือวัวสาคูที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้เข้า มันก็ไปเจริญเติบโตเป็นพยาธิตัวแก่ในลำไส้คน เป็นอันครบวงจรชีวิต

พยาธิที่อยู่ในลำไส้มักไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงแต่อย่างใด อาการส่วนใหญ่เกิดจากการแย่งอาหาร อีกทั้งเกิดการระคายเคืองจากสิ่งขับถ่ายของพยาธิ ทำให้รบกวนระบบทางเดินอาหาร จึงเกิดอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หากมันไชเข้าไปในไส้ติ่ง ท่อน้ำดี ท่อตับอ่อน ก็ทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะนั้น เนื่องจากพยาธิมีตัวยาวได้ถึง 25 เมตร  อาจพันกันในลำไส้ รวมตัวเป็นก้อนทำให้ลำไส้อุดกั้น หากไชทะลุผนังลำไส้ อาจทำให้เยื่อบุช่องท้องอักเสบซึ่งพบได้น้อยมาก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแพ้ ทำให้เกิดผื่นลมพิษ

การวินิจฉัยโรค

1.       พยาธิตัวตืดในลำไส้

·        ผู้ป่วยนำปล้องพยาธิมาให้ดู หรือเห็นพยาธิในอุจจาระ

·        ตรวจพบไข่ในอุจจาระ

·        อาจพบพยาธิโดยบังเอิญในช่องท้องขณะผ่าตัดผู้ป่วยอุบัติเหตุลำไส้เล็กแตก หรือผ่าตัดโรคของลำไส้เล็ก

2.       ถุงพยาธิตัวตืด

·        ตัดชิ้นเนื้อตรวจ มักใช้ในถุงพยาธิไต้ผิวหนัง

·        x-ray มักใช้ดูถุงพยาธิที่มีแคลเซียมเกาะ

·        scan ด้วยเครื่อง computer มักใช้วินิจฉัยถุงพยาธิในระบบประสาท และอวัยวะภายใน

การรักษา

·        รับประทานนยาทำลายพยาธิ

·        หากจำเป็นอาจรักษาด้วยการผ่าตัดถุงพยาธิออก

สำหรับผู้ป่วยรายนี้ให้กินยาทำลายพยาธิเพียงครั้งเดียว พยาธิถูกย่อยสลายตายไป หากไม่พบพยาธิอีกใน 3 เดือน แสดงว่าหายขาดแล้ว แต่หากยังพบพยาธิออกมาอีก อาจต้องกินยาซ้ำอีกครั้ง

ถ้าจะให้ดีควรป้องกันโดยถ่ายอุจจาระในห้องสุขา ตัดเล็บให้สั้น เพราะเล็บเป็นที่เก็บกักเชื้อโรค ทั้งเชื้อรา ไวรัส แบคทีเรียและไข่พยาธิอย่างดีในขี้เล็บ ควรล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังออกจากห้องสุขาและก่อนเปิบอาหาร กินแต่อาหารที่ปรุงสุกและสะอาดเท่านั้น ส่วนผักสดควรล้างให้สะอาดเสียก่อน

เพียงเท่านี้เราก็จะห่างไกลจากโรคพยาธิทั้งปวง อีกทั้งป้องกันโรคติดต่ออื่นๆของระบบทางเดินอาหารได้ด้วย และไม่ต้องตื่นตระหนกกับสัตว์เลี้ยงส่วนตัวในลำไส้ที่ไม่ตั้งใจเลี้ยงอีก


บทความจากนิตยสาร health today โดย พญ.สมศรี ประยูรวิวัฒน์ 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






ppom
(pom)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 5,238 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 4 ปี
แบ่งปันความรู้ 3 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน