Successful Aging Project : A developing of Quality of health and Wellness of Thai's elderly. (A Pilot project at Pathong' area, Phuket Province, Thailand.) (Page2) | วิชาการ.คอม

Successful Aging Project : A developing of Quality of health and Wellness of Thai's elderly. (A Pilot project at Pathong' area, Phuket Province, Thailand.)

Successful Aging is an important aspect for nowadays, when the aging population is growing up, up until now and trend to be growing in the future. The aims of Successful Aging are elderly-self have right information and knowledge of health care for good
ผู้เขียน: kongp ชมแล้ว: 5,577 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 16 November 2010, 2:06 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 16 September 2011, 10:49 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ
หน้า : 1 Page1
หน้า : 2 Page2
หน้า : 3 หน้าที่ 3
หน้า : 4 page 4

หน้าที่ 2 - Page2

โครงการพัฒนาสภาวะทางสุขภาพผู้สูงอายุ โดยเน้นให้เกิดการพึ่งพาตนเอง เพื่อการพัฒนาสุขภาพ ที่ยั่งยืน ของประเทศไทย (การสำรวจสภาวะทางสุขภาพของผู้สูงอายุ ท้องที่อำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ต) (ระยะที่ 1, การสำรวจ ประเมิน สภาวะสุขภาพ)

 

ชื่อโครงการภาษาอังกฤษ  Thailand’s Successful Aging Project.
(Pathong Area of Phuket’s Province, Thailand)

 

ผู้วิจัย      Jitisak Poonsrisawat, M.D. 

              Takada Minako (Senior volunteer of elderly care, JICA, Japan)

 

 โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยเชิงสำรวจ (Exploration research) โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลจาก
1) การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2) การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามเพื่อประเมินสภาวะสุขภาพ


หลักการและเหตุผล

 

Successful Aging

              Successful Aging เป็นคำบัญญัติที่ถูกสร้างขึ้น ในปี 1961 Robert Havinghurst ได้ให้ความสำคัญถึงการมีสุขภาพดี กับอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเสนอว่าการจะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพดีนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่เรามีอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะมาจากการเพิ่มคุณภาพชีวิตในระหว่างการมีชีวิตอยู่และการมีอายุที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ ในปี 1980s, การศึกษาของ Mac Arthur เรื่อง the MacArthur Studies of Successful Aging ให้ความเห็นว่า successful aging ควรมาจาก

(a) การไม่มีโรคและภาวะทุพพลภาพ (the absence of disease and disability)

(b) การดำรงอยู่ของการทำงานที่ดีของเชาว์ปัญญาและพุทธิปัญญา

(c) การมีส่วนร่วมในสังคมและการเป็นที่ยอมรับและรู้สึกมีคุณค่า (engagement in meaningful activities)

ปัจจุบันยังไม่มีคำนิยามที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน แต่สามารถสรุปได้ดังนี้

1.      การสูงอายุที่แม้จะมีความเจ็บป่วย หรือโรคเรื้อรังแต่สามารถดูแล และรักษา ควบคุมการดำเนินของโรคได้เป็นอย่างดี

2.      การที่ผู้สูงอายุตระหนักรู้ถึงสภาวะสุขภาพของตน สามารถควบคุมตนเองและสามารถจัดการ สามารถพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆทั้งที่เกิดจากความชราภาพ ที่เป็นปัจจัยภายใน และปัญหาหรือความขัดข้องที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ต่างๆ เช่น จากบุตรหลาน ครอบครัว ที่อยู่อาศัย และสังคมแวดล้อม เป็นต้น

3.      มีความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน โดยไม่ต้องอาศัยพึ่งพาผู้อื่น

4.      ในการประเมินด้วยลักษณะจำเพาะมีผู้เสนอการทำหน้าที่ของการทำงานของสมอง แล้วนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดนิยามของคำว่า Successful Aging โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญด้านพุทธิปัญญา 4 อย่างคือ (four cognitive domains): ความจำ (memory), การมีสมาธิ (attention), ความสามารถในการคิดคำนวณ (executive function), การใช้ภาษา (language), การทำหน้าที่ที่สัมพันธ์กันของการทำงานของอวัยวะและระบบประสาทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การมองเห็นและการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ (Visuospatial skills) เป็นต้น การที่ผู้สูงอายุมี การทำงานของสมองและระบบประสาทที่สามารถสอดคล้องและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.      มีความสุขและความพึงพอใจในการดำเนินชีวิต (life satisfaction / well-being) และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (social engagement)

