
เปิด
เผยข้อมูลที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ทั่วและกรุงเทพฯ 5
ปริมณฑลจังหวัด (นนทบุรีปทุมธานีสมุทรปราการสมุทรสาคร นครปฐม) ในช่วง 8
เดือนแรกของปีระหว่างมกราคม — สิงหาคม พบว่า มีจำนวนรวมประมาณ 59,500 หน่วย
แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน ในเขตกรุงเทพฯ
ประมาณ32,200หน่วย ในเขตปริมณฑลประมาณ 27,300 หน่วย
หากแบ่งตามประเภทพบว่าเป็นอาคารชุดจำนวนประมาณ 28,500 หน่วย
(ในจำนวนนี้เป็นอาคารเอื้ออาทรชุด 8,900 หน่วย) บ้านเดี่ยวประมาณ 20,000
หน่วยทาวน์เฮาส์ประมาณ 9,050 หน่วย
อาคารพาณิชย์ประมาณ 1,250 หน่วยบ้านแฝดประมาณ 700 หน่วย 5
เขตที่มีที่อยู่อาศัยแนวราบสร้างเสร็จจดทะเบียนมากที่สุดในช่วง 8
แรกของปีเดือน 2553 อยู่ในเขตปริมณฑลทั้งหมด คือ
อำเภอบางใหญ่นนทบุรีอำเภอเมืองสมุทรปราการอำเภอเมืองสมุทรสาคร
และอำเภอบางบัวทองนนทบุรีอำเภอเมืองนนทบุรีตามลำดับ สำหรับ 5
เขตที่มีห้องชุดสร้างเสร็จคอนโดมิเนียม จดทะเบียนมากในช่วงที่สุด 8
เดือนแรกของปี 2553 คือ
อำเภอบางพลีสมุทรปราการเขตพระโขนงอำเภอเมืองสมุทรปราการเขตห้วยขวางและเขต
บางขุนเทียนตามลำดับ
จากห้องชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ทั้งหมดแบ่งออกเป็นหน่วย
ที่สร้างจากผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ (นักพัฒนาจดทะเบียน) ประมาณร้อยละ
24 และเป็นหน่วยจากผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์ละประมาณร้อย 45
ที่เหลือเป็นหน่วยเอื้ออาทรโครงการของการเคหะแห่งชาติประมาณร้อยละ 31
เมื่อพิจารณาเฉพาะเดือนสิงหาคมพบว่ามีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใน
เขตกรุงเทพฯและปริมณฑลประมาณ 5,400
หน่วยแบ่งออกเป็นที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯประมาณ 3,800
หน่วยและในเขตปริมณฑลประมาณ 1,600
หน่วยขณะเดียวกันศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ประมวลผลข้อมูลการโอน
กรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ–ปริมณฑล พบว่า ใน8
เดือนแรกของปี (มกราคม – สิงหาคม 2553)
มีการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายที่อยู่อาศัยประมาณ 120,600 หน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ
21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ซึ่งมีจำนวน 99,900
หน่วย) โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นในที่อยู่อาศัยทุกประเภทเนื่องจากผู้
ซื้อเร่งโอนก่อนมาตรการสิ้นอายุวันที่ 30 มิถุนายน 2553
จากที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดจำนวน 120,600
หน่วยนี้แบ่งเป็น อาคารชุดมากที่สุดจำนวน 49,300 หน่วย (สัดส่วนร้อยละ 41)
รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์จำนวน 35,700 หน่วย (สัดส่วนร้อยละ
29) บ้านเดี่ยวจำนวน 21,200 หน่วย (สัดส่วนร้อยละ 18) อาคารพาณิชย์จำนวน
11,000 หน่วย(สัดส่วนร้อยละ 9) และบ้านแฝดจำนวน 3,400 หน่วย (สัดส่วนร้อยละ
3) มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย 266,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นละร้อย
31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนแยกเป็นอาคารชุดมูลค่า 111,400 ล้านบาท
(สัดส่วนร้อยละ 42) รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยวมูลค่า75,200 บาทล้าน
(สัดส่วนร้อยละ 28) ทาวน์เฮ้าส์มูลค่า46,900 ล้านบาท (สัดส่วนร้อยละ 18)
อาคารพาณิชย์มูลค่า 26,200 ล้านบาท (สัดส่วนร้อยละ 10) และบ้านแฝดมูลค่า
6,400 ล้านบาท(สัดส่วนร้อยละ2) ลำดับตาม 5
เขตที่มีการโอนกรรมสิทธ์ที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหน่วยขายใหม่ทุก
ประเภทรวมกันมากที่สุดในช่วง 8เดือนแรกของปี 2553 (มกราคม–สิงหาคม)
คือเขตพระโขนงเขตบางซื่อเขตบางกะปิอำเภอเมืองนนทบุรี
และอำเภอบางพลีจังหวัดสมุทรปราการตามลำดับ
สำหรับ 5
เขตที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคอนโดมิเนียมขายใหม่มากที่สุดคือ
เขตพระโขนงเขต บางซื่อเขตบางกะปิอำเภอเมืองนนทบุรี และเขตคลองสาน ตามลำดับ 5