เป็นต้น

 

               ปีพ.ศ.2550 ข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุ (คือมีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป) อยู่ราว 7,038,000 คน คิดเป็นร้อยละ 10.7 ของประชากรทั้งประเทศ โดยเป็นชาย 3.13 ล้านคน และหญิง 3.89 ล้านคนเมื่อพิจารณาโครงสร้างอายุของประชากร พบว่า ประชากรวัยเด็กมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2537 มีประชากรวัยเด็ก ร้อยละ 30 ในปี 2545 ลดลงเป็นร้อยละ 24.9 และลดลงเหลือร้อยละ 22.4 ในปี 2550 ขณะที่ประชากรสูงอายุ กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปี 2537 มีประชากรสูงอายุคิดเป็นร้อยละ 6.8 ปี 2545 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9.4 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10.7 ในปี 2550

“อัตราส่วนการเป็นภาระวัยสูงอายุ (Aging Dependency Ratio)” คือการคำนวณอัตราส่วนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ต่อผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 15 – 59 ปี) 100 คน โดยปี 2537 มีอัตราส่วนการเป็นภาระวัยสูงอายุเท่ากับ 10.7 เพิ่มขึ้นเป็น 14.3 ในปี 2545 และเพิ่มขึ้นเป็น 16.0 ในปี 2550

และเป็นคิดเป็น 10.5 ในปี พ.ศ. 2551 หากใช้อายุที่เท่ากับหรือมากกว่า 65 ปี ขึ้นไป

สภาวะทางสุขภาพของผู้สูงอายุไทย

จากข้อมูลจาก สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงอายุไทยมีปัญหาสุขภาพ ที่เป็นปัญหาสำคัญจากมากไปหาน้อย ตามลำดับคือ

1. ความดันโลหิตสูง 2. โรคเบาหวาน 3. โรคหัวใจ 4. โรคอัมพาต/อัมพฤกษ์ 5. โรคหลอดเลือดสมองตีบ

6. โรคมะเร็ง

 

ปัญหาการที่ผู้สูงอายุอาจมีความเจ็บป่วยเรื้อรัง การขาดการดูแลสุขภาพ และการขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านการดูแลสุขภาพ และการรักษาพยาบาล ประกอบกับการที่สังคมไทย เป็นสังคมที่ปรับเปลี่ยนจากการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และการที่บุตรหลานต้องเข้ามาทำงานหารายได้ในเขตเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีโอกาสเกิดภาวะทุพพลภาพ และ โรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งในอนาคต จะเป็นปัญหาสำคัญที่ภาครัฐ รวมถึง ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชากรในวัยทำงาน จะต้องเป็นผู้รับภาระดังกล่าวผ่านระบบภาษีและรัฐสวัสดิการอื่นๆ ต่อไป การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จึงเป็นทางออกที่สำคัญของประเทศไทยในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว การที่ผู้สูงอายุ มีสุขภาพดี หรือหากมีความเจ็บป่วยเรื้อรังก็สามารถควบคุม และจัดการได้อย่างเหมาะสม อันจะนำมาสู่การลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้านสุขภาพ

แนวคิดที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนา ระบบสุขภาพ เพื่อให้ประเทศมีผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี และผู้ที่ยังไม่ถึงวัยสูงอายุมีสุขภาพดี นั้นจำเป็นต้องมีการประเมิน ตรวจสอบ และติดตาม ปัญหาและสภาวะสุขภาพ การประเมิน และการค้นหาสภาวะที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ (Senile Syndrome) โดยการควบคุมปัจจัยและความเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งการบำบัดฟื้นฟู

และสำหรับผู้ที่ยังไม่ถึงวัยสูงอายุ คือผู้ที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป จนถึง อายุ 60 ปี นั้น การดำเนินการค้นหา และระบุปัจจัยเสี่ยง ในแต่ละบุคคล การตรวจคัดกรอง การให้ความรู้การเกิดโรค และแนวทางการดูแลส่งเสริมสุขภาพ การตรวจประเมินสุขภาพ และการบำบัดรักษา

วัตถุประสงค์และความเป็นมา

 

สำหรับโครงการการพัฒนาสุขภาพผู้สูงอายุนี้ ได้ริเริ่มดำเนินการโดย อาจารย์ Takada Minako อาสาสมัครด้านการดูแล การจัดการการดูแลผู้สูงอายุ จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งท่านได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นเวลากว่า 8 ปี และได้พบว่า