เขตที่มีการโอนกรรมสิทธ์ที่อาศัยซึ่งอยู่เป็นหน่วยขายมือสองทุกประเภทรวมกัน
มากที่สุดคือ เขตบางกะปิ เขตพระโขนง อำเภอเมืองสมุทรปราการ และเขตบางซื่อ
อำเภอเมืองนนทบุรี ตามลำดับและสำหรับ 5
เขตที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคอนโดมิเนียมมือสองมากที่สุดคื อเขตบางกะปิ
เขตพระโขนง เขตบางซื่อ อำเภอบางใหญ่ นนทบุรี และอำเภอเมืองนนทบุรี
ตามลำดับ
เฉพาะในเดือนสิงหาคมมีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมมาก
เนื่องจากตลาดที่อยู่
อาศัยในเดือนกรกฎาคมซบเซาหนักหลังสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมโดยใน
เดือนสิงหาคม2553 มีการโอนที่อยู่อาศัยจำนวน 9,000 หน่วยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ
73 จากเดือนกรกฎาคม (ซึ่งมีจำนวนเพียง 5,200 หน่วย) แต่ลดลงร้อยละ 33
จากเดือนสิงหาคม 2552
ในจำนวนนี้แบ่งเป็นทาวน์เฮ้าส์มากที่สุด จำนวนประมาณ 3,200 หน่วย
(สัดส่วนร้อยละ 36
ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด) เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึงร้อยละ
89 จากเดือนกรกฎาคม
รองลงมาเป็นอาคารชุดประมาณ 2,800 หน่วย (สัดส่วนร้อยละ 32 ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 72
บ้านเดี่ยวจำนวน 1,750 หน่วย (สัดส่วนร้อยละ 19 ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 73
อาคารพาณิชย์จำนวน 800 หน่วย (สัดส่วนร้อยละ 8 ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 37
และบ้านแฝดจำนวน 450 หน่วย (สัดส่วนร้อยละ 5 ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 62
มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยประมาณ 16,150 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ
86 จากเดือนกรกฎาคม (ซึ่งมีมูลค่า 8,700 ล้านบาท) แต่ลงร้อยลดละ 42
จากสิงหาคม 2552(ซึ่งมีมูลค่า28,000 ล้านบาท)
แบ่งเป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุดมูลค่า 5,500 ล้านบาท (สัดส่วนร้อยละ 34
) เพิ่มขึ้นร้อยละ 85 จากเดือนกรกฎาคม
รองลงมาเป็นอาคารชุดมูลค่า 4,500 ล้านบาท (สัดส่วนร้อยละ28 ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 104
ทาวน์เฮ้าส์มูลค่า 4,000 ล้านบาท (สัดส่วนร้อยละ 25 ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 111
อาคารพาณิชย์มูลค่า 1,600 ล้านบาท(สัดส่วนร้อยละ 10 ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 20
และบ้านแฝดมูลค่า 600 ล้านบาท (สัดส่วนร้อยละ 4 ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 103
เมื่อเปรียบเทียบการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีแรกซึ่งเป็น
ช่วงก่อนสิ้นสุด มาตรการและ 2 เดือนหลังมาตรการสิ้นสุด (กรกฎาคม–สิงหาคม)
พบว่าราคาเฉลี่ย (Average)
ของที่อยู่อาศัย ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านลดลงทุกประเภท
โดยบ้านเดี่ยวมีราคาเฉลี่ยลดลงจาก 3.6 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกปี เป็น 3.1
ล้านบาทในช่วงเดือน กรกฎาคม–สิงหาคมอาคารชุดลดลงจาก 2.3 ล้านบาทเป็นเพียง
1.5 ล้านบาท
ทาวน์เฮ้าส์ลดลงจาก 1.3ล้านบาทเป็น 1.2 ล้านบาทอาคารพาณิชย์ลดลงจาก 2.4
ล้านบาทเป็น 2.2 ล้านบาท บ้านแฝดและลดลงจาก 2.1 ล้านบาทเป็น 1.2 ล้านบาท
ราคาเฉลี่ยที่ลดลงแสดงว่าผู้ซื้อบ้านราคาแพง
เร่งได้การตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการเต็มที่ไป
แล้วเนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่าย
ไปได้มากสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคอนโดมิเนียมมือสองต่อการโอนห้องชุด
คอนโดมิเนียมใหม่ ในเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม (หลังหมดมาตรการลดค่าธรรมเนียม)
อยู่ที่ประมาณ 55:45 ซึ่งแตกต่างจากใน รอบ 6
เดือนแรกที่สัดส่วนการโอนห้องชุดคอนโดมิเนียมมือสองมีน้อยกว่าห้องชุด
คอนโดมิเนียมใหม่ใน สัดส่วนประมาณ 30:70
จึงอาจเป็นสัญญาณให้เช่าเห็นว่าห้องชุดคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่อาจลดความ
ร้อนแรงลงเมื่อหมดมาตรการสนับสนุนการโอนแล้ว
Sourse: http://www.littlefiine.com/?p=1003