1.    โรคเรื้อรัง ที่เกิดจากการดำเนินชีวิตอย่างไม่เหมาะสม (Life Style Related Diseases, LSRD) ซึ่งมักเกิดขึ้นภายหลังอายุ 40 ปีขึ้นไป เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน  ความผิดปกติของเส้นโลหิตในสมอง เช่น ตีบ หรือแตก เป็นต้น ยังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย

2.    ปัจจุบัน สถานพยาบาลส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังดำเนินการในการมุ่งเน้นการรักษาด้วยการใช้ยา เพื่อควบคุมค่าดัชนี หรือตัวชี้วัดต่างๆ ที่ได้จากการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ แต่ยังขาดการมุ่งเน้นการส่งเสริมและมีแนวทางที่เหมาะสมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมในการควบคุมและการดำเนินของโรค รวมทั้งการดำเนินการที่ส่งผลต่อการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง รวมทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจ ความตระหนักและการสร้างโอกาสให้คนไทย สร้างเสริม และป้องกันปัญหาสุขภาพ  อีกทั้งอาจมีปัญหาในการติดตามและการรักษาอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วย

3.    ปัจจุบันพบว่า ปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้เกิดภาวะทุพพลภาพ และนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้สูงอายุ ดังนั้นหากไม่สามารถควบคุมโรคเรื้อรังดังกล่าวได้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จะเป็นไปได้ยาก

4.    ภาครัฐและเอกชน ยังไม่มีการรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ อย่างชัดเจนและต่อเนื่องในการให้ความรู้เพื่อการมีสุขภาพที่ดี และลดการเกิดโรค/ความเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือ ภาวะทุพพลภาพ

5.    ยังไม่มีการศึกษาศักยภาพ สภาพปัญหา และปัจจัยแวดล้อม หรือที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอื่นๆ ที่ส่งผล ต่อการมีสุขภาพกายและจิตที่ดี ในผู้สูงอายุไทย

6.    ไม่มีการรวบรวม การพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อการจัดการปัญหาสุขภาพ ทั้งเชิงการแพทย์ และทางสังคม ในการพัฒนาสุขภาพ และคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

 

นอกจากนั้น การที่ผู้สูงอายุมีความเสื่อมในด้านต่างๆ ทั้งมิติของร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมทั้งการเกิดโรคชรา ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดการ ส่งเสริม ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพอย่างเหมาะสม

แนวคิดในการดำเนินการ คือการนำองค์ความรู้ในด้านที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นจากแหล่งต่างๆ มาเป็นแบบอย่างเพื่อทดสอบการใช้ในประเทศไทย ให้เกิดเป็นแนวทางตัวอย่าง เพื่อการพัฒนาที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป ซึ่งการดำเนินการตามโครงการนี้ได้ดำเนินการสำรวจ เพื่อประเมินสภาวะทางสุขภาพด้านต่างๆ ที่สำคัญ ที่เป็นปัญหาที่พบบ่อยและอาจเกิดขึ้น ในผู้สูงอายุทุกคน เนื่องจากเป็น ความชราภาพของร่างกาย ปัญหาดังกล่าว ได้แก่ การมีร่างกายอ่อนแอ ปัญหาการกลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระไม่อยู่ หรือ อุจจาระ ปัสสาวะเล็ด ความเสี่ยงต่อการเกิดการหกล้ม ทั้งจากปัจจัยทางกายภาพ และชีวภาพ ปัญหาความจำเสื่อม (สมองเสื่อม) และปัญหาภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น

 

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ

1.      เพื่อการพัฒนาผู้สูงอายุให้สามารถบรรลุ เป้าหมายของ Successful Aging.คือให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงสุขภาพที่ดี ไม่เกิดภาวะทุพพลภาพ มีส่วนร่วมทางสังคม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข และมีสุขภาพจิตที่ดีสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้

2.      พัฒนาต้นแบบการดำเนินการ ด้านการสำรวจและประเมินสภาวะทางสุขภาพ และจัดการด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันกลุ่มโรคชราอย่างครบวงจร

3.      เพื่อการพัฒนาองค์ความรู้สำหรับการป้องกันและการพัฒนาระบบ Long Term Care (LTC) ในประเทศไทย

4.      การสำรวจสภาวะทางสุขภาพของผู้สูงอายุ ในประเด็นปัญหาที่พบบ่อยที่นำไปสู่การเกิดภาวะทุพพลภาพ และต้องอาศัยการพึ่งพาผู้อื่น

5.      การประเมิน และค้นหาองค์ประกอบทางกายภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคชราภาพ ในผู้สูงอายุ ในบริเวณท้องที่ ที่ทำการศึกษา

6.      เพื่อการพัฒนาและเพิ่มคุณภาพชีวิต ด้วยวิธีการและองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ ที่เหมาะสมโดยมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างความรู้ความเข้าใจ ความตระหนัก ในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ ความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วม ของครอบครัว และชุมชน เพื่อการจัดการและดูแลผู้สูงอายุทั้งทางตรงและทางอ้อม ของประเทศไทยอย่างเหมาะสม

7.      เพื่อการพัฒนาเครือข่าย และทีมดำเนินงานทั้งในระดับสถานพยาบาล และชุมชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนของระบบริการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ

 

      โดยโครงการนี้มีแผนดำเนินการ โดยจะเริ่มต้นที่อำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวอย่าง ซึ่งอำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เป็นพื้นที่ ที่มีความเหมาะสมในการดำเนินโครงการเก็บข้อมูลพื้นฐาน ประกอบกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลป่าตอง (นายแพทย์ทวีศักดิ์ เนตรวงศ์) ในขณะนั้น ให้ความสำคัญและสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ ศึกษาและพัฒนาสุขภาพผู้สูงอายุในท้องที่รับผิดชอบในเขตอำเภอป่าตอง ดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ เพื่อเป็นต้นแบบองค์ความรู้การพัฒนาคุณภาพ และสุขภาพของผู้สูงอายุ (Successful Aging for prevention of Long Term care) จากประเทศญี่ปุ่น โดยมีอาจารย์ Takada Minako เป็นผู้ประสานงานและถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยด้านผู้สูงอายุ Tokyo Metropolitan Institute of Gerontology (TMIG, Japan) และ general director of the National Institute of Geriatrics and Gerontology in Nagoya: Prof. Dr. Takao Suzuki, M.D, PhD. เป็นที่ปรึกษาอาวุโส


วัตถุประสงค์การดำเนินการ
1. เพื่อสำรวจสภาวะทางสุขภาพของผู้สูงอายุไทย ในท้องที่อำเภอป่าตองจังหวัดภูเก็ต
2. เพื่อการประเมินขั้นต้นในการนำแบบประเมินสภาวะทางสุขภาพผู้สูงอายุ ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากประเทศญี่ปุ่นมาเป็นต้นแบบและเป็นตัวอย่าง ในการพัฒนาแบบประเมินสภาวะทางสุขภาพผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับคนไทย และประเทศไทย
3. เพื่อเป็นการสร้างแนวทางการจัดการและการสร้างเครือข่ายสร้างเสริม และจัดการทางสุขภาพ ในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทีมงานสุขภาพ และการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุไทย ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการสร้างสุขภาพดี ด้วยความรู้ด้านต่างๆ
4. เพื่อการประเมินและระบุโอกาสความเสี่ยงและความเป็นไปได้ต่อการเกิดภาวะทุพพลภาพ หรืความอ่อนแอในด้านต่างๆ ตามมิติการประเมินสุขภาพ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงและแนวทางแก้ไข เพื่อการป้องกัน บำบัด และฟื้นฟูต่อไป



สถานที่ดำเนินการ

อำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

โรงพยาบาลป่าตองจังหวัดภูเก็ต

ที่อยู่ เลขที่ 57 ถนนใสน้ำเย็น ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต รหัสไปรษณีย์ 83150

เก็บข้อมูลโดย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

 

ข้อมูลพื้นฐานผู้สูงอายุในอำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

ข้อมูลประชากร จังหวัดภูเก็ต ปี พ.ศ. 2550

 

 

จำนวนประชากรและบ้าน

ชื่อ

ชาย

หญิง

รวม

บ้าน

 อำเภอเมืองภูเก็ต

13,508 

14,700 

28,208 

14,960 

 อำเภอกะทู้

2,621 

2,838 

5,459 

3,223 

 อำเภอถลาง

32,189 

32,966 

65,155 

28,832 

 เทศบาลตำบลวิชิต

18,446 

20,255 

38,701 

21,274 

 เทศบาลตำบลราไวย์

6,477 

7,146 

13,623 

<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 1) หน้าถัดไป (หน้า 3) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.5027 seconds !